แสงสลับเงา ณ สตูดิโอศิลปะ
เสียงประตูไม้เก่าเกรียบดังสะเทือนทั่วทางเดินเมื่ออิงฟ้าเดินเข้ามาในสตูดิโอศิลปะใจกลางเมือง ด้วยกระเป๋าเป้ที่แนบชิดกับอก เธอลอบมองซ้ายขวา สตูดิโอคับคั่งไปด้วยกลิ่นสีน้ำมันเก่า เงาตะคุ่มบนผนังวาดผ่านแสงแดดสายที่รอดเข้ามา เสียงหัวเราะแผ่ว ๆ ของกลุ่มเพื่อนปีหนึ่งอีกฝั่งแล่นมาตามอากาศแต่เหมือนกั้นด้วยบางสิ่งที่ไม่เห็น
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!อิงฟ้าวางกระเป๋าลงตรงช่องโต๊ะของตัวเอง ศรัณ เพื่อนร่วมห้องและคู่แข่งในการประกวดศิลปะ กำลังยืนจ้องผลงานตัวเองในเงามัว ด้านหลัง อร เพื่อนสนิทอีกคนหยิบที่ปาดสีเบา ๆ ก่อนพูดขึ้น “แกมีไอเดียงานประกวดมั้ยฟ้า สองวันสุดท้ายแล้วนะ”
เสียงหัวใจอิงฟ้าเต้น ช้า-เร็ว เมื่อภาพวาดขาวดำด้านหลังดึงดูดสายตา บนผ้าร่มห้อยอยู่คือภาพพอร์ทเทรตผู้หญิงใบหน้าซีดจางในความมืด เธอกลืนคำ ตอบเบา ๆ ว่า “ยัง…ยังคิดไม่ออก”
เสียงประตูเปิดอีกครั้ง ก้อง เพื่อนร่วมรุ่นและเพื่อนข้างห้องของอิงฟ้าเดินเข้ามา สะพายกล่องสีดำเล็ก ๆ อยู่ในมือ สายตาของเขามองอิงฟ้า แวบหนึ่ง พวกเขาเงียบใส่กัน ก่อนก้องจะแซว “คืนนี้มากินบะหมี่ห้องฉันมั้ย เห็นฟ้าเครียด ๆ เดี๋ยวเลี้ยงเอง”
อิงฟ้าหัวเราะแห้ง ๆ ขณะอรกลอกตามองก้องอย่างระอา ศรัณขมวดคิ้ว “อย่าเผลอให้อิงฟ้าเห็นภาพลับ ๆ ในกล้องวาดนั่นด้วยล่ะ ขนาดฉันยังสงสัยว่าวาดอะไรกันแน่” ก้องยิ้ม เจื่อน ๆ วางกล่องใบเล็กไว้บนโต๊ะตัวเอง
ในค่ำนั้น อิงฟ้ายืนอยู่ตรงหน้าต่างห้องเช่า แสงไฟสะท้อนภาพเธอในกระจก เธอลูบรูปวาดแบบร่างที่ยังว่างเปล่าค้างบนโต๊ะ เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เป็นข้อความสั้นจากก้อง: “คืนนี้อย่าออกนอกห้องนะ ฟ้ามีเรื่องจะบอก” สับสนกับประโยคนี้ เธอวางโทรศัพท์ไว้ข้างหมอน
ค่ำคืนคืบคลาน แสงไฟในซอยมืดลงทีละดวง ก่อนจะมีเสียงประตูห้องข้าง ๆ ดังตูม และความเงียบเข้าครอบงำ อิงฟ้านั่งกอดเข่า สายตาเธอมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นก้องเดินสวนกับเงาขาวของหญิงสาวที่เธอไม่รู้จัก จากนั้นก็หายไปในมุมอับ
รุ่งเช้า สตูดิโอตึงเครียด ก้องไม่มาเรียน ไม่มีใครเห็น จนถึงช่วงบ่ายอาจารย์ประกาศเรื่องการหายตัวไปของนักศึกษาปีหนึ่ง ทุกสายตาหันมาทางกล่องสีดำเล็ก ๆ ที่ก้องเคยทิ้งไว้ วันนี้มันตั้งอยู่มุมมืดข้างหลังห้อง ไม่มีใครกล้าแตะ
ศรัณแอบจับตามองอิงฟ้า “เมื่อคืนแกคุยอะไรกันกับก้องหรือเปล่า” เขาถาม สีหน้ากระด้าง แต่ซ่อนแววกังวล อรสบตาอิงฟ้า พูดด้วยเสียงสั่น “เขาจะไม่เป็นไรใช่มั้ยฟ้า…”
อิงฟ้าส่ายหน้า วางมือลงบนโต๊ะ ชีพจรเต้นเร็ว สีสันในสายตาจางหาย เธอหันไปจ้องภาพวาดหญิงสาวลึกลับ ทันใดนั้นเธอสังเกตเห็นบางอย่างในรูปเปลี่ยนไป เหมือนเงาของผู้หญิงขยับ ภาพแสร้งหลับตา เธอสะดุ้ง ลมหายใจสั้นลง
คืนนั้นอิงฟ้านอนกระสับกระส่าย ฝันว่าอยู่ในสตูดิโอที่ไร้เงาคน มีเพียงเสียงกระซิบจากภาพวาดและกลิ่นสีโชยมาแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนเธอลุกมาเปิดไฟ แต่ภาพวาดยังอยู่ที่เดิม สายตามันเหมือนจะติดตามทุกการเคลื่อนไหวของอิงฟ้า
ตอนเช้า ศรัณเดินเข้ามานั่งใกล้ ๆ “เธอนอนไม่หลับใช่มั้ย ดูตาแกก็รู้ ฟ้า แกมีอะไรก็บอกนะ” เสียงเขาแผ่วลงแต่เต็มไปด้วยความห่วงใย อิงฟ้าหันมาเงียบ ๆ กำลังพยายามรวบรวมความกล้า “ถ้าฉันบอกว่า…ฉันเห็นอะไรในรูปนั้น แกจะเชื่อมั้ย”
ศรัณอึ้ง เงียบไปนาน ก่อนตอบเสียงแผ่ว “ฉันไม่รู้จะเชื่อหรือไม่ แต่ฉันเชื่อแกนะฟ้า” สีหน้าของเธอผ่อนคลายลงเล็กน้อย แต่ดวงตายังหวาดระแวง
ช่วงบ่ายอรเข้ามาหาอิงฟ้าตรงมุมโดดเดี่ยว เธอลังเล ก่อนจะกุมมือแน่น “แกกลัวใช่มั้ย ไม่ต้องแกล้งเข้มแข็งกับฉันนะฟ้า ฉันก็ฝันถึงรูปนั้นเหมือนกัน ไม่มีใครบอกใครเพราะทุกคนกลัวโดนหาว่าบ้า”
ความเงียบค้างระหว่างสองเพื่อน เสียงลมหายใจและเสียงหัวใจเต้นประสานกัน อิงฟ้ากำมืออรตอบ “เคยกลัวอะไรจนคิดไปเองมั้ยอร บางที…สิ่งที่เรากลัวคือเงาของเราจริง ๆ”
คืนนั้นอิงฟ้ากับอรนั่งจับกลุ่มกันในห้อง เงาของพวกเขายาวเหยียดตามแสงไฟสีเหลืองเข้ม พวกเขาตัดสินใจจะลองเปิดกล่องสีดำที่ก้องทิ้งไว้ ภายในกล่องมีเพียงกระดาษแผ่นเดียวที่ขีดเขียนอย่างสับสน เลขรหัสกับรูปภาพหญิงสาวแบบเดียวกับในภาพวาด ศรัณถามเสียงตะกุกตะกัก “แล้วนี่…คืออะไร”
ระหว่างอ่านรหัสนั้น ประตูห้องกระแทกแรง เงาของใครบางคนสะท้อนเข้ามา อิงฟ้ายืนขึ้น ช้า ๆ เสียงหัวใจทั้งสามดังเป็นจังหวะเดียว ความกลัวกัดกินข้างใน ทุกคนตัดสินใจออกไปที่สตูดิโอกลางคืน
ในความมืด สตูดิโอศิลป์ปรากฏต่างจากทุกวัน รูปภาพหญิงสาวเปล่งแสงกลายเป็นพระเอกกลางความเงียบ ศรัณพูดเสียงแหบ “รหัสที่ก้องเขียน มันเกี่ยวกับรูปนี้ใช่มั้ย” อิงฟ้ากลืนน้ำลายเบา ๆ ใจเต้นแรงขึ้น อรร้องกรี๊ดเมื่อเห็นเงาในกระจกเคลื่อนไหวเอง
อิงฟ้าเดินเข้าไปใกล้ภาพ เธอยื่นมือแตะขอบกรอบ รูปนั้นสะท้อนใบหน้าตัวเองแทนที่หญิงสาว เธอสะดุ้ง เสียงหัวเราะเบา ๆ แว่วมา พร้อมกับกลิ่นน้ำหอมเก่า พวกเขาเงียบอึ้ง ต่างคนต่างหอบหายใจ
ศรัณอ่านตัวเลขออกเสียง “มันเป็นวันเกิดของอิงฟ้า…”
อิงฟ้ามองหน้าทุกคนด้วยความสับสน เธอถามเสียงสั่น “ก้อง…เขารู้อะไรเกี่ยวกับฉันมากกว่าที่คิดสินะ” ด้วยใจหวาดกลัวแต่ต้องการความจริง พวกเขาตัดสินใจค้นหาความหมายของเลขรหัสนั้น และสิ่งที่ซ่อนอยู่ในภาพวาด
วันต่อมา สตูดิโอเต็มไปด้วยเสียงซุบซิบ ข่าวลือการหายตัวไปของก้องแพร่กระจาย ทุกคนสงสัยความเกี่ยวข้องของอิงฟ้า สายตาหลายคู่เริ่มเปลี่ยน เธอเดินผ่านกลุ่มเพื่อนที่แกล้งเมิน ท่ามกลางความอึดอัด ศรัณเดินมาข้าง ๆ เอ่ยเสียงอ่อน “อย่าแคร์เสียงคนอื่น แกต้องตั้งใจประกวดให้ได้”
อิงฟ้ามองหน้าเขา แววตาหนักอึ้ง ก่อนพูดช้า ๆ “ส่งงานนี้เพราะอยากพิสูจน์ตัวเอง…แต่ตอนนี้…ฉันแค่อยากรู้ว่าทำไมทุกอย่างต้องเกิดขึ้นกับฉัน”
คืนก่อนวันประกวด อรนั่งวาดภาพข้างอิงฟ้า มือเธอสั่นเล็กน้อย “ฟ้า แกรู้มั้ย บางครั้งฉันก็อิจฉาแกนะ คนเคยโด่งดังเรื่องฝีมือ แต่สุดท้ายต้องมาโดนซุบซิบแบบนี้ ฉัน…เคยคิดจะลาออกจากสตูดิโอแล้วด้วยซ้ำ”
อิงฟ้าฟังนิ่ง ๆ ริมฝีปากสั่นระริก เธอจับมืออรเบา ๆ “แต่แกก็ยังอยู่ตรงนี้กับฉัน แค่ตรงนี้…ก็ไม่ได้กลัวเท่าไหร่แล้วอร”
คืนเครียดแรงก่อนวันประกวด สามคนเดินเข้าไปในสตูดิโอปิดไฟ เงาของอิงฟ้าซ้อนทับกับเงาภาพหญิงสาวในกรอบไม้ โทนแสงชายามวิกฤติทำให้ทุกคนเห็นบางอย่างสั่นคลอนในใจ อิงฟ้าเผชิญหน้ากับความจริงอย่างเปลือยเปล่า
บนเวทีประกวด แสงวูบวาบสาดลงทุกผลงาน อิงฟ้ายืนต่อหน้าภาพตนเอง ดวงตาวูบไหว ศรัณขยับมาใกล้ “ฟ้า…แกไม่จำเป็นต้องหนีอดีตอีกแล้วนะ ปล่อยมันไปเถอะ”
อิงฟ้าก้มหัว หยาดน้ำตาคลอ เธอหันไปทางภาพวาด หญิงสาวในรูปแย้มรอยยิ้มเศร้า ๆ ให้ ก่อนที่แสงไฟบนเวทีจะดับวูบ ทุกคนในสตูดิโอหยุดนิ่ง สายตาจับจ้อง เหมือนเวลาหยุดเดิน
เสียงเปิดประตูแผ่วดังขึ้น ก้องเดินเข้ามาในสภาพอิดโรย เสื้อผ้ายับย่น ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยคราบน้ำตา เพื่อน ๆ ผงะถอยหลัง อิงฟ้าวิ่งเข้าไป กอดเขาแน่น น้ำตาไหลซึมลงบนแขน
ก้องพูดเบา ๆ “ฉัน…ขอโทษ ฉันทนแบกความลับนี้ต่อไปไม่ได้ แต่พวกเรา…ไม่มีใครต้องอยู่เพียงลำพังกับเงาตัวเองอีกแล้วนะ” ความเงียบค้างกลางห้อง ผสานกับความอบอุ่นจากมิตรภาพที่ยังเหลือ
ทุกอย่างกลับสู่ความนิ่งสงบ ภาพหญิงสาวในกรอบยังอยู่ แต่อิริยาบถของเธอเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มที่อ่อนโยน เมื่ออิงฟ้าวางรูปตนเองไว้ข้าง ๆ ภาพเดิม สะท้อนแสงวูบสุดท้ายในห้อง เครือข่ายความสัมพันธ์และบาดแผลบางอย่างไม่สามารถลบเลือนได้ เพียงเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน