เปลวเทียนกลางหมอก
แสงแดดยามเช้าหลบซ่อนอยู่หลังม่านหมอกสีเทาข้น หมู่บ้านภูคีรีไร้เสียงนกร้อง มีเพียงเสียงลมหายใจหนักหน่วงและเสียงฝีเท้าเร็ว ๆ ของดล เด็กหนุ่มมัธยมปลายวัยสิบเจ็ดปีกึ่งวิ่งกึ่งเดินไปตามถนนดินโคลน เขากระชับสายเป้แน่น ลมหายใจไอขาวพ่นรอดริมฝีปาก เจตนาแน่วแน่แต่ในหัวใจกลับกลัวจนขาเกือบอ่อนแรง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เห้ย ดล! รอก่อนดิ!” หมอกหนาข้างหลังสั่นไหว มือใหญ่ ๆ คว้าคอเสื้อเขาไว้ สองเพื่อนร่วมชั้น ‘กาย’ เด็กตัวผอมแต่แรงเยอะกับ ‘จอย’ เด็กหญิงผิวเข้มเสียงฮา หอบหายใจจนแทบเป็นลม
ดลหยุด หันกลับไปตวัดตามอง สายตากดดันคล้ายจะบอกให้เพื่อนรีบ “แกเดินช้าเอง เราต้องรีบไปโรงเรียนแก รู้ไหมวันนี้สอบ” น้ำเสียงดลไร้เยาะเย้ยแต่ไม่อบอุ่น
กายหัวเราะเบา ๆ พลางหยอก “เออ ๆ รีบสิวะ เดี๋ยวครูกริชพ่นไฟ…”
“แต่…เมื่อคืนนี้แกได้ยินไหม มีใครกรีดร้อง—” จอยเสียงแผ่ว มองดลเหมือนอยากได้คำตอบ ไม่ใช่ว่าหมู่บ้านจะปลอดภัยเสมอไป นักเรียนมัธยมหลายคนได้ยินเสียงลึกลับในคืนก่อน
ดลเสหน้าชั่วครู่ “คงแมว หรือหมาแหละ จอย อย่าคิดมาก” จริง ๆ เขาเองก็นอนไม่หลับ กระสับกระส่ายตลอดทั้งคืน
ฝ่าเท้าเหยียบเศษใบสนและดินเปียก ทุกคนเดินเงียบ ๆ อีกพัก สองข้างทางไร้นักท่องเที่ยว มีแต่บ้านไม้หลังเก่า ๆ กับร้านขายของชำของป้าคำนวณที่เงียบเหงา ฟรีเครดิตโลกดูจะอยู่แสนไกล
“เฮ้ย! เจนหายไปไหน ฟ้าเช้ายังไม่เห็นหน้าเลย?” กายตั้งคำถามขึ้นหลังจากสังเกตเห็นว่าอีกหนึ่งสมาชิกในกลุ่ม ‘เจน’ ยังไม่ปรากฏตัว
สายตาของทั้งสามเปลี่ยนทันที ดลนิ่งเงียบไปนานก่อนตอบ “…คงติดธุระ เกิดอะไรขึ้นมั้ง” ประโยคฟังดูฝืน หัวใจเขากังวลแต่ไม่อยากแสดง
ขณะที่พวกเขาเดินถึงสนามโรงเรียน สีหน้านักเรียนและครูเจ้าหน้าที่เต็มไปด้วยความเครียด ซุบซิบกันถึงการหายตัวไปของเจน—เพื่อนรักของดล
ครูกริชยืนค้ำหน้าห้องเรียน สายตาเฉียบขาด “ใครรู้ว่าเจนอยู่ไหน ให้รีบมารายงาน” เขาจ้องชาวแก๊งไปทีละคน ดลหลบดวงตาครู หลบสายตาเพื่อน ทุกเสียงในห้องเหมือนเบาลง ไฟในใจเขาเริ่มลุกพรึ่บด้วยความรู้สึกผิดและรอยร้าวของความลับบางอย่าง
เวลาผ่านไปช้า ๆ แม้แต่ครามฟ้ายังอึมครึมเหมือนไม่กล้าสว่างขึ้นอย่างเต็มที่
เพียงเลิกเรียน กายกับจอยพุ่งเข้าใส่ดลทันทีหลังประตูห้องเรียนปิด กายกระซิบต่ำ “เมื่อคืนนี้ตอนกลับจากซ้อมดนตรี เจนบอกจะไปคุยกับแกที่ลานสน ดล อย่าบอกนะว่าไม่เจอกันจริงๆ”
ดลสบตาเพื่อนนิ่ง หน้าซีด แววตาหลบ “เปล่า…คือ เราทะเลาะกันนิดหน่อย เจนเลยเดินกลับก่อน” เสียงแผ่วเหมือนหลบความจริง
ความเงียบอึดอัดระหว่างทั้งสามแทรกกลาง ไม่รู้จะเชื่อดีไหม กายกับจอยมองหน้ากันอย่างชั่งใจ จอยตัดสินใจพูด “เธอไม่ได้พูดอะไรแปลกๆ เหรอ”
ดลลังเลครู่ใหญ่ก่อนสารภาพ “เจนพูดว่า…ถ้าเรายังเอาแต่หนีอดีต ตัวเองจะยิ่งหลงหมอกให้ลึกกว่าเดิม” เขาบอกแค่นั้น สีหน้าเศร้าปนโกรธตัวเอง
สายวันนั้น หมอกเริ่มบางแสงแดดลอดผ่านลงจากยอดสน กายกับจอยนั่งข้างดลบนม้านั่งในสวนหลังโรงเรียน มือเงอะงะ จุดบุหรี่ไฟฟ้าสูดแรง
“เราแค่…กลัวน่ะ” ดลพึมพำ “กลัวว่าถ้าใครรู้เรื่องคืนนั้น ทุกอย่างจะพังหมด”
จอยยื่นมือวางบนบ่าเขา “แต่เจนหายไป เราต้องรู้ความจริงว่ามีอะไรเกิดขึ้น” เธอพูดทั้งกลัวทั้งเชื่อมั่นในเพื่อน
กายนิ่งเงียบ เหมือนกำลังต่อสู้กับอะไรในใจ “เราจะไปลานสนคืนนี้…ตามหาเบาะแส”
ดลกระตุกเปลือกตา หัวใจเต้นแรง “เราไปด้วย”
วิกาลมาเยือนแล้ว หมอกเย็นขาวปกคลุมจนเห็นอะไรแทบไม่พ้นสองเมตร ทั้งสามย่องออกจากบ้านแอบเดินไปที่ลานสน ต้นสนใหญ่แผ่เงาทะมึนไฟกะพริบมืดสว่างจากไฟฉายมือเดียวในกลุ่ม
เสียงใบไม้กรอบแกรบ ทุกคนหยุดฟัง ค่อย ๆ ขยับเข้าใกล้โขดหินที่เจนกับดลชอบนั่งคุย ลำแสงส่องไปเห็นรอยรองเท้าเล็ก ๆ กับผ้าเช็ดหน้าที่เปรอะดิน
ดลหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมา กลั้นหายใจ “ของเจนแน่…” เสียงสั่น
เสียงกายติดอยู่ในคอ “นี่มัน…เลือด?” เขาค่อย ๆ ฉายไฟลงบนผ้า มีรอยคราบแดงคล้ำ
จอยกลืนน้ำลาย มือสั่น “ถ้ามีใครในหมู่บ้านเกี่ยวข้อง—”
เสียงหมาจิ้งจอกเห่าก้องอยู่ไกล ๆ ทำให้ทุกคนเงียบตั้งใจฟัง หัวใจเต้นโครมคราม ดลหันไปสบตาเพื่อนทั้งสอง “เราต้องไปถามลุงต๊ะ เขาอยู่ป่าข้างลานสน รู้ทุกเรื่องในหมู่บ้าน”
ขณะปีนกลับเส้นทางในหมอก ดลบีบผ้าเช็ดหน้าแน่น ความกลัวตีรวนในอกทั้งที่พยายามข่ม
บ้านไม้ปลูกเดี่ยวของลุงต๊ะดูทรุดโทรมและเยือกเย็น ดลเคาะประตู ลุงต๊ะเปิดออกมา ใบหน้าเคร่งขรึม “พวกเอ็งมาเย็นปานนี้มีไรวะ?”
กายพูดขึ้นทันที “ลุง…เจนหายไปเมื่อคืนนี้ ลุงเห็นอะไรผิดปกติแถวลานสนมั้ย”
ลุงต๊ะขมวดคิ้ว หัวเราะหึ “เมื่อวานข้านั่งสูบยาใต้ต้นสน เจอใครเดินผ่านก็จริง แต่มันเร็วปานสายหมอก ฉายไฟไม่ทันเห็นหน้า—แต่เหมือนเอ็ง, ดล”
ดลตัวแข็งทื่อ ความกระอักกระอ่วนในแววตาฉายชัด “ผม…ผมกลับก่อนเจน”
ลุงต๊ะมองนานถอนใจ “เอ็งกลัวอะไร กลัวผิดพลาด กลัวความจริง คนเราหนีไม่พ้นหมอกหรอก”
เสียงความเงียบระหว่างคนทั้งสี่คล้ายหมอกปกคลุม จอยจับมือดลแน่นกว่าปกติ “ดล…นายเคยโกรธเจนเรื่องไหนร้ายแรงมั้ย”
ดลสะอึก ใบหน้าเต็มไปด้วยความลังเล สีหน้าเศร้าเมื่อคิดถึงเหตุการณ์คืนนั้น ความผิดพลาดที่เขายังคาใจ
“ตอนนั้น…เราหาว่าเจน…เอาความลับเราไปบอกคนอื่น เราระเบิดใส่เจนแรงมาก ผมขอโทษแล้ว แต่เจนยังเศร้า” น้ำเสียงเต็มไปด้วยแผลในใจ ดลปล่อยน้ำตาหยดเงียบ ๆ ลงกับพื้น
กายกับจอยมองหน้ากันเหมือนเข้าใจเป็นครั้งแรก แม้มิตภาพจะทำให้ให้อภัย แต่ความจริงก็ยังเจ็บปวดแสบลึก
รุ่งเช้าวันต่อมา เรื่องราวบานปลายเมื่อข่าวเจนหายตัวถึงหูพ่อแม่และชาวบ้าน ทุกคนออกตามหาเป็นวงกว้าง สีหน้าวิตก หมอกยังไม่จางดลรู้สึกตัวเองจมดิ่งไปในความผิด นั่งนิ่งอยู่หน้าระเบียงบ้าน
เสียงประตูเปิด กายเดินมาเงียบ ๆ “เราว่า…เจนคงไม่ได้หายไปเอง มีใครบางคนเอาตัวไปแน่ ๆ หรือไม่ก็…” กายไม่กล้าพูดคำว่าสิ้นหวัง
จอยกอดอก น้ำตาคลอ “ถ้าเป็นเพราะเราทะเลาะกัน…” เธอสะอื้น ทุกคนปิดปากเงียบความเศร้าและความผิดตีวนในใจแต่ไม่มีใครพูดออกมา
ในคืนนั้นฝันร้ายยังตามหลอนดล เขาหลับๆ ตื่นๆ เหงื่อท่วม ข่มตาไม่ลง
เสียงโทรศัพท์สั่นครืด ดลมองเห็น SMS ปริศนาส่งมา แจ้งให้ออกไปพบกันที่ศาลาหมู่บ้านเวลาตีสาม ดลรีบตื่น กวาดสายตามองรอบห้องก่อนคว้าเสื้อคลุมออกจากบ้านในความมืด
หมู่บ้านเงียบจนได้ยินเสียงเท้าตัวเอง กระทั่งศาลาหมู่บ้านที่มีแสงไฟริบหรี่ ดลเห็นเงาคนหนึ่งยืนอยู่—เป็นจอย
“ทำไมส่งข้อความ?” ดลถามเสียงแผ่ว
จอยนิ่งไปนาน แล้วค่อยพูด “ความจริง…ฉันเห็นตอนแกกับเจนทะเลาะกันคืนนั้น แกผลักเจนล้ม ฉันกลัว ไม่กล้าบอกใคร”
ดลหน้าซีด เสียงสั่น “…ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้น ฉันแค่โมโห”
“แต่เจนอาจหนีไปเพราะคิดว่าไม่มีใครอยู่ข้างเธอ มีแค่เราสามคนเป็นเพื่อน” จอยกล้ำกลืน กอดอกแน่น
เสียงอืดอาดก่อนจะขาดลงดลกับจอยมองหน้ากัน พลังบางอย่างระหว่างความสูญเสียกับการให้อภัยไหลวนไม่เคยจางหายไป
รุ่งขึ้นหมอกบางลง ทุกคนใจจดจ่อกับข่าวหายของเจน ตำรวจในพื้นที่เริ่มเข้าร่วมค้นหา
ตกเย็น กายในอาการตึงเครียดตัดสินใจเอาคลิปเสียงในมือถือที่เผลอได้ยินคืนก่อนมาเปิดต่อหน้าดลและจอย “ฟังนี่ สิ่งสุดท้ายที่ได้ยิน…”
เสียงในคลิปคือเสียงเจนร้องไห้ สะอึกสะอื้น ตามด้วยเสียงเท้าคนวิ่งออกจากพุ่มไม้ แล้วเสียง “ขอโทษนะเจน…” ที่ชัดเจนว่าคือดล
ดลหน้าซีดจัด กำมือแน่น เสียงแตกพร่า “…ทุกอย่างเป็นความผิดเราเองใช่มั้ย ถ้าเราทำอะไรซักอย่าง เจนคงไม่เป็นแบบนี้”
กายจับไหล่ดลไว้มั่น “แต่เราต้องหาเจนให้เจอ ต่อให้ต้องเผชิญหน้าความจริง เราก็ต้องกล้า”
คืนนั้นทั้งสามกลับไปลานสนอีกครั้ง ด้วยความกลัวแต่กัดฟันเดินต่อ ดลเป็นคนเดินนำ เขาหยุดที่โขดหิน เงยหน้าขึ้น “เจน…ถ้าอยู่แถวนี้ ช่วยส่งสัญญาณอะไรหน่อย”
มีเพียงเสียงลม แต่ทันใด กลิ่นหอมบางอย่างลอยมาตามหมอก พวกเขาเดินตามกลิ่นจนถึงเพิงเล็ก ๆ ริมเขา บานประตูเปิดค้างไว้
ดลผลักประตูเข้าไป พบเจนนั่งซุกตัวร้องไห้ เธอมีรอยขีดข่วนที่แขนแต่ปลอดภัย
ทันทีที่สายตาดลพบเจน เขาทรุดลงกับพื้น น้ำตาไหลพราก “ขอโทษ…ฉันผิดเอง”
เจนมองหน้าดล น้ำตาไหล “แค่อยากให้เพื่อนเข้าใจ ไม่อยากให้อะไรต้องแตกหัก…”
กายกับจอยรีบวิ่งเข้าไปกอดเจน ทุกคนปล่อยโฮด้วยความโล่งอกและความเสียใจที่สั่งสมมา
หลายวันต่อมา หมอกยังคงลอยโรยเหนือหมู่บ้าน แต่ในหัวใจของดลและเพื่อน ๆ กลับมีแสงอุ่นจากการให้อภัยและเติบโตผ่านปัญหา
วันสุดท้ายก่อนขึ้นปีใหม่ ดลกับเจนเดินไปที่ลานสนอีกครั้ง ดลหันไปสบตาเพื่อนด้วยความกล้าหาญ “ขอโทษอีกครั้ง สำหรับทุกอย่าง…ขอบคุณที่ให้อภัย”
เจนยิ้ม น้ำตาปริ่ม “เราเดินไปข้างหน้าด้วยกันนะ”
เปลวเทียนกลางหมอก ลอยอยู่ในใจเสมอ แม้จะผ่านเงามืดและความกลัวที่สุดท้าย มิตรภาพก็เป็นคำตอบเดียวที่พ้นหมอกได้จริง