เงาสะท้อนในเวลากลางคืน
แสงไฟฟังดูเหมือนจะกระพริบอยู่ตลอดในหอพักสีหม่น อาคารหลังนี้สร้างมาตั้งแต่ยุคสงครามโลก ร่องรอยเวลาเคลือบคลุมผนังด้วยกลิ่นอายศิลปะและอดีตลึกลับ ระเบียงชั้นสี่มืดจนเห็นแค่เงาร่างของอิงฟ้า เธอยืนพิงราว ดูท้องฟ้ากลางคืน เสียงร้องแหลมของเด็กผู้หญิงดังลอดผนังไม้ จากห้องข้าง ๆ ก่อนจะขาดหายไป ปลายเท้าของอิงฟ้าขยับ เธอชะเง้อมองประตูห้อง 412 ของกระแต – เพื่อนร่วมหอที่หายตัวไปสามวันแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าไปไหน ทุกคืนก็เหมือนเดิม มีเสียงฝีเท้าเดินวนอยู่หน้าประตูมืด
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!"เธอฟังเสียงอะไรน่ะ?" พล ถามจากทางเดิน สีหน้าซีดเคร่งขรึมกว่าทุกครั้ง อิงฟ้าสะดุ้ง
"เมื่อคืนก็ได้ยินอีกแล้ว เสียงเหมือนใครลากอะไรหนัก ๆ ไปที่ห้องกระแต…เคยกลัวใช่ไหมพล?"
พลไม่ตอบทันที เขามีบุคลิกเงียบขรึม จ้องมองนานจนบรรยากาศขรึมจัดมากขึ้น "กลัวสิ แต่กลัวมากกว่าถ้าปล่อยให้มันเกิดอีกโดยเราไม่ทำอะไร…"
อิงฟ้าชั่งใจครู่หนึ่ง สีหน้าพยายามกลบเกลื่อนความกลัว แววตาเปล่งประกายความอยากรู้อย่างจริงจัง "คืนนี้ไปดูด้วยกันไหม? ถ้าเงา ๆ นั่นโผล่มาอีก"
พลถอนหายใจ ไม่สบตา "ดูเหมือนเรานอนไม่หลับทั้งคู่…งั้นก็ลองดู"
เวลาตีหนึ่ง หอพักทั้งหลังเงียบสงัด เสียงฝนไม่ตกในฤดูร้อน แต่มีสายลมเย็น ๆ วูบเข้าทางหน้าต่าง ทุกห้องมืดสนิท ยกเว้นแสงจันทร์ส่องลอดลงมาตรงบันไดทางขึ้นชั้นสี่ อิงฟ้าชะโงกมองทางเดิน เห็นเงาดำรูปร่างบิดเบี้ยวเคลื่อนไหวช้า ๆ อยู่หน้าห้อง 412 พลกระซิบ "อยู่ตรงนั้น" เขากอดภาพวาดไม้เก่า ๆ ไว้แน่นเป็นเครื่องราง
อิงฟ้ากุมมือพลแน่น ทั้งคู่เดินย่องมาหยุดตรงสุดปลายทางเดิน เงาดำค่อย ๆ หายเข้าไปในห้องกระแต เสียงลั่นเบา ๆ ของบานพับไม้เก่า ๆ ทำลมหายใจของอิงฟ้าหยุดนิ่ง เธอตัดสินใจผลักประตู ผลักแล้วผลักอีก จนหลุดออกเล็กน้อย ภายในมืดสนิท
กลิ่นสีน้ำมันโชยออกมาแรง ราวกับมีใครเพิ่งระบายสีผืนใหญ่ อิงฟ้าส่องไฟมือถือไปรอบห้องสายตาปะทะกับภาพวาดสีน้ำมันริมผนัง ภาพเด็กสาวเหม่ออยู่ในฉากมืดเหมือนกลางคืน พลเดินตามมา เสียงขูดพื้นดังขึ้นที่ปลายเตียงทั้งคู่หยุดหายใจ
"ปะ…ไปกันเถอะ" พลกระซิบ พยายามกลั้นเสียงสั่น อิงฟ้ากลืนน้ำลาย มองใต้เตียง เห็นเพียงความมืดสนิท
เสียงขูดเงียบจาง ลมวูบผ่านพลัน บานหน้าต่างเปิดออกเอง อิงฟ้าคิดจะถอย แต่ไฟมือถือดันดับกะทันหัน เธอจับมือพลไว้แน่น พลเงยหน้ามองเพดาน เห็นคราบน้ำหยด สายตาอิงฟ้าชนเข้ากับเงาดำที่ตอนนี้ขยับใกล้เข้ามาในความเงียบ เงานั้นเดินผ่านออกไปทางระเบียงแล้วเงียบกริบ
คืนนั้นไม่มีใครพูดใด ๆ อีก พลเดินกลับห้องทันที อิงฟ้านอนตาเบิกโพลง เค้นสมองว่าตนเห็นอะไร หรือคิดไปเอง รุ่งเช้าเธอรีบไปแจ้งผู้ดูแลหอพัก แต่คุณอร ผู้ดูแลสูงวัย กลับนิ่งเงียบไม่สะทกสะท้าน "ห้องนั้นไม่ควรเข้าในตอนกลางคืน"
"ทำไม…คุณอรรู้หรือคะว่ากระแตไปไหน?" อิงฟ้าถามลอดเสียงสั่น
"เด็กบางคน…มีเรื่องที่อยากลืม เขาก็จะหายไปเอง" คุณอรตอบติดเบา ๆ ก่อนจะเดินจากไป ทิ้งอิงฟ้าให้งุนงงและหวาดระแวงมากขึ้น
พลมาเรียนสายวันนั้น สีหน้าซีดผิดปกติ "คืนก่อน…ผมฝันว่ามีมือใครสักคนดึงผมลงไปในมืดใต้เตียง ผมดิ้นเท่าไหร่ก็ขึ้นมาไม่ได้" อิงฟ้าตอบเบา ๆ "ฉันไม่ได้ฝัน เห็นจริง ๆ เมื่อคืน" ทั้งคู่สบตาค้าง ก่อนจะตัดสินใจไปถามเพื่อนอีกคนในรุ่น รวี – สาวห้าวที่พูดตรงและมักล้อความกลัวของคนอื่น
"ก็แค่พวกมโนกันเอง ไม่เชื่อหรอก มีแต่เด็กสมัยนี้ที่ขี้ระแวง…คนเก่าคงกลับบ้านไปเองแล้วแอบทิ้งห้องไว้เฉย ๆ มั้ง" รวีพูดพลางหรี่ตา แต่พลกลับเหลือบตามองผนังในห้องเรียนภาพวาด "เมื่อคืนประตูระเบียงเปิดเอง ทั้งที่ล็อกไว้นะ"
รวีเริ่มลังเลแถมพูดติดขัด "…เคยมีข่าวว่าห้องนี้เคยมีคนหายจริง ๆ แต่ก็ไม่มีอะไรผิดปกติหรอก อย่าคิดมาก เธออยากปิดเรื่องนี้ไว้ไม่ใช่เหรออิงฟ้า อย่าขุดขึ้นมาอีกเลย"
อิงฟ้าขัดใจ "ถ้ากระแตไม่ได้หนีออกไปล่ะ? ถ้ามีบางอย่างในห้องนั้น จริง ๆ ล่ะ?" รวีถอนใจยาว ไม่ตอบ
คืนนั้นเสียงขูดกลับมาอีก ขณะที่พลนั่งวาดรูปใต้แสงไฟสลัว เสียงเหมือนมีใครเดินวนอยู่หน้าห้อง ทำให้เขาตัดสินใจเปิดประตูช้า ๆ พบว่าทางเดินว่างเปล่า แต่กลับมีเศษผมยาวสีดำขยุ้มเล็ก ๆ หล่นอยู่บนพื้น พลหยิบขึ้นมาในความเงียบ กลับสัมผัสถึงความเย็นวาบแปลกประหลาดจนขนลุกตลอดตัว
ในขณะที่อิงฟ้าฝันร้าย เห็นกระแตยืนเงียบ ๆ ตรงทางเดิน มือเปื้อนสีดำขยับโบกเบา ๆ ราวกับจะบอกลา รุ่งเช้าอิงฟ้าเริ่มจดสิ่งแปลกในหอพัก เธอพบรูปวาดเก่าใต้เตียงของตัวเอง เป็นภาพกลุ่มนักศึกษาถ่ายหมู่เมื่อหลายสิบปีก่อน ในภาพนั้น มีเงาดำใหญ่ยืนอยู่หลังนักศึกษาสาวคนหนึ่งที่ใบหน้าคล้ายกระแตอย่างน่าขนลุก
อิงฟ้าเอาภาพไปถามคุณอร "เด็กคนนั้น…ชื่อส้ม เธอเป็นเจ้าของห้อง 412 เดิมเมื่อสามสิบปีก่อน หลาย ๆ คนในภาพก็ยังอยู่ที่นี่ เป็นน้องสาวเจ้าของหอพัก แต่เธอ…หายไปคืนหนึ่ง ไม่เคยมีใครเห็นอีกเลย คืนไหนที่เด็กใหม่อยู่ ห้องนั้นจะเกิดเรื่องประหลาดเสมอ"
ข่าวเรื่องห้อง 412 ล่วงถึงกลุ่มเพื่อนในคณะ คนเริ่มระแวง บางคนย้ายออกอย่างเงียบ ๆ อิงฟ้ากับพลเริ่มสืบหาข้อมูลการหายตัวของส้มและกระแต ปะติดปะต่อเรื่องราวจากเศษภาพ ความทรงจำคนเก่า ๆ เขตห้ามเข้าของหอพัก กลายเป็นวงล้อมความลึกลับที่ยากคลี่คลาย
เพื่อนในคณะมีปฏิกิริยาคนละแบบ มีทั้งเชื่อและกลัว หรือเมินเฉย บางคนถือเครื่องราง บางคนล้อขำว่า "เดี๋ยวคืนนี้หายไปอีกคน" เหมือนเป็นเรื่องบันเทิง ทว่า ระแวงกลับลุกลามในใจอิงฟ้า รวี และพลมากขึ้น
คืนถัดมาอิงฟ้าเริ่มขังตัวเองในห้อง ได้ยินเสียงเคาะประตูสองทีถี่ ๆ ทุกเที่ยงคืน พอแง้มประตูดู เงาดำก็นิ่งเงียบไม่หายไปไหน กระทั่งหนึ่งสัปดาห์ผ่านไป กลุ่มนักศึกษาลงความเห็นจะทำพิธีขับไล่ตามตำรับของเด็กศิลปะที่ไม่เคยทำมาก่อน
พิธีเป็นไปอย่างเงียบงัน พลาบเทียนกลางห้อง 412 อิงฟ้าท่องบทปลอบวิญญาณ รวีคอยจับมือไว้ตลอดทุกจังหวะเสียง เสียงขูดใตัเตียงดังกว่าทุกคืนก่อน เสียงเด็กผู้หญิงพูดแผ่วว่า "ใครเข้ามา…อย่า…อย่าทิ้งฉัน" แต่ไม่มีใครกล้าตอบ
เทียนดับพรึบในชั่วขณะหนึ่ง ประตูกลับปิดลงเอง ทุกคนแตกตื่นแต่ไม่ร้อง อิงฟ้าเห็นเงาดำลอยผ่านสั้น ๆ สีหน้าของเธอแสดงทั้งความตกใจและปวดร้าว รวีเริ่มร้องไห้เมื่อเสียงกรีดร้องของเด็กผู้หญิงดังขึ้นอีกครั้ง แล้วค่อย ๆ เงียบลง เสียงฝีเท้าจางหายไปในความมืด
หลังคืนนั้น หอพักกลับมาเงียบแต่ทุกคนไม่เหมือนเดิม พลหลีกเลี่ยงการนอนคนเดียว อิงฟ้าไม่กล้ามองเงาในกระจก ส่วนรวีติดนิสัยกลัวที่มืด ทุกคนมีรอยแผลเป็นใจที่พูดไม่ออก
เมื่อฝ่ายปกครองสั่งปิดห้อง 412 แบบถาวร อิงฟ้านำภาพถ่ายในอดีตไปวางกราบไว้หน้าห้อง พร้อมเขียนจดหมายเล่าเรื่องราวเงาดำ มีคนบอกว่าเธอพูดคนเดียวกลางทางเดินขณะฟังเสียงขูด เสียงในความเงียบคล้ายใครสักคนกำลังบอกลาอย่างเจ็บปวด
อิงฟ้าและพลตกลงจะไม่สืบหาอีก เพียงแต่พูดเสียงเครือ "ฉันกลัวจะลืมหน้าเธอ…กระแต…แล้วเราจะไม่ลืมว่าสิ่งที่อยู่ในเงามืดก็คือสิ่งที่เราปล่อยผ่านไปเอง" พลเดินมากอดเธอเงียบ ๆ ความกลัวของทั้งสองกลายเป็นบทเรียนร้าวลึกในใจ ไม่มีข้อยืนยันอะไรคืนมา มีเพียงความสูญเสียที่กลายเป็นเงาสะท้อนของผู้รอดชีวิต ที่เดินต่อด้วยความหวาดกลัวและเติบโตในใจที่เต็มไปด้วยรอยร้าว