เสียงกระซิบกลางหิมะ
แสงไฟวูบวาบสว่างสะท้อนบนผืนน้ำแข็งที่ปกคลุมถนนเมืองชิโรกาวะ เสียงรองเท้าบูททิ่มผ่านหิมะ กรอบแกรบไล่เรียงเป็นจังหวะ ฮารุโตะ คาเนะดะ สะพายเป้นักเรียน อยู่ท้ายแถวเด็กมัธยม กลุ่มเล็ก ๆ เดินเบียดเปลือกตาด้วยความง่วง พยายามต้านไอหนาวแต่เช้าตรู่
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เมื่อคืนฝันร้ายอีกแล้วเหรอ?” โยอิจิ พูดเย้า พยายามเอาหิมะปั้นใส่มือโยนใส่ฮารุโตะ ฮารุโตะเบี่ยงหลบไม่ได้พูด บนใบหน้าซ่อนความอ่อนล้าและร่องรอยความวิตกจริตไว้แน่น ความเงียบปกคลุมเพื่อนทั้งสี่คนชั่วครู่ เพียงเสียงรองเท้ากรอบแกรบยังดังก้องหู
ซายูริ คาเนะดะ สาวน้อยชุดนักเรียนผู้มีรอยยิ้มประดับใบหน้า เดินนำอยู่ใกล้โยโกะ เพื่อนสนิทที่หยิบขนมปังกินไม่สนใจฟ้าอึมครึม สายตาซายูริมองไกลเกินถนน เหมือนรับรู้บางสิ่งกระซิบข้างหูตลอดเวลา…
“ฝันนั้น…แบบเดิมใช่มั้ย” โยโกะเอ่ยเบา ๆ เฉียดริมฝีปากซายูริ เหมือนกลัวสายลมจะพัดคำพูดนี้ไปได้ ซายูริตอบกลับเหมือนบ่นกับใจ “เสียงนั้นบอกว่าอย่าเชื่อใคร…แม้แต่ตัวเอง” นิ้วมือเด็กหญิงสั่นสะท้าน กำผ้าพันคอแน่น
เสียงออดโรงเรียนแว่วกังวาน ตัดบทการสนทนา ฮารุโตะตวัดสายตาห่วงหาน้องสาว เหมือนกลัวร่างเธอจะละลายหายไปกับปุยหิมะ
ห้องเรียนมัธยมสามอยู่ชั้นสาม หน้าต่างกระจกขึ้นฝ้า เพื่อน ๆ นั่งกลุ่มแบ่งแยกฮารุโตะนั่งริมหน้าต่าง ปากเม้มแน่น คำตอบในกระดาษแบบฝึกหัดเต็มไปด้วยร่องรอยขีดลบ
ครูโอโนะสาววัยกลางคนนำบทเรียนขึ้นจอภาพ “วันนี้เราจะพูดถึงตำนานหมู่บ้านบุนเคียว เมืองนี้เคยมีข่าวว่ามีเด็กหายตัว…” คำว่า “หายตัว” สะท้อนในใจฮารุโตะแรงผิดปกติ ซายูริเหม่อมองออกนอกกระจก
พักเที่ยงที่ห้องอาหาร กลุ่มเพื่อนนั่งล้อมโต๊ะ โยอิจิหัวเราะ “ตำนานเด็กหาย รู้ไหมว่ามันเกิดจากอะไรกันแน่” ฮารุโตะเอาแต่นิ่ง โยโกะจ้องเขม็ง “ทุกคนในโรงเรียนนี้เคยมีใครสังเกตว่าคนรอบตัวเปลี่ยนไปมั้ย? แบบ…อยู่ดี ๆ ก็เหมือนไม่ใช่คนเดิม”
ซายูริเงียบไปทันใด มือหยิบตะเกียบตกพื้น ลมหายใจขาดห้วง ฮารุโตะรีบก้มช่วยเก็บ ใกล้กันจนได้ยินเสียงพึมพำเบาหวิว “ถ้าฉันหายตัวไป ฮารุโตะจะตามหาฉันไหม” ฮารุโตะสบตาน้องสาวแน่นิ่ง ปากอึงอัง “ซายูริ…พูดอะไรแปลก ๆ อีกแล้ว”
ตอนเย็น ถนนกลับบ้านโล่งเงียบ ดวงอาทิตย์หลบฟ้าก้อนเมฆ ฮารุโตะเดินจูงจักรยานข้างซายูริ สะพานข้ามแม่น้ำปกคลุมด้วยหิมะหนา น้องสาวยิ้มบาง ๆ “บางที ฉันก็คิดว่า…เสียงกระซิบในหัวคือเพื่อนเพียงคนเดียวที่ไม่เคยโกหก”
ฮารุโตะยิ้มจืดจาง “อย่าเชื่อทุกเสียงที่ได้ยิน…ซายูริ บางทีมันอาจเป็นแค่เราเองที่กลัว”
ซายูริดูเหมือนจะพูดอะไรแล้วหยุด ท้องฟ้าค่ำลงเรื่อย ๆ สองพี่น้องจ้องมองแม่น้ำแข็งเงียบ ๆ
บ้านไม้สองชั้นทรุดโทรม พลบค่ำ แม่ผู้เหนื่อยล้านั่งดูข่าวในครัว เสียงโทรทัศน์เป็นฉากหลัง ฮารุโตะเดินขึ้นห้อง เห็นประตูฝั่งซายูริปิดเงียบ ลูกบิดเย็นเฉียบ นานเกินปกติ
เช้าวันถัดมา ซายูริหายไป รอยเท้าจาง ๆ นำออกไปยังซอกซอยหลังบ้าน ฮารุโตะตามรอยด้วยมือสั่นเครือ ริมทางมีเศษผ้าพันคอขาดเป็นเส้น ราวกับถูกฉีกกระชาก…
แม่ทรุดร้องไห้เสียงสั่น เจ้าหน้าที่ตำรวจมาสอบถามคำต่อคำ ฮารุโตะพยายามตอบให้มากสุดแต่ไม่มีเบาะแสใดนอกจากใจตัวเองฝังแน่นว่า “ซายูริไม่อาจหนีไปเอง”
โรงเรียนและชุมชนกลายเป็นคลื่นข่าวลือ กลุ่มเพื่อนโยอิจิและโยโกะตอบคำถามตำรวจ กลายเป็นเงาทะมึนในสายตาคนรอบข้าง โยอิจิหน้าเจื่อน “นายคิดว่าน้องนาย…โดนใครจับไป หรือ…”
ฮารุโตะก้มหน้า ไม่กล้ามองใครตรง ๆ “บางทีอาจมีบางอย่างในเมืองนี้ที่เราไม่เคยเข้าใจ”
ค่ำคืนแรกหลังซายูริหายตัว เสียงกระซิบแว่วดังในห้องนอน “อย่าเชื่อทุกสายตา…” ฮารุโตะลุกขึ้นนั่ง เหงื่อแตกพลั่ก กำมือแน่น หัวใจเต้นแรง
วันต่อมา ยามค่ำ ฝนหิมะตกหนัก ฮารุโตะเดินออกไปยืนบนสะพานที่ซายูริเคยนั่ง รอยเท้าใหม่ปรากฏบนหิมะ วิ่งพาดจากฝั่งหนึ่งสู่อีกฝั่ง ฮารุโตะก้มลงลูบพื้นอย่างหมกมุ่น
โยโกะปรากฏตัวพร้อมตะเกียงเก่า กระซิบ “ฉันเห็นซายูริเมื่อคืนในฝัน…” ฮารุโตะถอนหายใจ หยุดตัวเอง “อย่าเล่นอะไรแบบนี้” แต่น้ำเสียงโยโกะจริงจัง “ไม่ได้ล้อเล่น เธอสวมชุดขาว…ขอร้องให้ช่วย…”
ทั้งสองเดินตามรอยเท้าในป่า หิมะเหน็บหนาวกัดผิว โยโกะกลั้นเสียงสะอื้น “นายเคยสังเกตมั้ย ว่าซายูริเริ่มเปลี่ยนไปตั้งแต่วันงานเทศกาลปีที่แล้ว?”
ฮารุโตะนิ่งเงียบ “ฉันมัวแต่สนใจปัญหาตัวเอง…อาจไม่เคยเห็นจริง ๆ”
ในป่าลึก ใต้เงาต้นสน มีผ้าพันคออีกเส้นพันอยู่กับกิ่งไม้ โยโกะหยิบมาดู ปลายผ้ามีรอยขีดเขียนด้วยหมึกดำ “อย่าไว้ใจใคร”
เสียงฝีเท้าแปลก ๆ แทรกผ่านความมืด ฮารุโตะจับแขนโยโกะ ต่างคนต่างกลั้นหายใจ เงาร่างผ่านไวเหมือนลม—เด็กหญิงผมยาวในชุดขาว…
“ซายูริ!” ฮารุโตะตะโกนออกไป เงาหันมาแต่ไม่มีใบหน้า ก่อนจะลับหายเข้าไปในความมืด
โยโกะน้ำตาซึม “นั่นจะเป็นซายูริจริงหรือ หรือสิ่งอื่น…”
กลุ่มสำรวจตามหาในป่ากว้างขึ้น โยอิจิ สมทบกับเพื่อนอีกสองคน วิทยุที่ใช้ติดต่อกันถูกคลื่นรบกวน เสียงกระซิบแซกเข้าเรื่อยเปื่อย
โยอิจิวางวิทยุตรงเป้าขนม “ทำไมเสียงมันแทรกทุกทีเลยวะ เหมือนมันจงใจจะให้เราคุยกันไม่ติด…”
คืนนั้น ฮารุโตะกลับบ้านพร้อมโยโกะ ต่างคนเหน็บหนาวด้วยความกลัวและสับสน เสียงโทรทัศน์ข่าวประกาศ “พบรอยเท้าปริศนาใกล้บึงตะวันตก” ฮารุโตะตัดสินใจออกไปสำรวจทันที แม่ห้ามอย่างแรงแต่เขาตัดบท “ขอโทษครับ ผมต้องทำ”
บึงน้ำด้านตะวันตกเป็นแผ่นน้ำแข็งสะท้อนเงาจันทร์ ฮารุโตะใช้ไฟฉายส่องหาพบกระเป๋าเป้ของซายูริในพุ่มไม้ ด้านในมีเพียงสมุดแนวขีดเขียนสับสน
โยอิจิและกลุ่มตามมาสมทบ “นาย…” โยอิจิเสียงสั่นไปหน่อย “…แน่ใจเหรอว่าจะไม่ขอความช่วยเหลือจากตำรวจอีก?”
ฮารุโตะเสียงแหบ “ฉันไม่ไว้ใจผู้ใหญ่ในเมืองนี้…เหมือนเราถูกจับตาดูอยู่”
โยโกะพลิกสมุดดู หน้าแรกมีประโยคเดียว “เสียงกระซิบ อย่าเชื่อแม้แต่เงาตัวเอง” เสียงลมพัดผ่านพุ่มไม้ เงาร่างเด็กหญิงวิ่งเฉียดกลุ่มไปแว้บเดียว
“ซายูริ!” ฮารุโตะไล่ตามเข้าไปลึก กลุ่มเพื่อนตามหลัง กิ่งไม้เฉียดหน้าเป็นรอยขีดข่วน หิมะเลือดหยดใส่เสื้อ
การค้นหาเปลี่ยนเป็นคล้ายฉากทดสอบจิตใจ ต่างคนต่างแยกตัวไปตามเสียงกระซิบแต่ละสาย ฮารุโตะกับโยโกะไปทางทิศเหนือ โยอิจิกับเพื่อนอีกสองคนเลือกทิศใต้
ในพงหญ้าใต้ต้นสนสูง เงาหญิงสาวชุดขาวนั่งหันหลังร้องไห้ ฮารุโตะตะโกน “ซายูริ!” แต่เสียงเด็กหญิงแปลกไป “อย่าเชื่อดวงตาตัวเอง…”
ความหนาวกัดเข้าในกระดูก ฮารุโตะเดินช้า ๆ เข้าไปใกล้ เงากระซิบซ้ำ “เธอ…อยู่…ที่นี่” แต่เมื่อเข้าใกล้กลับพบเพียงตุ๊กตาไหม้ขาดครึ่งซุกในหิมะ
โยโกะช้ำใจ “ถ้าเรามาไม่ทันจริง ๆ…”
กลุ่มกลับมารวมตัวที่ทางออกป่า โยอิจิหน้าเครียด เขายอมรับทั้งอายทั้งโกรธ “ฉันยอมรับว่ากลัวจริง ๆ ไม่ใช่แค่เรื่องนี้…แต่กลัวตัวเองที่วิ่งตามใครไม่ทัน กลัวจะยอมแพ้กลางทาง”
ฮารุโตะเริ่มสละความหวังไว้เบื้องหลัง ใจหนึ่งอยากเกลียดตัวเอง อีกใจยังยัดเยียดความรับผิดชอบที่เลี้ยงดูน้องสาวพลาดไป
คืนนั้นสมาชิกแต่ละคนเฝ้าฝันร้าย เสียงกระซิบวนเวียน “อย่าไว้ใจเงา…” ฮารุโตะตื่นขึ้นกลางดึก เหงื่อท่วมกาย ตัดสินใจเปิดสมุดวาดของซายูริ ดูร่องรอยวาดเงาคนแปลกหน้ารอบบ้าน มีดวงตากระจายอยู่ทุกหน้า
“มันจะไม่จบจนกว่าจะเห็น” เสียงในหัวฮารุโตะชัดขึ้น ปิดท้ายสมุดตัดสินใจไม่รอคอยอีกต่อไป
วันถัดมา เขาขอทุกคนช่วยเดินทางสู่โรงเรียนร้างข้างบึง—ที่เดียวกับที่ปรากฏชื่อ “ตำนานเด็กหาย” บรรยากาศในโรงเรียนรั้วเหล็กสนิม เงาตะวันถูกกลืนด้วยหิมะและกลิ่นอายอดีต
เพื่อนแต่ละคนสารภาพความผิดและความกลัวของตัวเองอย่างเงียบงัน โยโกะรับสารภาพ “วันหนึ่งฉันได้ยินเสียงกระซิบผ่านฝัน ว่าต้องบอกความลับที่ไม่เคยบอกใคร…”
ฮารุโตะกลืนน้ำลาย “ถ้าความกลัวของพวกเรานำเราไปสู่การสูญเสีย…เราแน่ใจได้น้อยแค่ไหนว่าเสียงที่ได้ยินเป็นของคนที่เรารัก?”
ที่ห้องเรียนชั้นบนสุด ชอล์กขีดบนกระดานดำ “กลับบ้านไม่ได้” ทุกคนขนลุก ร่างเด็กหญิงผมดำวิ่งทะลุขอบหน้าต่าง เสียงหัวเราะสั้น ๆ วนรอบห้อง
แต่ละคนเริ่มจะสติแตก แต่ฮารุโตะหยุดแล้วพูดกับความเงียบ “ถ้าเสียงกระซิบคือความกลัว ฉันจะเผชิญกับมัน” เขาก้าวออกจากกลุ่ม เดินตรงเข้าสู่ห้องพยาบาลที่ปิดฝุ่นหนาๆ
ในห้องพยาบาลพบตุ๊กตามือขาด วางอยู่กับรูปถ่ายเด็กหญิงที่ใบหน้าขูดจนเลือน ฮารุโตะถือรูปขึ้นดู เสียงข้างหูแผ่วเบา “กลับบ้านสิ…”
โยโกะผลันเปิดไฟฉายช่วยส่อง รอบตัวเงาร่างสาวชุดขาวหรี่ดวงตา มองจิก ฮารุโตะสั่นกลัวแต่ฮึบเดินเข้าหา “ถ้าเธอคือซายูริ…บอกฉันทีว่าควรทำยังไง”
เสียงร้องไห้แทรกแหลมหู เหมือนรอบตัวตกจากโลกความจริง ทุกอย่างเป็นปุยหิมะไร้เสียง ร่างเงาค่อย ๆ ละลายเหลือเพียงแสงจาง ฮารุโตะก้มลงร้องไห้ด้วยความรู้สึกผิดโชกในอก
โยอิจิตามเข้าไปประคองเขา “นายไม่ต้องแบกทุกอย่างไว้คนเดียว” ฮารุโตะพยักหน้าช้า ๆ “พวกนาย…ยังอยู่ใช่ไหม”
ข้างนอกหิมะค่อย ๆ โปรย ซายูริเดินช้า ๆ ออกจากเงามืด ก้มหน้าขอโทษ “ฉันกลัวเหลือเกินว่าพี่จะไม่ตามหา”
ฮารุโตะโผเข้ากอดน้องสาวแน่น แม้ร่างซายูริจะเย็นเหมือนน้ำแข็ง แต่แววตาหนุ่มดูอบอุ่นขึ้น “ถึงนายจะกลัวแค่ไหน ฉันจะไม่ปล่อยให้กลัวอยู่คนเดียว”
เสียงกระซิบในหัวค่อย ๆ เงียบลง เมฆขาวบนหัวเริ่มเปิดทางให้แสงแดดแรกของฤดูใบไม้ผลิส่องกระทบเมืองหิมะ เกล็ดน้ำแข็งละลายช้า ๆ กลายเป็นหยดน้ำที่ไหลรินตามหน้าต่างโรงเรียนเก่า ฮารุโตะและเพื่อนเดินเคียงข้างซายูริกลับบ้าน ด้วยความรู้สึกเจ็บปวดแต่พร้อมจะเผชิญโลกอีกครั้ง
สุดท้าย…เสียงกระซิบหายไป เหลือเพียงเงาของอดีตที่คอยเตือนให้ไม่เคยไว้ใจความกลัวในใจตัวเองอีกต่อไป