เงาสลายที่สตูดิโอศิลปะ
เสียงพู่กันขูดกับผนังปูนดิบ สะท้อนก้องในสตูดิโอศิลปะกลางใจเมืองแออัด เย็นวันศุกร์ที่อากาศอบอ้าว ‘รวิ’ ศิลปินหนุ่มร่างสูงสวมเสื้อเชิ้ตสีหม่นจุ่มสีฟ้าเข้มอย่างประณีต ใต้แสงไฟหลอดนีออน ดวงตาเขาฉ่ำไปด้วยเรื่องราวที่ไม่มีผู้ใดได้สดับ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ณ มุมหนึ่งของสตูดิโอ ออกัส ศิลปินหญิงวัยยี่สิบต้น ๆ มือข้างหนึ่งจับผ้าคลุมไหล่แน่น อีกข้างกำพู่กัน ระบายตรงแถบแสงสะท้อนผนัง เธอมองระบบไฟที่กระพริบติดๆดับๆ ด้วยแววตาหวาดระแวง รวิเดินเข้ามาใกล้ แต่ไม่เอ่ยคำ
จักรกลนาฬิกากระเทาะเวลา ในระหว่างที่สองศิลปินสร้างผลงาน ทันใด เสียงกรีดร้องแผ่วเบาสะท้อนจากห้องนิทรรศการใหม่ ออกัสสะดุ้งเฮือก หยุดลงกลางคัน รวินิ่งค้าง พรายเงาวูบวาบสะท้อนในดวงตากวางของเขา
“เมื่อกี๊… มีใครได้ยินเสียงเหรอ” ออกัสพึมพำ เสียงเธอสั่น ไม่กล้าสบตา
รวิสูดลมหายใจลึก พยายามกลบความระแวง “อาจเป็นพวกคนจัดแสง หรือ…เสียงจากถนนก็ได้ อย่ากังวลเลย”
เงียบงันครู่หนึ่ง ก่อนไฟในห้องจะดับวูบ รวิโยนพู่กัน ยื่นมือถือส่องไฟฉาย บนผนังเกิดรอยเปียกของสีบางจุดเหมือนน้ำตาไหลจากภาพวาด ออกัสเม้มปากแน่น เงาของเธอระริกไหวราวผีสางในแสงนีออน
คล้อยหลังไม่นาน เจ้าของสตูดิโอ ‘คุณมาลิน’ หญิงวัยกลางคนท่าทางเหี้ยมจัด เดินนำผู้ดูแลสถานที่เข้ามาตรวจงาน รวิกับออกัสต่างเอ่ยขอโทษที่พวกเขาทำงานล่าช้า คุณมาลินเพียงเหยียดยิ้ม ดวงตาแข็งกระด้าง “คืนนี้ไม่ต้องอยู่ดึก ดูแลตัวเอง รู้สึกไหม สตูดิโอหลังหกโมงจะอึมครึมกว่าปกติ?”
ออกัสหลบสายตา คุณมาลินเดินดูทุกมุม เช็คงานอย่างละเอียด ก่อนจะเดินออก ดวงตาของเธอสะท้อนเงาวูบหนึ่งราวแอบซ่อนบางสิ่ง
คืนเดียวกัน ในบ้านเช่าเล็กหลังสถานีรถไฟใต้ดิน รวิยืนชะงักหน้ากระจก เงาของตนเองไหววูบคล้ายมีอีกคนอยู่เคียงข้าง เขาหลับตา ย้ำเสียงในใจ “อย่ากลัว…มันมีแต่เราเท่านั้น” แต่เสียงฝีเท้าของอะไรบางอย่างเดินอยู่ในหัวใจเขา
วันถัดมา สตูดิโอคึกคักด้วยกลุ่มศิลปินรุ่นใหม่ ‘เต้’ เพื่อนร่วมห้องสุดขี้เล่น เอาขนมหวานใส่มือรวิ “เมื่อคืนนี้แกอยู่ดึกใช่เปล่า มีใครแปลกหน้าบ้างปะวะ?”
รวินั่งลงข้างออกัสที่ดูเครียด “เมื่อวานไฟดับอีกละ… รู้สึกแปลก ๆ เหมือนมีใครมองอยู่” ออกัสกล่าวเสียงแผ่ว เต้หัวเราะ “พอเถอะน่า ของแบบนี้ อย่าไปคิดมาก สตูดิโอมันก็เก่า ๆ แสงก็หลอนอยู่แล้ว”
แต่รวิสังเกตแววตาออกัสที่วูบไหวกว่าปกติ เหมือนกำลังปกปิดความกลัวลึกซึ้งไว้ เธอเหมือนจะพูดบางคำ แต่กลับกลืนมันเอาไว้
คืนต่อมา ออกัสไม่ได้มา สตูดิโอเงียบลงผิดปกติ รวิและเต้พยายามโทรแต่ไม่มีใครรับสาย พวกเขาเดินตรวจทุกห้อง เจอกระเป๋าและผ้าคลุมไหล่ของออกัสตกอยู่บนพื้นหน้าห้องนิทรรศการใหม่ ประตูล็อกแน่น เสียงน้ำหยดจากเพดานดังต่อเนื่อง
เต้ตะโกนเรียก ไม่มีเสียงตอบรับ รวิใจเต้นแรงแต่พยายามฝืนไขประตู ผลักเข้าไป…กลิ่นสีน้ำมันจาง ๆ ตีขึ้น จู่ ๆ กระจกฝาผนังด้านในปรากฏรอยนิ้วลากราวกับใครขีดเขียนเป็นตัวอักษร “อย่ามองทะลุเงา”
รวิเดินสำรวจรอบห้อง พลางโทรหามาลินและแจ้งเรื่องออกัส เต้สังเกตเห็นเศษผ้าเปื้อนสีแดงกองอยู่มุมห้อง สีหน้าทะเล้นเปลี่ยนนิ่งสนิท เขาหมุนตัวออกไปสูดหายใจลึก ๆ พยายามไม่แสดงความกลัว
ข่าวการหายตัวไปของออกัสแพร่สะพัดในกลุ่มศิลปินและพนักงานประจำสตูดิโอ แต่ไม่มีใครกล้าให้ปากคำต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ‘สารวัตรกรินทร์’ สอบถามพยานอย่างเคร่งเครียด รวินั่งกุมมือเหงื่อซึม ขณะที่คุณมาลินสีหน้าเรียบเฉย
“คุณรวิ เคยมีปัญหากับออกัสหรือเปล่า?” สารวัตรกรินทร์ถาม
รวิส่ายหน้า หลบสายตาพลางกัดปากแน่น “เรา…ไม่ค่อยได้คุยกันนอกเวลา”
สารวัตรกรินทร์หรี่ตา สังเกตท่าทีลังเล “คุณแน่ใจนะ ว่าไม่มีอะไรแปลก ๆ เกิดขึ้นก่อนเธอจะหายไป”
รวิสูดลมหายใจสั้น ๆ ก่อนตอบเบา ๆ “มันวังเวงมากขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนมีใครบางคนซ่อนอยู่ในสตูดิโอ…แต่เราระบุไม่ได้”
เวลาผ่านไป นาฬิกายังคงเดินต่อ แต่เงาดำมืดที่เงื่อนงำในห้องนิทรรศการยังคงไม่จางหาย ตำรวจเข้าตรวจสอบซ้ำอีกครั้ง เจอแต่รอยนิ้วเป็นตัวอักษรที่ลบไม่ออก เต้มองรวิด้วยแววดื้อรั้น “เรื่องนี้ต้องตามให้รู้ตัวแน่ ไม่งั้นแกไม่มีวันวาดภาพให้ดีกว่าปีที่แล้วได้หรอก”
รวิมองเต้ด้วยแววเหงา นัยน์ตาทอความกลัว เพราะเขาเคยปล่อยโอกาสแก้ไขอดีตที่ผิดพลาดสายเกินไป เขาสะดุ้งเมื่อจิตสำนึกตะโกนในหัว
กลางดึกวันนั้น รวิฝันเห็นออกัสเดินผ่านผนังภาพวาด เธอส่งสายตาเศร้าโศก ก่อนจะพูดเสียงสะท้อน “ถ้าเธอรู้ความจริง…เธอจะยังกล้าส่องเงาตัวเองอีกไหม?” รูปลักษณ์ของออกัสจางลง เขาสะดุ้งตื่น ใจสั่นระรัวและน้ำตาเอ่อเบ้า
เช้าวันรุ่งขึ้น เต้เปิดโน้ตบุ๊ค ค้นข้อมูลประวัติสตูดิโอจนเจอข่าวเก่าเล่ากันว่าก่อนสร้างสถาบันแห่งนี้ เคยเกิดเหตุศิลปินเสียชีวิตปริศนาใต้ภาพวาดต้นฉบับ เต้เล่าให้รวิฟัง แต่รวิดูรีรอ “อย่าพูดสิ่งที่เราไม่เห็นด้วยตาเอง”
ระหว่างการตรวจสตูดิโออีกครั้ง รวิเดินเข้าสู่ห้องนิทรรศการใหม่ ท่ามกลางแสงสลัว ผนังที่เขาเพิ่งวาดภาพไว้ปรากฏรอยสีใหม่ซ้อนทับเป็นรูปหญิงสาวงามเศร้า รวิหยุดนิ่ง ยื่นมือแตะผนัง นิ้วสัมผัสอุณหภูมิเย็นเฉียบ
เสียงฝีเท้าดังแว่วจากทางเดิน เต้ปรากฏตัวพร้อมแฟ้มข้อมูล ท่าทีจริงจังผิดวิสัย “ฉันเจออะไรบางอย่างแล้ว ตามฉันมา”
เต้เดินนำรวิลงไปใต้ถุนอาคาร มีห้องเก็บวัสดุเก่า ๆ ที่เหมือนจะไม่เคยเปิดใช้งานมานาน บานประตูไม้กรอบเก่าเอี๊ยดอ๊าด เมื่อเข้าไปข้างใน กลิ่นดินฉุนจมูก ผนังขรุขระมีภาพวาดจางราวถูกฝังอดีตไว้ เต้ฉายไฟกรอบรูปดู พบภาพผู้หญิงหน้าตาคล้ายออกัสแต่งงานกับชายไม่ทราบชื่อ ลงวันที่ 40 ปีก่อน
รวิใจเต้นแรง เงาของเขาซ้อนกับภาพร่างหญิงสาวในผนังอดีต เขาเริ่มพึมพำกับตัวเอง “นี่มันอะไรกันแน่…ทำไมต้องเป็นออกัส?”
เสียงข้าวของหล่นดังโครม เต้สะดุ้ง ทันใดไฟในห้องขาดวูบ ทุกอย่างมืดสนิท เสียงหอบหายใจของทั้งสองดังชัดท่ามกลางความเงียบ แล้วเสียงกระซิบเบาราวสายลมว่า “ใครคือเจ้าของความลับนี้?”
รวิแสดงอาการร้อนรน เคยตัดสินใจพลาดปล่อยเพื่อนคนหนึ่งในอดีตให้เผชิญอุบัติเหตุจนพิการ ความรู้สึกผิดฝังแน่นทั้งที่ไม่เคยกล้าเผชิญ วันนี้ความจริงหน้าสลัวกำลังเคาะประตูหัวใจเขา
เต้กลั้นใจนาน ก่อนพูดเบา ๆ “แกจะยอมหนีอีกหรือไงรวิ? เรื่องนี้มันไม่ได้เป็นแค่อดีต…มันกำลังจะกลืนเราทั้งเป็น”
รวินิ่งคิด ในที่สุดตัดสินใจก้าวออกจากเงาตัวเอง ลากเต้ออกจากห้องเก็บของ มุ่งตรงสู่ห้องนิทรรศการใหม่ ถึงแม้ในใจจะหวาดหวั่นอย่างที่สุด
พวกเขายืนต่อหน้าภาพหญิงสาว เงาผนังสั่นไหวน้อย ๆ ราวกับมีลมหรือเสียงสะอื้น กระจกผนังด้านในเผยเงาออกัสยืนฝังอยู่ ทันใดไฟห้องดับวูบ ประตูปิดแน่นไม่มีทางหนี เสียงกระซิบดังก้อง
รวิร้องถาม “เธอต้องการอะไร?”
เงานั้นขยับปากช้า ๆ “ฉันไม่ต้องการถูกลืม ฉันต้องการความจริง” สีหน้ารวิเต็มไปด้วยน้ำตา เขาถอยหนึ่งก้าว “ฉันเคยกลัวอดีต แต่ตอนนี้ฉันจะกล้าทำลายเงาที่ขังแกไว้”
รวิหยิบพู่กัน จุ่มสีขาวแตะแต้มทับรอยดวงตาโศกเศร้าในภาพหญิงสาว ผนังเริ่มสั่น เงาของออกัสคลายตัว สะท้อนออกมาเป็นหยาดน้ำตาบนพื้น รวิคุกเข่าร้องไห้ ชายหนุ่มเผชิญหน้าความกลัวในใจตน ก้าวข้ามบาดแผลอดีต
เสียงประตูห้องค่อย ๆ คลายล็อก เต้ผลักประตูออกไปขอความช่วยเหลือ รวิยืนลูบผืนผนัง สัมผัสถึงอิสรภาพใหม่ของตนเอง ภาพหญิงสาวเลือนหายเหลือเพียงพื้นสีขาวสะอาด
เช้าวันใหม่มาถึง เจ้าหน้าที่พบออกัสนอนหมดสติอยู่หน้าห้องนิทรรศการ พาเธอส่งโรงพยาบาล เธอฟื้นแต่จำเหตุการณ์ไม่ได้
รวิยืนหน้าสตูดิโอ สูดหายใจลึก ท่ามกลางแสงอ่อนแดดยามเช้า เขาหันไปหาเต้ซึ่งเดินเข้ามาข้าง ๆ
“แกกล้าดีขึ้นแล้วใช่มั้ยรวิ” เต้หัวเราะเบา ๆ
รวิยิ้มบาง ๆ น้ำตายังค้างบนใบหน้า “ใช่…อดีตของเราถูกปลดปล่อยแล้ว”
เต้เดินจากไป รวิยืนมองผนังเปล่าสีขาว ความสงบคืบคลานเข้าในหัวใจเขา อดีตไม่อาจทำร้ายได้อีก เขากำมือถือแน่น หันหลังออกจากสตูดิโอเงาสลาย พร้อมเริ่มต้นชีวิตใหม่อย่างกล้าหาญ
ในความเงียบงัน ภาพจำสุดท้ายคือเงาของรวิที่สะท้อนอยู่บนผนัง แผ่วเบา ล่องลอย ทว่าบริสุทธิ์ไร้บาดแผล