เงาเหนือผืนฟ้า
“ระวัง…เธอเห็นมันมั้ย?” เสียงกระซิบของฮานินหล่นลงกลางความเงียบในห้องวิทยาศาสตร์เก่าที่ตั้งอยู่ตรงขอบแห่งเมืองลอยฟ้า อินโนเวลลาเดีย ดวงตาโตแฝงด้วยความลังเลยังไม่กล้าเงยมองหน้าคู่สนทนา ในขณะที่อคินยืนค้ำโต๊ะหินอ่อน รอยคราบเปื้อนบนแขนเสื้อเชิ้ตขาวสะท้อนความไม่ใส่ใจในรายละเอียดของชีวิต เขาปรายตามองไปรอบห้อง เงาเลื่อนไหวผิดธรรมชาติใต้โต๊ะหลังสุด ต้นกำเนิดของความเย็นวาบในอกนั้นคล้ายเสียงกระซิบที่ได้ยินแว่วซ้ำๆ ทุกคืน—เสียงที่พูดถึงการหายตัวไปของอินทิรา นักเรียนหญิงที่ไม่กลับบ้านมา 4 คืนแล้ว
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เคนนั่งไขว่ห้างหันหลังให้หน้าต่างกระจกใส เมืองลอยต่ำกว่านั้นไกลออกไป เขาหัวเราะฝืด “ก็อาจจะเป็นอินทิราซ่อนตัวเล่นเกมอะไรสักอย่าง นี่มันวันแฟนตาซีนะ ใครๆ ก็ชอบผจญภัย” แต่เสียงขำยิ่งขับเน้นบรรยากาศเย็นเฉียบในห้อง ปรางค์จ้องหน้ากระจก มือกำกระเป๋านักเรียนแน่น สีหน้าอดกลั้นความรู้สึกบางอย่างไว้
เสียงกริ่งดังขึ้น ขาดตอนความอึดอัด ทุกคนรีบทยอยออกจากห้องยกเว้นอคิน เขายังคงนั่งนิ่ง มองสำรวจเงาที่ลอยผ่านใต้แสงไฟ กลิ่นของฝุ่นเก่าและอะซิโตนลอยอ้อยอิ่ง แต่ที่หนักกว่าคือความว่างเปล่าในอก เขาหยิบสมุดโน้ตขึ้นอ่านประโยคที่ขีดไว้ “ความลับบางอย่างไม่ได้ซ่อนอยู่ในเงา แต่อยู่ในสายตาคนที่กลัวจะมองเห็น”
ห้องโถงโรงเรียนประดับโมบายเรืองแสงลอยเหนือหัว ร่างนักเรียนผ่านไปมาท่ามกลางเสียงพูดคุยจอแจ อคินเดินชนประตูห้องน้ำชาย สายตาเจอโปสเตอร์ตามหาคนหาย ใบหน้าของอินทิราซ้อนทับกับฝันร้าย เขารีบก้มลงล้างหน้า ทันใดนั้นเสียงประตูปิดเอง พร้อมเสียงกระซิบเบาๆ “ถ้าเธอไม่หาใครจะหาอินทิราแทน?”
เย็นวันนั้นหลังเลิกเรียน ฮานินจิ๊กจักรยานไฟฟ้ามาจอดรออคิน “นายไม่ต้องกลับกับพวกเคนหรอ?”
“ไม่…ฉันไม่มีอะไรเหมือนเขา” อคินเปรยเสียงเบา หลีกเลี่ยงสายตาเพื่อน ปลายนิ้วลูบลายเลขรหัสหน้าจักรยานคล้ายหาทางออกจากความกดดันในใจ
ฮานินถอนใจ จากนั้นตัดสินใจพูดเสียงอ้อมแอ้ม “จริงๆ ตอนเด็กๆ ฉันเคยเห็นเงาประหลาดที่มุมดาดฟ้าห้องสมุด มันเหมือนเงาอินทิรา…เหมือนตอนนี้เลย”
ทั้งสองขี่จักรยานไปยังดาดฟ้าตึกเรียน ท้องฟ้าค่ำลงอย่างรวดเร็ว หมวกกันลมของอคินปลิวตก โชยลมหนาวตัดเข้ากระดูก เมื่อไปถึง ดาดฟ้ากลับว่างเปล่ายิ่งกว่าคำโกหกที่ขังอยู่ในใจ ในระยะไกล แสงไฟแห่งเมืองลอยฟ้าส่องสะท้อนผืนน้ำขอบข้างเมือง เกล็ดน้ำแข็งลอยอ้อยอิ่งในอากาศ
“เฮ้…นายกลัวมั้ย?” ฮานินตั้งคำถามขณะหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายท้องฟ้า ดวงตาซ่อนแววดื้อรั้น “ฉันกลัวถูกทิ้งมากกว่ากลัวเงานั่นอีก”
อคินนิ่งเงียบไปนาน “แล้วถ้าเงานั่นทำให้อินทิราหายไปจริงๆ เราควรเสี่ยงมั้ย?”
เสียงของอคินถูกกลบด้วยเสียงจักรยานของเคนกับปรางค์ที่ขับขึ้นมาชั้นดาดฟ้า “จับผิดกันเองเหรอ หรือกำลังวางแผนไปช่วยอินทิรา?” เคนยิ้มเย้ยแต่สายตาวูบไหวคล้ายหวาดระแวง ปรางค์ยื่นถุงขนมมาให้แต่ฝืนยิ้ม “ฉันฝันเห็นอินทิราเมื่อคืน เธอเรียกชื่อเรา…แต่เสียงเหมือนขอให้ช่วย”
กลางดึกในห้องนอนกระจกของหอพักนักเรียน อคินนอนไม่หลับ หูแว่วเสียงอินทิราแผ่วเบาจากระเบียง หลังม่าน เงาผีเสื้อล่องลอยเข้ามาเกาะขอบเตียง เขารีบลุกขึ้น ดวงตาสบกับเงาตัวเองในกระจก ทว่ามีอีกเงาหนึ่งเคลื่อนไหวตรงมุมห้อง เขาเม้มปากกลั้นเสียงร้องจนตัวสั่น
แสงไฟหน้าต่างห้องสมุดกลางส่องลอดทึบกระจกหน้าต่างกลางคืน ฮานินจูงมืออคินมาหาหนังสือเกี่ยวกับตำนานเมืองลอยฟ้า “มีบันทึกเรื่องคนหายเมื่อ 20 ปีก่อน… ทุกครั้งจะกลับมาแค่เงา”
“นายเชื่อเรื่องนั้นจริงๆ หรือ?” อคินพูดเสียงสั่น
ฮานินนิ่งอยู่พักหนึ่ง จับนิ้วโป้งตัวเองแน่น “อินทิราทิ้งไดอารี่ไว้ใต้โต๊ะเรียน เราเจอเมื่อวานนี้…” เธอยื่นสมุดเล่มหนึ่งมาให้อคินที่มือสั่นจนต้องเอื้อมรับด้วยสองมือ
อคินเปิดไดอารี่ ภายในจดหมายลายมือของอินทิราเล่าถึงเงาแปลกประหลาดที่ทุกคนแสร้งทำไม่รับรู้ และความหวาดกลัวต้องเผชิญกับบางสิ่งในโรงเรียน “ถ้าใครได้อ่านข้อความนี้ แล้วฉันหายไป…ขอให้รู้ว่าฉันไม่ได้หายไปเพราะอยากหนี”
เสียงรองเท้านักเรียนเดินฉับๆ เข้ามา เคนกับปรางค์โผล่มาข้างหลัง สีหน้าเคนตึงเครียด “นายสองคนกำลังทำอะไร? หรือวางแผนปิดบังอะไรเรา?”
“เปล่า…แต่เราเจอบางอย่างที่อาจช่วยอินทิราได้ แต่อาจเสี่ยง” ฮานินตอบเสียงแผ่ว
“อินทิราจะกลับมา หรือพวกเราจะเป็นรายต่อไปกันแน่” ปรางค์พูดค้างไว้ พลางดึงแขนอคินให้ลุกเดินออกจากห้องสมุด
แสงสลัวริมขอบเมืองเหนือหน้าผาแรงลมเป่าเสื้อคลุมพริ้ว หัวใจอคินเต้นรัวเมื่อทุกคนออกมายืนล้อมมือกันตรงหอสูงที่เป็นจุดสุดขอบของอินโนเวลลาเดีย ด้านล่างคือท้องฟ้าไร้สิ่งใดรองรับ
“เราไม่ย้อนกลับแล้วใช่มั้ย?” ฮานินถามเสียงสั่นขณะจ้องไปยังขอบฟ้า
“เรายังไม่รู้ว่าจะเจอกับอะไรเลยนะ” เคนสะอื้นในลำคอซ่อนความกลัว
อคินกัดริมฝีปาก สายตาเหลือบมองไดอารี่ “ถ้าเราไม่กล้าก้าวไป ใครจะกล้าแทนอินทิรา?”
ขณะที่ทุกคนพยักหน้า เงาคลุมคลานจากแสงเงาวูบหนึ่งลอยผ่าน ร่างของอินทิราในชุดนักเรียนยืนหันหลังอยู่กลางแสงฟ้าสลัว ไม่มีเสียงพูด ทุกคนต่างชะงัก ไม่มีใครกล้าเรียกชื่อเธอ อินทิราหันกลับมาช้าๆ ดวงตาเปื้อนน้ำตา เธอยกมือขึ้นป้องปาก เสียงกระซิบดังขึ้นพร้อมกันในหัวของทุกคน “อย่าตามมา… คนที่ค้นความลับนี้อาจไม่มีวันได้กลับไปเหมือนเดิม”
ไม่มีใครขยับ เสียงลมหายใจแต่ละคนสะท้อนเข้าไปในใจตนเอง ฮานินกลั้นน้ำตา “อินทิรา อย่าทิ้งเราเลย!” เสียงเงียบใต้ท้องฟ้าอินโนเวลลาเดียบีบคั้นความรู้สึกไม่ต่างจากบ่วงล่องหน อคินเดินเข้าไปข้างหน้าอย่างช้าๆ มือนั้นสั่นไหว..
เขาพูดเบาๆ เอ่ยเสียงจริงใจที่สุด “ถ้าเธอกลัว ฉันก็กลัว แต่เราจะกล้า…เพราะเราคือเพื่อนของเธอ อินทิรา” อินทิราน้ำตาไหล เสียงกระซิบในหัวเงียบวูบ ทุกอย่างกลับคืนสู่ความว่างเปล่าชั่วขณะ
ทันใดนั้น ลมแรงหอบใบไม้ลอยวนไปกลางอากาศ อินทิราโผเข้ากอดทุกคน ร่างกายกลับมาสัมผัสได้ ปรางค์ร้องไห้ เคนทรุดลงกับพื้น อคินมองเงาตัวเองที่ทาบทับเงาอินทิรา เงาทั้งหมดกลายเป็นเพียงเงาของมิตรภาพ ความหวาดกลัวมลายไปกับสายลมเหนือเมฆ อินทิราหันมาสบตาอคิน ยิ้มเปื้อนน้ำตาและพูดเสียงเบา “ขอโทษที่ปล่อยให้พวกเธอกลัว เพราะฉันไม่ได้กล้าพอพูดความจริง”
เขามองหน้ากันนิ่งยาวนาน ก่อนอคินจะตัดสินใจพูด “ความหวาดกลัวจะหายไป ถ้าเราไม่อยู่ในนั้นคนเดียว”
ทุกคนยืนนิ่งกลางแสงดาว เหนือถนนโรงเรียนลอยฟ้าที่ไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกต่อไป ในใจของอคิน เขากลัวน้อยลงและกล้าจะเลือกเป็นเพื่อนอย่างแท้จริง ระยะทางระหว่างหัวใจมนุษย์กับเงามืดในจิตใจ สั้นลงเมื่อมีมิตรภาพอยู่ข้างกัน นิยายบทใหม่ในชีวิตโรงเรียนอินโนเวลลาเดีย เพิ่งเริ่มต้นบนขอบฟ้าที่ไม่มีวันสิ้นสุด