มรณะแห่งแสงอัสดง
แสงแดดสีส้มทองระบายผ่านหน้าต่างกระจกเก่าสีฝุ่นของหอพัก “ศรีทวียศ” ที่คับแคบชื้นเย็น เด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังเข็นกระเป๋าเดินทางล้อครูดพื้น เสียงดังเคว้งในโถงอันเงียบงัน ชลธร ผู้งุ่มง่ามไม่ชอบมองหน้าคนกำลังลากข้าวของอย่างเคอะเขิน ใบหน้าซีดของเขาเหลือบมองห้อง 317 ท่ามกลางกลุ่มเพื่อนสามคนที่ยืนรออยู่ก่อนแล้ว คือ ปาล์ม เด็กหญิงผมสั้นมาดมั่น หทัย เด็กสาวปราดเปรียวสายตาหวาดระแวงเล็กน้อย และเอก เด็กหนุ่มร่างสูงใบหน้าขรึม มีหนวดโกนเก็บไม่เกลี้ยง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เอ้า เหม่ออะไรล่ะ รีบเข้ามา ไม่งั้นเดี๋ยวได้ปิดประตูพอดี” ปาล์มพูดด้วยเสียงเข้มติดเย้า ทว่าก็ยิ้มส่งสายตาปลอบใจให้
ชลธรกระตุกยิ้มแหย เสียงรองเท้าขัดพื้นดังกึกๆ ขณะเขาเดินเข้ามา “ขอบใจนะ…กูรู้ว่าพวกมึงคงรำคาญ”
“พูดไรของแก ชาวบ้านน่ะยังไม่ทันด่า อะไรจะแพ้ใจตัวเองขนาดนั้น” หทัยหรี่ตามอง
เอกเงียบ ปิดประตูล็อกเรียบร้อยก่อนปัดเสื้อ ถามเรียบๆ “คืนนี้จะซ้อมดนตรีไหม มีสอบ”
“ซ้อมอะไรก่อน กูยังไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย พรุ่งนี้สอบประวัติศาสตร์ดนตรี” ปาล์มสบตาทุกคน “หรือจะกินหมูกระทะให้หายเครียดก่อนดี?”
เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นในบรรยากาศร้างไร้ชีวิต รอบข้างไม่มีใครรู้เลยว่า ในห้อง 317 นี้ เคยเกิดเหตุการณ์เศร้าสลดเมื่อทศวรรษก่อน—เรื่องราวที่เหลือเพียงเงาในกระจกมัวหม่น
ตกค่ำกลิ่นอาหารจากหม้อไฟลอยวนในอากาศเพียงเบาบาง พวกเขานั่งล้อมเตาเล็ก ๆ บนโต๊ะไม้เก่า ๆ ที่ขาล้าและเก้าอี้มีรอยขูดเขียนชื่อรุ่นพี่ผ่านกาลเวลา
“เออ มึงรู้ไหม ห้อง317 นี้เคยมีคนตาย” หทัยพูดเสียงต่ำพลางตักหมูใส่จาน
ปาล์มกลอกตา “อย่ามาหลอกกลัว กูก็อยู่มาตั้งหลายคืน”
เอกไม่พูด แต่ขยับตัวเหมือนพยายามหลีกเลี่ยงประเด็น
ชลธรหน้าซีด หยิบตะเกียบผิดข้าง “…เคยได้ยินว่ามีคนฆ่าตัวตายที่นี่จริงปะ”
หทัยเงียบไปชั่วครู่ “ไม่รู้สักเท่าไหร่ แค่เคยได้ยินเสียงเหมือนคนร้องไห้…เวลากลางคืน”
เสียงโทรศัพท์ของปาล์มดังขึ้น เธอสะดุ้งคว้าอย่างหัวเสีย
“แม่โทร. ไว้ก่อนละกัน” เธอวางสาย รอยเหงาเจือบนใบหน้า ส่วนเอกหรี่ตามองทุกคน เหมือนกำลังเก็บรายละเอียดจากความเงียบระหว่างถ้อยคำ
คืนแรกล่วงเลยไปโดยไม่มีใครพูดถึงหัวข้อวิญญาณหรือคำสาปอีก แสงไฟสีนวลเหลืองเป็นเส้นเงาตามซอกห้อง ชลธรนอนกระสับกระส่าย เสียงเพื่อนข้างเตียงกรนเบาๆ ทว่าในความเงียบ เขากลับได้ยินเสียงครืดคราดเหมือนลากอะไรบางอย่างผ่านพื้น
เขาลุกขึ้นอย่างลังเล เดินสองเท้าช้าๆ ออกไปเปิดประตูห้องครัวที่อยู่สุดระเบียง ตามเสียงนั้น แต่พบเพียงเงามืดและกลิ่นฉุนคล้ายเชื้อรา พอหันหลังกลับ ก็พบว่ารูปถ่ายหมู่บนโต๊ะถูกวางคว่ำหน้าทั้งหมด
รุ่งเช้า ปาล์มตื่นสาย ตะโกนซุบซิบกับหทัยในห้องน้ำ “เมื่อคืนแกเดินวนขึ้นลงระเบียงรึเปล่า ได้ยินเสียงเหมือนคนเดินลากรองเท้า” หทัยส่ายหน้า “เปล่า เงียบจะตาย”
เอก กำลังชงกาแฟเงียบ ๆ สบตาชลธร “เมื่อคืนก็นอนไม่ค่อยสนิท กลัวผี?”
ชลธรกลืนน้ำลาย “ไม่รู้สิ แค่รู้สึกแปลก ๆ น่ะ”
ระหว่างวัน กลุ่มเพื่อนไปเรียนที่คณะ บรรยากาศภายในวิทยาเขตใหญ่คึกคัก ทว่าสายตาชลธรเหมือนหลบเลี่ยงผู้คน เขาเป็นเด็กบ้านนอกที่เพิ่งเข้ามาหาอนาคตในเมือง แต่กลับกลัวความโดดเดี่ยวมากกว่าอะไร ทั้งที่มีเพื่อนแต่ก็เหงาลึก ๆ อยู่ข้างใน
ตอนค่ำ ปาล์มชวนทุกคนดูหนังโบราณที่ห้อง เธอเปิดหนังเงียบขาวดำจากแผ่นดีวีดีที่หาเจอในตู้เก่าของหอพัก กลางเรื่องจู่ ๆ ภาพวูบดับ เงาเคลื่อนไหวกลางกรอบจอโผล่แวบหนึ่ง ชลธรหันรีบลุกไปเช็คปลั๊ก ไฟติดขึ้นอีกครั้ง แต่เอกขมวดคิ้ว “เมื่อกี้เห็นคนหลังจอไหม เหมือนมีเงาผู้หญิง”
“มึงคิดมากแล้ว” ปาล์มหัวเราะกลบเกลื่อน แต่อาการกระสับกระส่ายซ่อนอยู่ในมือที่ขยี้ผมตัวเอง
คืนถัดมาบรรยากาศเปลี่ยนไป ชลธรฝันเห็นหญิงสาวในชุดนักศึกษาเดินร้องไห้อยู่ปลายเตียง เขาตื่นตัวเย็นวูบ หทัยตื่นพร้อมกัน เพ่งตาในความมืด “เสียงอะไรมะกี้…”
เสียงเคาะประตูดังขึ้นถี่ ๆ ทุกคนต่างนิ่งงัน หัวใจเต้นรัว เอกเดินไปเปิดช้า ๆ เบื้องหน้านั้นกลับว่างเปล่า มีเพียงกระดาษเก่าถูกสอดไว้ใต้ประตู—ลายมือจาง ๆ เขียนว่า “อยู่นี่…แต่ไม่มีใครเห็น”
เช้าวันที่สอง ปาล์มหายตัวออกไปตั้งแต่เช้ามืด โทรศัพท์ไม่รับ ไม่มีใครเห็นเธอที่คณะ กลุ่มเพื่อนต่างออกค้นหา กังวลอึดอัด เอกกับหทัยเริ่มโต้เถียงกัน เพราะแต่ละคนต่างกล่าวโทษกันในใจ
“ทำไมไม่ไปดูห้องน้ำตั้งแต่เช้าวาน อาจเกิดอะไรขึ้นก็ได้” หทัยเสียงสั่น
“อย่าเพิ่งโทษใคร ยังไม่รู้อะไรแน่ชัดเลย” เอกตอบนิ่ง ๆ แต่ริมฝีปากเม้มแน่น
ชลธรเดินวกวน ทำท่าคล้ายจะร้องไห้ “พวกมึงคิดว่าปาล์มโดนผีหลอกจริงเหรอ”
ทุกคนตัดสินใจไปแจ้งเวรหอพัก แต่ถูกปฏิเสธ “นักศึกษาหออื่นชอบอำกันบ่อย ๆ แกคงไปเที่ยวกับแฟน” ยามพูดด้วยแววตาเบื่อหน่าย ทว่าที่กระเป๋าสะพายของปาล์มยังวางอยู่ในห้อง ไม่มีใครกล้าแตะ
กลางคืนวันนั้นบรรยากาศยิ่งอึดอัด หทัยเริ่มโทษตัวเองว่าอาจพูดแรงเกินไปในคืนสุดท้ายก่อนปาล์มหาย เอกซึ่งแสดงท่าทางเข้มแข็งเริ่มเปิดใจมากขึ้น เล่าว่าเคยเห็นปาล์มร้องไห้เงียบ ๆ ริมระเบียงหลายครั้ง
“มึงชอบทำเป็นเข้มแข็ง แต่มึงเคยช่วยอะไรมันจริง ๆ บ้างไหม” หทัยจ้องหน้าเอก
“แล้วมึงล่ะ เคยโทรคุยกับมันนอกจากเรื่องงานหรือเปล่า” เอกตอกกลับ
ชลธรเข้าสอดกลางพยายามไกล่เกลี่ย “มันผิดกูก็ดีแต่กลัวๆ ไม่เคยถามอะไรเพื่อนตรง ๆ เลย”
คืนที่สาม ทุกคนตัดสินใจแยกย้ายเดินค้นหาทั่วหอ เอกเดินขึ้นไปชั้นบนสุดไปยังห้องเก่าปิดตาย เจอประตูถูกเปิดแง้มไว้ ภายในมีรอยขูดขีดข้อความบนผนัง “อยู่กับฉัน อย่าทิ้งกันไป…” เขาได้ยินเสียงสะอื้นแผ่วเบาจากมุมมืด พอเข้าไปใกล้ จู่ ๆ มือเย็นเฉียบคว้าข้อมือเขา เอกกระชากตัวออกมาโดยตกใจจนเกือบล้ม หันมองกลับไป พบแค่เงาในความมืดและกลิ่นชื้นจนหายใจติดขัด
เมื่อกลับมาที่ห้อง หทัยกำลังนั่งกอดเข่าหน้าประตู สีหน้าเหมือนเพิ่งร้องไห้ เธอชะงักเมื่อเห็นเอกเดินเข้ามา “เห็นอะไรไหม”
เอกยักไหล่ “อาจเป็นเราคิดไปเอง”
“แต่กูกลัวจริง ๆ นะ” หทัยเสียงแผ่ว “กูกลัวจะไม่มีใครกลับมาเหมือนเดิมอีก”
ชลธรนั่งฟังเงียบ ๆ เขาหยิบกระดาษใต้ประตูดูอีกครั้ง ทบทวนลายมือจางนั้น “เหมือนลายมือในสมุดปาล์มเลย” เขาเปรยเบา ๆ
ทุกคนชะงักเงียบ เริ่มเชื่อมโยงความรู้สึกโดดเดี่ยวในหมู่เพื่อนกับปริศนาร่องรอยอดีต
คืนถัดมากลับเกิดเหตุการณ์สั่นประสาท ทุกคนได้ยินเสียงร้องไห้กลางคืนพร้อมกัน ประตูกระแทกเองเหมือนถูกแรงบางอย่างผลัก ภาพถ่ายกลุ่มคว่ำหน้าทีละใบ ราวกำลังบอกอะไร
ชลธรทนไม่ไหว ตะโกนกลางห้อง “ถ้าปาล์มอยู่ไหน ได้โปรด บอกหน่อย! เราคิดถึงมึง — อย่าทำแบบนี้เลย!”
ทันใดนั้น ไฟฟ้าทั้งหอก็ดับพรึบ ความมืดทาบปกคลุม ทุกคนกอดกันแน่น ลมหายใจสะอื้นสลับผสานกับเสียงแว่วเศร้ากึกก้องขึ้นริมหน้าต่าง เสียงกระซิบ ผสมกับเสียงร้องไห้ “อยู่นี่…แต่ไม่มีใครเห็นฉัน…”
ในความมืด เสียงโทรศัพท์ของปาล์มดังขึ้นวูบหนึ่ง มีเพียงหนึ่งข้อความใหม่เข้ามา “ขอโทษที่ทำให้ต้องกลัว พวกมึงไปหากูที่ใต้ตึกเก่า…”
ทุกคนตัดสินใจรวมใจกล้าออกเดินไปยังอาคารเก่าหลังหอพัก ท่ามกลางสายฝนที่เริ่มโปรยปรายเบาบาง พวกเขาจ้องประตูไม้สนดำเย็นชืดตีกลิ่นอับจวนปิดกลั้น ทุกคนลังเล หทัยปาดน้ำตา เอกกำหมัดแน่น ชลธรสูดหายใจ เงียบกันชั่วครู่
“ไปด้วยกันนะ” หทัยเอื้อมมือกุมมือทุกคนไว้ เสียงสั่นแต่หนักแน่น
“ไม่ทิ้งกัน” เอกพูดพลางเบียดร่างเข้ามาใกล้
ชลธรหัวเราะแห้ง ๆ “กูกลัวจริง ๆ นะ แต่ถ้าเราไม่กล้าเปิดประตูนี้…เราจะต้องเสียเพื่อนไปจริง ๆ”
พวกเขารวมใจกันผลักประตูเข้าไป ภายในห้องมืด ทว่ามีแสงไฟกะพริบจากหน้าต่างแตก เสียงสะอื้นแผ่วเบากระทบผนัง ภาพของปาล์มในชุดนักศึกษานั่งกอดเข่าตรงมุมห้อง มองพวกเขาด้วยสายตาเปลี่ยวเหงา
“ขอโทษ…กูแค่รู้สึกเหมือนไม่มีใครรัก…เหมือนเงาในนี้ ทำให้หายไปกับอดีต…กูกลัวจะไม่มีใครต้องการ” เสียงปาล์มแตกพร่าสั่นเครือ
หทัยเข้าไปโอบ “กูผิดเอง กูพูดกับมึงแรงเกินไป กูขอโทษนะ”
เอกนั่งลงข้าง ๆ สายตาอ่อนโยนลง “พวกเราผิดเองที่มองไม่เห็นความทุกข์ของมึง”
ชลธรยิ้มทั้งน้ำตา “กูก็เคยคิดอยากหายไปนะ แต่มึงอยู่ตรงนี้ อย่าทิ้งพวกเรา”
ทันใดนั้น ภาพหลอนรอบข้างค่อย ๆ เลือน ตัวห้องสั่นไหว รูปถ่ายที่คว่ำหน้าสามารถพลิกกลับมาได้เอง กระจกบนผนังสะท้อนภาพของกลุ่มเพื่อนที่โอบกอดปาล์มไว้ แสงแรกของยามเช้าสาดผ่านกระจกห้องเก่า กลิ่นใหม่ของหวังและมิตรภาพโรยตัวบางเบา
พวกเขากลับห้อง 317 มือจับกันแน่น ไม่มีใครกล้าปล่อยให้คนใดคนหนึ่งเผชิญคำสาปความโดดเดี่ยวอีก
เมื่อฟ้ามืดวันใหม่ ทุกคนเริ่มต้นบทใหม่ของมิตรภาพด้วยความเข้าใจ ความผิดพลาดกลายเป็นรากที่หล่อเลี้ยงการให้อภัย กลัว กลายเป็นแรงผลักดันให้กล้ายืนอยู่เคียงข้างกัน ทุกสายตาสะท้อนประกายศรัทธาและการเติบโต—แสงอัสดงของความจริงที่ก้าวพ้นคำสาปในใจไปชั่วนิรันดร์