ผีเสื้อล่องหนแห่งหอพักหมายเลข 9
เสียงกริ่งโทรศัพท์หอพักดังขึ้นอย่างไม่คาดคิด ก่อนที่แสงแดดสีส้มจะลอดมาจากหน้าต่างบานเก่า น้ำขิงสะดุ้งจากหนังสือสอบ พยายามตั้งสมาธิแต่ไม่พ้นเสียงตะโกนของเพื่อนข้างห้อง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“น้ำขิง! มีพัสดุของเธอ!” แพรวตะโกนเสียงดังจากหน้าห้องฝั่งซ้าย หอพักหญิงหมายเลข 9 มีผนังบาง เรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยรอยขีดเขียนเก่าจากรุ่นพี่คนก่อน
น้ำขิงสะพายกระเป๋าออกไปช้า ๆ เจอแพรวจ้องกล่องลังเก่าด้วยความสงสัย ลูกหว้าวิ่งตามมาจากห้องขวา สายตามีประกายคาดเดาข่าวลือประจำหอพัก
“เปิดดูสิ อะไรกัน” ลูกหว้ากระซิบ พลางลอบมองผนังที่มีลายรูปผีเสื้อมัว ๆ เหมือนถูกขีดเอาไว้ตั้งแต่สมัยหอพักสร้างใหม่
กล่องส่งถึงชื่อของน้ำขิงแต่ขาดที่อยู่ผู้ส่ง เปิดออกเจอสมุดจดบันทึกเยิน ๆ หน้าปกมีรูปผีเสื้อปีกขาด มุมขวายังเปื้อนหยดน้ำหมึกสดใหม่
“ของใครเนี่ย?” แพรวเงียบไปครู่ รอยยิ้มแข็งทื่อ “นี่ฝีมือดาวหรือเปล่า?” ดาว ศิษย์เก่าที่เคยหายตัวไปจากหอพักนี้เมื่อปีที่แล้ว
น้ำขิงหน้าเครียด คำว่า “ดาว” ทำให้บรรยากาศหนักขึ้นทันที ลูกหว้าเหลือบมองกุญแจที่ห้อยอยู่ข้างผนัง ก่อนพูดเบา ๆ
“คืนนี้…มีคนได้ยินเสียงบางอย่างแถวระเบียง”
แพรวทำหน้างง “ก็แค่ลมสิ…หรือเปล่า?”
“ก็หวังว่าอย่างนั้น” น้ำขิงพึมพำ
ค่ำนั้น ทั้งสามคนวนเวียนกันอยู่หน้าห้อง ฝนเริ่มตกเม็ดเล็กแต่ไม่มีใครกล้าไปที่ระเบียงเพราะข่าวลือเรื่อง “ผีเสื้อล่องหน” ที่ผู้ดูแลหอพักชอบเอ่ยถึงทุกคราเมื่อไฟดับ
ไฟในห้องกระพริบนิด ๆ ก่อนดับไป น้ำขิงมองเห็นเงาผีเสื้อบนผนัง วิ่งไปปิดหน้าต่างอย่างเงอะงะ แพรวหัวเราะกลบเกลื่อน “นี่พวกเธอกลัวจริงเหรอ? ไม่มีอะไรทั้งนั้น”
ลูกหว้ากลืนเสียง น้ำขิงถอนหายใจแรง “ไม่ใช่เรื่องนั้น…แต่มีบางอย่างแปลก ๆ ตั้งแต่ดาวหายไป…”
แพรวชะงัก เงียบไปพักใหญ่ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง “เปิดสมุดนั่นไหม?”
น้ำขิงเปิดสมุดหน้าแรก ตัวหนังสือหวัดเขียนด้วยลายมือผู้หญิงคนหนึ่ง:
“อย่าเดินไปทางระเบียงตอนเที่ยงคืน จริง ๆ…”
ตลอดคืนนั้น ทั้งสามคนนั่งอ่านสมุดต่อจนถึงบรรทัดสุดท้ายที่เขียนพร่า ๆ ว่า “ทุกอย่างเริ่มต้นจากผีเสื้อในความมืด”
แพรวพยายามพูดยั่ว “คงจะมีคนกลัวความมืดมากกว่าสามัญสำนึกมั้ง”
ลูกหว้ายิ้มมุมปาก “แต่ชื่อของน้ำขิงบนหน้ากล่อง…ก็ใช่ชื่อเล่นที่ดาวใช้เรียกเธอ”
น้ำขิงเงียบลงทันที ใบหน้าหวานซีดลง กระพริบตาเร็ว ๆ เหมือนซ่อนอะไรบางอย่าง
สายลมกลางดึกพัดเข้ามา เสียงกระดิ่งเก่าดังในเงียบสนิท น้ำขิงหันไปมองกระจกข้างห้อง เงาใครบางคนฉายชัดอยู่ข้างหลัง
“เธอเห็นไหม…” แพรวถามเสียงเบา
“เห็นอะไร” น้ำขิงเสียงสั่น
“เงาผีเสื้อนั่นไง” ลูกหว้ากอดอก น้ำเสียงเย็นเฉียบ
น้ำขิงสะดุ้ง เดินถอยหลังไปชิดกำแพง สมุดจดหล่นจากมือ กลิ้งไปกองกับพื้น หน้ากระดาษพลิกเปิดเจอรูปผีเสื้อสองตัวซ้อนกัน เหมือนกำลังตีกันอยู่ รอยขีดสีแดงลากผ่านตรงกลาง
แพรวค่อย ๆ ก้มเก็บขึ้น แววตาสงสัย “บางครั้ง ทุกคนก็มีปีศาจของตัวเอง…”
ลูกหว้าเสริมเบา ๆ “ปีศาจเราอาจเป็นความกลัวสิ่งที่ยังไม่เจอ หรือบางที…คือความผิดที่ไม่กล้ายอมรับ”
น้ำขิงหลุบตา น้ำตาซึมจาง ๆ เงียบงันสั้น ๆ ทุกคนรับรู้ถึงบรรยากาศหนักอึ้งผิดแปลก
วันต่อมา ท่ามกลางแสงแดดอ่อน บรรยากาศหอพักคล้ายสงบแต่กลับดูอึดอัด แพรวถือสมุดไปให้ผู้ดูแลหอพักอ่าน อาจารย์วดี รับไปช้า ๆ สายตาแปลกใจ
“กล่องนี้ถูกส่งมาจากคนในหอพัก แต่…ไม่พบชื่อผู้ส่งเลยนะ” วดีพูดจบก็เงียบไปราวกับคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
น้ำขิงถอนหายใจ เดินกลับมาเจอลูกหว้านั่งอยู่บนบันได ลูกหว้าหยิบกล่องพลาสติกออกมา “คืนนี้ไปดูที่ระเบียงกัน”
แพรวทำหน้าจะขำแต่ยอมแพ้ “ไปก็ไป”
คืนนั้นแสงไฟหอพักริบหรี่ ทุกข์ร้อนเก่า ๆ ลอยตลบอบอวล น้ำขิงเดินตามทั้งสองออกไปตรงระเบียง เวลาผ่านไปจนเที่ยงคืน ทุกอย่างนิ่งสนิท มีเสียงตะกร้าถูกลากช้า ๆ จากชั้นบน กุญแจที่ราวจับขยับเอง หมุนช้า ๆ แล้วหล่นลง
เงาผีเสื้อบินผ่านหน้าต่างหนึ่งตัว แล้วพลันปรากฏมากขึ้น—ผีเสื้อสีหม่นบินวนรอบ ๆ แสงไฟอ่อน ๆ
ลูกหว้ากระซิบ “ฉันคิดถึงดาว”
น้ำขิงหลับตา สารภาพเบา ๆ “คืนนั้น…ฉันไม่ควรปล่อยให้เธอเดินคนเดียว”
แพรวสั่นเครือ พึมพำข้างหูน้ำขิง “เราเองก็…พูดแรงไปวันนั้น”
เงาผีเสื้อเริ่มซ้อนกันหนักขึ้น เงาที่ฝาผนังชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ จู่ ๆ ไฟดับทั้งหอพัก
แสงจันทร์ลอดเข้ามาแทน ช่องว่างแห่งความเงียบ มีเสียงร้องไห้เบา ๆ จากชั้นบน เสียงประตูที่ล็อกเองดัง “แกร๊ก”
ทั้งสามคนคล้องแขนกันแน่น น้ำขิงตัดสินใจคำรามเสียงสั่น “ดาว! ถ้าอยู่ที่นี่…ฉันขอโทษ!”
เงาผีเสื้อบนผนังค่อย ๆ จางลงพร้อมเสียงลมหายใจยาวเหยียด น้ำขิงนั่งลงกับพื้น ร้องไห้หนัก แพรวและลูกหว้าประคองไว้ด้วยมือสั่น ๆ
รุ่งเช้า หอพักพลันสว่างขึ้น ไฟฟ้าคืนสู่สภาพเดิม ไม่มีเงาผีเสื้อเหลืออยู่ สมุดบันทึกวางอยู่หน้าห้องน้ำขิง หน้าใหม่เขียนไว้แผ่วเบา “ขอบคุณที่ให้อภัย”
ทั้งสามคนต่างเงียบงัน น้ำขิงลูบปกสมุด เสียงสะอื้นเบาลง แพรวจับมือสองสาว“เราจะไม่หนีอดีต…แต่จะอยู่กับมันให้ได้”
ลูกหว้าส่งยิ้มเศร้า ๆ “เรามีชีวิตต่อแล้วนะ…”
สายลมสดชื่นพัดโชยมาจากระเบียง ไม่มีเงาผีเสื้อหลงเหลืออีก—ทว่าในใจแต่ละคนได้เปลี่ยนไปอย่างถาวร ความกลัวและแผลในอดีตยังอยู่ แต่ไม่ใช่สิ่งที่ต้องซ่อนอีกต่อไป
น้ำขิงหันไปมองหน้าต่าง แสงแดดเช้าทาบลงบนปกสมุดดั่งสัญญาเงียบ ๆ ว่าชีวิตใหม่ได้เริ่มต้นแล้ว ณ หอพักหมายเลข 9 ที่ผีเสื้อล่องหนได้ทิ้งอดีตไว้เบื้องหลัง