เงาสะท้อนแห่งคำสาป
เสียงรถจักรยานยนต์เก่าดังขึ้นมาแต่ไกล ก่อนจะโผล่พุ่งเข้าไปในซอยแคบกลางหมู่บ้าน หนึ่งในวัยรุ่นผมดำยุ่งเหยิง หน้าตาดูเด็ดเดี่ยวแต่แฝงความห่วงกังวล เขาขับรถจอดหน้าบ้านไม้เก่าแก่ซึ่งโดดเดี่ยวและเงียบสงัดกว่าบ้านหลังอื่น
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!หนึ่งล้วงกุญแจไขประตูพร้อมถอนใจเบาๆ แม่ยังไม่กลับ เขาหย่อนกระเป๋านักเรียนลงเสียงดัง ก่อนเดินตรงเข้าสู่ห้องรับแขกที่เต็มไปด้วยกลิ่นไม้สัก หนึ่งมองเงาสะท้อนในกระจกบานใหญ่ข้างบันได กระจกเก่าใสเป็นประกายชวนให้รู้สึกวูบไหวในใจทุกทีที่มอง
“แม่กลับหรือยัง?” เสียงของแก้ม เพื่อนสนิทสาวซึ่งเพิ่งเดินตามเข้ามา กระซิบถามเบาๆ
“ยัง แก้มระวังตกใจนะ” หนึ่งเหลียวมองก่อนเดินไปหยุดตรงหน้ากระจก เขายืนลังเล สายตากวาดมองเงาสะท้อนที่บิดเบี้ยวไม่ปกติ
“เวลาส่องในนี้ ฉันรู้สึกเหมือนเราถูกมองกลับ ทุกครั้งเลยว่ะ” แก้มพูดขณะยืนข้างๆ
หนึ่งไม่ตอบ จังหวะนั้น เงากระพริบราวกับมีบางสิ่งเคลื่อนไหวอยู่ข้างหลัง ทั้งคู่ชะงักและนิ่งงันไปชั่วอึดใจ ก่อนหนึ่งกลืนน้ำลายพลางคว้าผ้าคลุมมาปิดกระจกอย่างลวกๆ
“เราไปบ้านป้าอรดีมั้ย ฉันรู้สึกกลัว อยู่ที่นี่เครียดขึ้นทุกวัน” แก้มพูดเสียงสั่นเบา
หนึ่งขมวดคิ้ว มองกระจกด้วยความลังเล ก่อนละออกไปดึงมือแก้มออกจากบ้าน แววตาของเขาดูปั่นป่วนแต่ซ่อนบางอย่างไว้ลึกๆ
บ้านป้าอรดีอยู่ลึกเข้าไปในหมู่บ้าน ร่มครึ้มด้วยต้นไทรเก่า สองคนตะกายผ่านเส้นทางที่เต็มไปด้วยเสียงแมลงร้อง ป้าอรดี หญิงวัยกลางคนรูปร่างเตี้ยท้วม กำลังปอกผลไม้อยู่หน้าบ้าน เธอชะเง้อหน้าเอียงคอมอง ก่อนจะผงกหัวทักทายลอยๆ
“มาหายายกันแต่เช้าเลยนะหนูหนึ่ง หนูแก้ม มีอะไรมืดมนในใจรึเปล่าจ๊ะ?” ป้าถามพร้อมยักคิ้วยิ้มมุมปาก
หนึ่งลังเล สายตาเหนื่อยล้า ก่อนขยับเข้าใกล้ เอ่ยแผ่วเบา “ป้า… กระจกใบนั้น มันแปลกใจยังไงบ้าง ป้ารู้เรื่องนี้มั้ย?”
ป้าอรดีเงียบไปสักพัก นัยน์ตาฉายแววเคร่งเครียด เธอวางผลไม้ลง หันกลับมานั่งตรง เตรียมจะเปล่งเสียงแต่เลือกกลืนคำลงคอ ขมวดคิ้วแน่น
“ของพวกนี้ พูดมากไม่ได้หรอก มันฟังอยู่ตลอดเวลา… เอาอย่างนี้ คืนนี้ถ้ายังกลัว มานอนบ้านป้าก็ได้ ป้าจะเตรียมห้องไว้ให้”
เสียงกาดข้างบ้านร้องแซงสนทนา หนึ่งมองแก้มที่เงียบลง ใบหน้าสั่นไหวด้วยความสงสัยและหวาดวิตก วางมือบนไหล่ เธอถอนหายใจแผ่ว
“ถ้าของแบบนั้นมันอันตรายขนาดนี้ ทำไมแม่ถึงเก็บไว้” แก้มกระซิบ
หนึ่งเม้มริมฝีปาก ไม่กล้าตอบทันที ความเงียบระหว่างพวกเขาเป็นเหมือนเงาดำที่โอบล้อม
คืนนั้น หลังกลับมาถึงบ้าน หนึ่งขนกระเป๋าเสื้อผ้าเตรียมออกจากบ้าน ทันใดนั้นเสียงกระจกดังแกรกๆ จากชั้นล่าง เขาเดินลงมาช้าๆ เหงื่อไหลซึม ฝ่ามือกำจนขาว
ในความมืด กระจกบานนั้นส่องแสงเย็นเยียบชวนให้ใจเต้นโครม หนึ่งเพ่งที่เงาสะท้อนตัวเอง ทันใดนั้น เงาดำคล้ายรูปร่างผู้หญิงปรากฏขึ้นข้างหลัง เขาเผลอร้องลั่นแล้วกระโจนออก
แม่กลับมาทันทีพอดี รีบโถมเข้ากอดหนึ่งแน่นจนแทบหายใจไม่ออก สายตาเธอสั่นเทา
“แม่ อย่าบอกว่ามัน…”
แม่เม้มปาก ปาดน้ำตา “ทุกคนในตระกูลต้องเห็น ฉันซ่อนไว้มานาน… แต่แกต้องรู้ พรุ่งนี้เจอกันหลังเลิกเรียน จะเล่าความจริงให้ฟัง”
เช้าวันถัดไป หนึ่งเดินเอื่อยๆ เข้าโรงเรียน แก้มยังคงหน้าซีดเคร่งเครียด ทั้งคู่แทบไม่ได้พูดอะไรกันบนทางเดินยามเช้า เสียงนักเรียนอีกกลุ่มดังขึ้น ขับกล่อมเสียงกระซิบถึงข่าวลือบ้านหนึ่งและเรื่องของกระจกที่ใครก็กลัวไปแล้วครึ่งหมู่บ้าน
ที่โต๊ะเรียน แก้มจ้องมองหน้าเพื่อนรักของเธออย่างชั่งใจ “ถ้าแกไม่อยากยุ่ง ฉันพร้อมช่วยทุกอย่างนะ แต่ถ้าไม่ไหว ไม่เป็นไรก็ได้”
หนึ่งยืดอกสูดหายใจลึก เชื่อสายตาเต็มไปด้วยความหวังผสมกลัว “ขอบใจที่อยู่ข้าง ๆ ฉัน…”
ช่วงกลางวัน หลังเลิกเรียน แม่มารอที่ตึกเรียนโดยมีใบหน้าเข้มขรึม “ไปบ้านกัน ฉันจะบอกทุกอย่าง”
เสียงวัวร้องไกล ๆ คล้ายลางบอกเหตุ บ้านเก่าเงียบเหมือนหมอกขาว หนึ่งเดินเข้าบ้านพร้อมแม่ แก้มเดินตามข้างหลังอย่างลังเล
ในห้องรับแขก แม่ปลดผ้าคลุมกระจก มือเธอสั่นเล็กน้อย ก่อนเริ่มเล่า “กระจกนี้เป็นของบรรพบุรุษเรา เดิมทีเป็นเครื่องรางกันภูตผี…แต่ต่อมา มันกลับดูดความทรงจำและความสูญเสียของเจ้าของทุกรุ่น ทุกคนต้องเห็นเงาดำของผู้หญิงคนนั้นซึ่งคือ… ยายของฉันเอง ยายเสียชีวิตอย่างปริศนา… กระจกนี้ไม่เคยให้อภัยใครง่าย ๆ”
หนึ่งนิ่งงัน ลมหายใจถี่พลันรู้สึกเหมือนโลกเล็กลง มือเขากำแก้มไว้แน่น แก้มเอื้อมจับมือหนึ่งกลับ มองตาเขานิ่งยาว
แม่จ้องหน้าหนึ่ง “เจ้าของกระจกต้องรู้จักความสูญเสียและให้อภัย มันถึงจะปล่อยให้ไปต่อ ไม่ต้องกลัวลูก พรุ่งนี้ไปหาป้าอรดีด้วยกัน จะหาทางคลายคำสาปนี้”
คืนนั้นเสียงกระจกกลับมาดังอีก หนึ่งฝันเห็นผู้หญิงใส่ชุดโบราณร่ำไห้ตรงหน้ากระจก เธอเอื้อมมือผ่านกระจกช้า ๆ เหมือนจะคว้าอะไรซักอย่างออกมา
เช้าตรู่ หนึ่งตื่นเพราะความฝัน ฝนโปรยปรายทั้งที่ไม่ใช่ฤดูฝน บ้านทั้งหลังเย็นยะเยือก เขาลุกเดินช้า ๆ เข้าไปในห้องแม่ แก้มก็นั่งอยู่ด้วย สีหน้าดูเหนื่อยล้าจากความวิตก เค้ามองกันเงียบ ๆ อย่างรู้ใจก่อนจะยิ้มบาง ๆ ให้กำลังใจ
“ฉันพร้อมจะเผชิญกับมัน แม้ว่าจะกลัวแค่ไหน…” หนึ่งพูดเสียงสั่นแต่หนักแน่น
ทั้งสามเดินไปบ้านป้าอรดีพร้อมกัน ป้าเตรียมเทียนเล่มใหญ่และผ้าขาว ผูกด้ายแดงรอบกระจก
“ต้องใช้ใจบริสุทธิ์ เชื่อมั่นในตนเอง และยอมรับอดีต” ป้าอรดีกระซิบก่อนจุดเทียน เทียนส่องแสงไหว ๆ เงาดำค่อย ๆ ปรากฏขึ้นอีก เงาผู้หญิงร่ำไห้อยู่ในกระจกเหมือนทรมาน
เสียงแก้มสั่นเครือ “คุณยายต้องการให้อะไรกับหนึ่ง รึแค่ต้องการอาละวาด…”
หนึ่งยกมือแตะเงาสะท้อน ก้มหน้าหลับตา น้ำตาไหลช้า ๆ “หนูขอโทษ…ถ้าทำอะไรผิด หนูขอโทษ ขอให้คุณยายให้อภัย หนูจะไม่หนีอดีตอีกต่อไป”
เสียงกรีดร้องหนึ่งครั้ง กระจกสั่นสะเทือน ก่อนแสงภายในหายวับ เงาดำค่อย ๆ จางไป น้ำตาหนึ่งไหลอาบแก้ม แม่จับมือเขาแน่น แก้มโผเข้ากอดทั้งคู่
บ้านทั้งหลังเงียบเหมือนโล่งเบา หนึ่งถอนหายใจยาวราวกับยกภูเขาออกจากอก
“แก…ไม่ต้องเจอแบบนี้อีกแล้ว” แก้มกระซิบ
หนึ่งยิ้มจาง ๆ ในแววตากล้าแกร่งขึ้นกว่าเดิม หมู่บ้านระอุด้วยแสงแดดอุ่น มีเสียงหัวเราะเด็ก ๆ ลอยมา หนึ่งและแก้มเดินเคียงข้างกันออกจากบ้าน เขามองย้อนกลับไปที่กรอบกระจกซึ่งบัดนี้ว่างเปล่า พลันรู้สึกถึงอิสระที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน
ในสายหมอกเช้า แก้มพูดขึ้นเบา ๆ “ฉันคิดว่าเราทำได้แล้วนะ แกกล้าที่จะให้อภัยตัวเองหรือยัง?”
หนึ่งไม่ตอบ แต่สีหน้าสงบขึ้น จังหวะเดียวกับที่แสงแดดส่องกระทบกรอบกระจก เฉกเช่นสัญญาณแห่งการเริ่มต้นใหม่