ไฟกลางหิมะ
เสียงกาตัวหนึ่งร้องแหวกอากาศเย็นจัด เช้าวันหนึ่งในเดือนที่หนาวที่สุด ห้องพักหมายเลข 7 บนชั้นสามของหอพักบนภูเขาห่มขาวด้วยหิมะแน่นทึบ ตรีภพนั่งขึงหน้าบนเตียงที่มีผ้าห่มหนา มือสั่นเล็กน้อยด้วยความหนาวที่ทะลักผ่านกระจกเก่าๆ เขามองภายนอก ทิวทัศน์ขาวโพลน แต่ใจเขาไม่สงบ ท่ามกลางความเงียบที่กดทับ มีบางอย่างแปลกประหลาดในเช้านี้ หิมะถล่มเมื่อคืนจนถนนหายไปทั้งสาย ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ ไม่มีอินเตอร์เน็ต—เหมือนทุกอย่างถูกตัดขาดจากโลก
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“โทรศัพท์ฉันก็เจ๊งเหมือนกัน…” พัทธมน ร่วมชั้นเรียนและรูมเมทของตรีภพ พึมพำพลางขยี้ผมหยิก สีหน้ากังวลขณะลองขยับมือถือซ้ำอีกครั้ง “ปีที่แล้วก็ไม่หนักขนาดนี้นะ ถ้าติดยาวจริงจะทำยังไงกัน?”
“คงต้องรอให้หิมะซาน เผื่อเจ้าหน้าที่จะเข้ามาได้” ตรีภพเสียงเรียบ แต่สายตาหลบไปทางหน้าต่างเสี้ยวหนึ่ง มีใครบางคนยืนมองผ่านความขาวของหิมะอีกฝั่ง เป็นหญิงสาวผมยาว สวมเสื้อโค้ตสีดำ ท่าทางเศร้าแปลก ๆ เธอชื่อรัญชนา รุ่นพี่ที่มักเก็บตัว ไม่สุงสิงนัก
เสียงเคาะประตูดังกึกก้องจากห้องข้างๆ ตามมาด้วยเสียงพูดแผ่วเบาจากสุเมธ เด็กปีสองผู้มักสำแดงความห้าว “ใครมีไฟฉายสำรองมั่งวะ? ของกูแบตหมดแล้ว…”
เพลงสายลมพัดสวนเข้ามาจากช่องประตู รัญชนารวบแขนตัวเองแน่น ความหนาวแทรกเข้าไปในทุกอณู “หิมะจะตายเอานะ ครั้งนี้ดูไม่ปกติเลย…”
พลอยพรรณ เด็กสาวผิวเข้มจากต่างจังหวัด พูดเสียงแข็ง “เราต้องหาทางออก ทางอาหาร น้ำ และไฟ ทุกคนเครียดแต่เรายิ่งต้องวางแผน” เธอกวาดตามองไปทั่วท่ามกลางบรรยากาศอึดอัด มิตรภาพระหว่างกลุ่มสะท้อนออกมาในแววตากังวลต่างคนต่างจ้องกัน
กลุ่มนั่งหารือรอบโต๊ะกลางห้องโถงแคบ ๆ เสียงต่างคนต่างเสนอวิธี แต่ไม่มีใครมั่นใจในแผนตัวเอง พัทธมนค่อยๆ ยื่นมือไปจับแขนตรีภพ “เธอ…ไม่เป็นไรนะ?” ตรีภพโยนรอยยิ้มฝืดเฝือนกลับไป “ถ้าจะรอดตอนนี้ เรื่องอื่นคงไม่สำคัญ” แต่ลึกๆ เขาเก็บซ่อนบางสิ่งไว้ในใจ
พลอยพรรณหยิบสมุดปกแข็งขึ้นเขียนรายการสิ่งของในห้อง เสียงปากกาขูดกระดาษทำลายความเงียบ “อาหารแห้ง เรามีขนมปัง กระป๋อง ปลากระป๋อง น้ำกรองสองเหยือก…ใครมีอะไรอีกบ้าง?”
สุเมธยกซองบะหมี่ขึ้น “ของฉันหมดแค่นี้—กินกันให้พอไหม ถ้าติดเกินสามวัน?” ไม่มีใครตอบคำถามได้อย่างหนักแน่น
รัญชนาลอบถอนหายใจ เหลือบมองกระเป๋าหนังที่วางใกล้เท้า เธอมีความลับบางอย่างอยู่ในนั้น มือเธอสั่นเบาๆ ก่อนจะเก็บมันไว้ใต้โต๊ะ ใครสังเกตหรือไม่ ไม่มีใครแน่ใจ
ตอนเย็น แสงสุดท้ายของวันค่อยๆ จางลง พัทธมนเดินออกมาบนระเบียง พลางมองหิมะร่วงกราวและไฟถนนดับวูบกลางสายหมอก ทุกอย่างเงียบสนิท เหลือเพียงเสียงลมหายใจถี่ของเธอและเสียงรองเท้าที่ก้าวผ่านหิมะถล่มลงข้างนอก ไม่มีใครรู้ว่าใครกำลังเฝ้ามองพวกเขาอยู่ในเงามืดของคืนหนาวร้ายนี้…
ตรีภพแอบเปิดกระเป๋าเดินทาง หยิบรูปถ่ายเก่าออกมา ใบหน้าของผู้หญิงคนหนึ่งสะท้อนในแสงไฟฉายอ่อน ๆ เขาจ้องมองนาน สีหน้าสับสนและเศร้าซ่อนลึก
กลางดึก เสียงตะโกนดังจากห้องรับแขก สุเมธเรียกคนอื่น “ใครลงไปเอาน้ำมาเมื่อคืน? มีรอยเท้าแปลกๆ อยู่ที่บันได…”
ทุกคนกรูกันลงมาตรวจสอบ ใต้แสงไฟฉายมีรอยเท้าเปียกย่ำไปมาระหว่างครัวกับทางขึ้นชั้นสอง ทิศทางชี้ไปที่ห้องของรัญชนา เธอยืนกระอักกระอ่วน ไม่ยอมสบตาใคร
พลอยพรรณเอ่ยขึ้น “เมื่อคืนฉันได้ยินเสียงแปลก ๆ ที่หน้าต่าง แต่คิดว่าฟังผิด” สุเมธลูบต้นคอ “เวลาตกใจ ใคร ๆ ก็หูฝาดกันทั้งนั้น”
ตรีภพจับจ้องรัญชนา “ถ้ารู้ตัวว่าทำอะไร ก็บอกเถอะ จะได้หาทางช่วยกัน” รัญชนาอึ้ง ก่อนจะตัดบท “ถ้าไม่มีหลักฐาน ก็อย่ากล่าวหา”
บรรยากาศตึงเครียดทันที พัทธมนพยายามขัดจังหวะ “ทุกคนใจเย็นก่อน…เรามีเรื่องสำคัญกว่า คือการรอดชีวิต”
ในคืนนั้น ท่ามกลางความหวาดกลัวกับความไม่ไว้วางใจ พายุนอกหอพักยังโหมแรงขึ้น คนในหอพักแต่ละคนเริ่มเผยนิสัยและความต้องการของตัวเองมากขึ้นทุกนาที
เช้าวันใหม่ หิมะไม่หยุดตก กลุ่มตัดสินใจตรวจสอบเสบียงพบว่าอาหารเริ่มหมด พัทธมนเสนอ “ควรแบ่งเวรกันดูแลอาหาร และไม่ควรแยกกลุ่มออกไปไหนคนเดียว” สุเมธค้านทันที “แต่ถ้าจะออกไปขอความช่วยเหลือต้องมีอย่างน้อยสองคน”
พลอยพรรณขออาสาออกไปกับสุเมธ “พวกนายอยู่ข้างในไม่ปลอดภัย อย่าเชื่อทุกอย่างที่เห็นนะ” เธอมองตาผู้อื่น ก่อนจะออกนอกประตูฝ่าหิมะไปพร้อมสุเมธ
กลุ่มที่เหลือตกอยู่ในความสงบแบบกดดัน รัญชนานั่งชิดผนัง มือกำกระเป๋าแน่น ตรีภพหยิบหนังสือจากโต๊ะคุยเปิดประโยคขึ้น “เธอกลัวอะไรมากที่สุด?” เขามองตารัญชนาโดยไม่หลบ รอคอยคำตอบ
รัญชนาลังเล น้ำเสียงปิดบัง “บางครั้ง…ความกลัวมันกลืนกินหมด แม้แต่ความหวัง” พัทธมนพยายามปลอบ “แต่เรายังอยู่ด้วยกัน ความหวังมันไม่เคยหมดหรอก”
อยู่ ๆ เสียงดังสนั่นมาจากหลังคา หิมะก้อนใหญ่ทลายตกลงด้านนอก อีกมุมหนึ่ง สุเมธกับพลอยพรรณพบหลังจากฟ่าหิมะเข้าสู่ศาลาร้าง พวกเขาพบสิ่งผิดปกติ บริเวณนั้นมีรอยขีดเขียนแปลก ๆ ราวกับมีคนอยู่มาก่อน
“นี่มันอะไร” สุเมธถาม พลอยพรรณตอบอย่างหวั่นใจ “เหมือนเป็นสัญลักษณ์…แต่ไม่คุ้นเลย” เธอหยิบมือถือขึ้นถ่ายภาพแต่แบตหมดพอดี
ทั้งสองไม่กล้าสำรวจต่อ ตัดสินใจกลับเข้าสู่หอพัก ระหว่างเดินหัวข้อขึ้นบันไดก็พบกับตัวอะไรบางอย่างวิ่งผ่านเงาดำาตรึก มันไวเกินกว่าจะมองเห็นชัดเจน
คืนนั้น ขณะที่ทุกคนนั่งรวมกันกลางโถงเล็ก ๆ พลอยพรรณกับสุเมธพูดถึงสิ่งที่เห็น พัทธมนหน้าเผือด “นี่เราไม่ได้ติดอยู่กับแค่ความหนาวหรือเปล่า?”
รัญชนาเงียบเสียงอีกครั้ง เธอหยิบกระเป๋าหนังมาเปิดเผยอย่างระมัดระวัง ภายในมีสมุดบันทึกและรูปถ่ายสมัยเด็ก เธอพูดเสียงนิ่ง “ฉันเคยมาที่นี่ตอนเด็ก…กับครอบครัว แต่เกิดเหตุการณ์ร้าย พ่อแม่ฉันหายไปในพายุหิมะคืนนั้น ทุกอย่างวนกลับมา…วันนี้”
ความสงสารซ่อนในแววตา ตรีภพจับมือเธอไว้ “เราจะผ่านคืนนี้ไปด้วยกัน” รัญชนาน้ำตาคลอ “ขอบใจ…แต่ฉันกลัวมาก”
พัทธมนปลอบเบา ๆ “ความกลัวทำให้เราเป็นมนุษย์ ไม่ผิดที่จะกลัว แต่เราต้องพยายาม”
เสียงเครื่องยนต์เบา ๆ ดังก้องในสายลม ทุกคนลุกโผเผ วิ่งไปที่หน้าต่าง พบเพียงเงาไฟฉายส่องผ่านหิมะ เงาคนวิ่งตัดประกายไฟในสายหมอก ไม่มีใครบอกได้ว่านั่นคือความช่วยเหลือหรือไม่
ตรีภพพูดแผ่วเบา “ถ้าใจเรายังไม่ดับ เราจะรอด” กลุ่มกอดกันแน่นกลางคืนที่หนาวและยาวนานที่สุดในชีวิต
รุ่งเช้า หิมะเริ่มซาเล็กน้อย พัทธมนมาพบจดหมายใต้ประตู เขียนด้วยลายมือสอดแฝงความเศร้า “คนเราต้องเลือก การให้อภัยก็เหมือนไฟกลางหิมะ แม้จะจางไปแต่ก็ใช้ส่องทางได้”
รัญชนาตัดสินใจบอกความจริงทั้งหมด เธอสารภาพกับกลุ่มว่าเธอเคยพยายามลืมอดีต ไม่กล้ายอมรับความผิดที่กักเก็บมานาน พลอยพรรณถามเสียงเรียบ “แล้วเธอพร้อมจะให้อภัยตัวเองหรือยัง?”
บรรยากาศเหมือนหิมะละลาย เสียงหัวเราะเบา ๆ แทนที่ความกดดัน ชีวิตใหม่เริ่มต้นขึ้นได้ อดีตไม่ละลายแต่กลายเป็นเพื่อนร่วมทาง ทุกคนเดินออกมายืนท่ามกลางแสงแดดแรกของฤดูนั้น แม้รอยแผลใจยังอยู่อาจไม่มีวันหายดี แต่ไฟในใจจะอยู่คู่ความหนาวเช่นเดิม