แสงระหว่างฟ้ากับเงา
เปลวเทียนสะท้อนในนัยน์ตาเมฆินทร์ขณะมือเรียววางกลีบดอกไม้ลงบนถาดทองเหลือง เสียงลมหอนแผ่วแทรกผ่านเรือนไม้เก่าแก่ของยายคนเดียวในหมู่บ้านบนภูเขา “รีบสิลูก” เสียงยายท้วง เมฆินทร์พยักหน้าช้าๆ ฝืนกลืนน้ำลายขณะหันไปมองอากาศข้างนอกที่มืดสนิท
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ณเดช เพื่อนสนิทสวมเสื้อกันหนาวตัวโคร่ง ยื่นศีรษะเข้ามาทางหน้าต่างกระซิบ “คืนนี้นายจะขึ้นเขาตามพิธีไหม?” เมฆินทร์หลบตา เสียงในอกสั่นรัว “ต้องไปสิ แม่บอก…ถ้าไม่ไป บ้านจะมีเคราะห์”
ยายหยุดมือดึงชายเสื้อเมฆินทร์เบาๆ “อย่าไปคนเดียว…รีบกลับให้ทันไข่แดงค่ำ” เขาขยับริมฝีปากอยากบอกว่ากลัว แต่พูดไม่ออก ได้แต่คว้าถาดดอกไม้เดินสวนออกไปกับณเดช
บนทางเดินลูกรัง ใต้แสงไฟฉายอ่อน ผงฝุ่นลอยเข้าตา เมฆินทร์เกือบสะดุด ณเดชคว้าแขนทัน “นายกลัวเหรอ” เขาขมวดคิ้วทำท่าไม่สน กลบรอยสั่นในน้ำเสียง “เปล่า…นายต่างหาก อย่าหายไปก็พอ”
ณเดชหัวเราะเหมือนเด็ก “ใครจะไปกลัว พิธีไล่เงาไร้สาระ เดี๋ยวให้ดู!”
ทั้งคู่มาถึงลานหินกลางป่า ซากเทียนขี้ไหลบ่งบอกถึงพิธีเก่าก่อน เมฆินทร์ก้มหน้า กำถาดแน่น เสียงกิ่งไม้เสียดสีทำใจสั่น ยายเคยเล่า เรื่องเมื่อสามสิบปีก่อน…แต่ละปีเด็กชายหนึ่งคนจะ “หายไปกับเงา”
เสียงจากในป่าดังขึ้น เมฆินทร์สะดุ้ง เงาลึกลับวูบผ่านสายตา ณเดชทำท่าไม่สนใจ ย่อตัวจุดเทียนรอบเสาหิน ใจเขากระตุกด้วยความคลุมเครือ วินาทีหนึ่ง คลื่นไอเย็นแผ่ขึ้นจากพื้นดิน
เมฆินทร์อยากดึงแขนเพื่อนกลับบ้าน พยายามเอื้อมแต่ลังเล เงาวูบหนึ่งแล่นพ้นหลังต้นสน แสงเทียนลุกวาบทุกเล่ม ทันใดนั้น ณเดชหันไป เห็นอะไรบางอย่างในรากไม้ เขาก้มลงแล้ว…เสียงหัวเราะแหลมดังแทรก กลิ่นควันไหม้ฉุนขึ้น
ทุกอย่างสั่นสะท้าน เมฆินทร์ตะโกน “กลับบ้าน!” มือเขาจับอะไรไม่เจอ ใบหน้าของณเดชหายไปในม่านหมอก เงาร่างดำดูดซับแสงทั้งหมดในลานหิน เขาเอื้อมไปกระชากเพื่อน แต่สัมผัสมีเพียงอากาศ ไม่มีณเดชเหลืออยู่ตรงนั้น
เขาทรุดลงข้างเสาหิน หอบหายใจ ถาดทองเหลืองตกพื้นลั่น เงาวูบสุดท้ายซึมหายไปในดิน ทุกอย่างเงียบงันอย่างประหลาด
รุ่งเช้า หมู่บ้านบนเขาเงียบเยียบ อากาศเย็นผิดปกติ เด็กๆ กระซิบกันถึงเสียงกรีดร้องเมื่อคืน แต่ไม่มีใครพูดถึงชื่อณเดช จู่ๆเหมือนไม่เคยมีอยู่จริง เมฆินทร์เดินกลับบ้านหลีกสายตาทุกคน
ยายอิงนั่งปลายเตียงซ้อนใบไม้แห้ง “ทำไมตัวเย็นอย่างนี้ลูก เมฆินทร์…” มือเหี่ยวยื่นหาราวค้นหาอะไรในแววตาเขา
เขาก้มหน้างุด ซ่อนมือสั่น เทียนไขในกระเป๋ากางเกงเหลือก้านขาวจืด เหมือนไร้ร่องรอย เค้นเสียงเอ่ย “เขาหายไป…”
ยายเอามือโอบเบาๆ ส่ายหน้า “ผู้ใหญ่เขารู้ แต่ไม่มีใครอยากพูด วันหนึ่งความเงาก็ย้อนมาทวงคืนแสงเสมอ…”
วันนั้นทั้งวัน เมฆินทร์เดินวนอยู่ลานว่างข้างบ้าน มือซุกกระเป๋ามองต้นสนที่เหมือนลู่ลมทั้งคืน เด็กหญิงผมสั้นชื่ออรุณเดินผ่าน จ้องหน้าเขา
“นายเห็นอะไรคืนนั้น” เธอถามด้วยน้ำเสียงสั่นเม้มปาก “มันเอาเขาไปเหรอ”
เมฆินทร์ไม่ตอบ แค่เหลือบตา คำถามนั้นวนซ้ำทั้งในหัวและฝัน
เย็นต่อมาขณะเดินกลับบ้าน อรุณวิ่งเข้ามา “ช่วยฉันตามหาน้องชายได้ไหม เขาหายเมื่อคืน”
ในดวงตาเธอมีความหวาดระคนกล้า เขากระอักกระอ่วน ยืนเงียบราวกับเทวรูป ท้ายสุดพยักหน้าเบาๆ
สองคนเดินลัดเลาะผ่านแคบระหว่างต้นสน กลิ่นดินเปียกราวกับบางอย่างซ่อนตัว เมฆินทร์หยุดฟังลมพัด อรุณสะกิด “มันอยู่ใกล้แค่ไหน”
เขาส่ายหน้าช้าๆ ทำอะไรมากไปกว่านั้นไม่ได้ ใจหนึ่งอยากวิ่งหนี แต่ขาไม่ขยับ
เสียงเด็กร้องแว่วอยู่ทางลาดลงหุบเขา อรุณเขยิบใกล้กำแขนเสื้อเขาแน่น “กลัวมั้ย?”
ในที่สุด เมฆินทร์ตอบเสียงแผ่ว “กลัว…” เธอยิ้มเศร้าขณะพยักหน้า “ฉันด้วย”
เสียงสนกราวเหมือนลมหายใจ สิ่งที่เด็กทั้งสองได้ยินคือลมหายใจตัวเอง อรุณเอ่ย “แต่ถ้าไม่เดินต่อ ก็คงหาอะไรไม่เจอเลยใช่มั้ย”
ยามค่ำมาเยือน เมฆินทร์นอนกระสับกระส่าย เงาคล้ายรูปร่างคลานไปตามฝากำแพง แสงจันทร์โรยสลัวเหนือเพดาน เสียงยายพร่ำสวดกระซิบไปในห้องถัด
ขันน้ำดื่มข้างเตียงกระทบกับถาดโลหะเบาๆ เขาหลับตาแน่นพิงหมอน พลันลืมตามองเงาสะท้อนบนถาด เห็นรอยแววตาตัวเองไหววูบคล้ายร้องขออภัย
วันถัดมา ข่าวการหายตัวของณเดชและเด็กชายอีกคน กระจายออกจากบ้านไปถึงห้องการประชุมกลางหมู่บ้าน ผู้ใหญ่หลายคนสีหน้าหนักใจ หัวหน้าหมู่บ้านพูดช้าๆ “ทุกปี ถ้าไม่จบพิธี ไม่มีวันจบ…”
เมฆินทร์ขบกรามแน่น พ่อค้าร้านชำที่เป็นลุงของอรุณกระทุ้งข้อศอก “ถ้ากล้าพอ…ไปหาความจริงในลานหินคืนนี้ นายพอทำได้ไหม”
เด็กหนุ่มพยักหน้าช้าๆ แม้ในอกเต็มไปด้วยกลัว
ตะวันตกดินสีส้ม ท้องฟ้าสะท้อนเงาสนดำ เมฆินทร์กับอรุณเดินถึงลานหิน กลิ่นควันแปลกขจรขจาย ร่องรอยเทียนไขเกรอะกรังยังอยู่ เสียงในหัวเขาทวนถาม “กลัวรึเปล่า” แต่ร่างกายกลับก้าวไปข้างหน้าทีละก้าว
อรุณเงียบผิดปกติ เมฆินทร์เหลือบมอง พลางเอ่ยเสียงเบา “อย่าทิ้งฉันเหมือนคืนนั้นนะ”
เสียงของอรุณแผ่วราวไร้ลมหายใจ “ฉันรออยู่ตรงนี้ นายไม่ใช่คนเดิมแล้ว”
จู่ๆ เงาจากต้นสนทอดลงมาถึงปลายเท้า ลมเย็นวูบทุกทาง ต้นสนสั่นไหว ฟ้าสาดแสงจันทร์จาง ภาพบนพื้นหินคล้ายเงาสองร่างโดนดึงออกจากกันโดยเงาใหญ่กว่า
เมฆินทร์ก้าวเข้าไปหาเงานั้น เอื้อมมือแตะ มือเย็นเฉียบจนชา ลมหายใจขาดห้วง แว่วเสียงพูดมาจากที่ไกลมาก “ถ้าจะเอากลับ ต้องเสียบางอย่างไป”
เขามองหน้าอรุณ เธอขมวดคิ้ว กำลังจะร้องไห้ เมฆินทร์กัดฟันแน่น ตอบกลับเสียงสั่นแต่หนักแน่น “ต้องได้คืน…”
แสงจันทร์ฉายขึ้นสุดขอบเขา สะท้อนไปบนถาดทองเหลืองในอกเสื้อของเมฆินทร์ เงาดำค่อยๆ ละลาย เหลือเพียงความว่างเปล่าและกลิ่นหอมแปลกของดอกไม้
เสียงเด็กชายเล็กๆ ดังขึ้นจากท้ายลาน เสียงร้องไห้แผ่ว อรุณวิ่งเข้ากอดน้องกลับมาได้ เมฆินทร์เหลือมองลานหินว่างเปล่า มือว่างเปล่าด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง
ขากลับบ้าน แสงเช้าทอดยาว พวกเด็กๆ ห้อมล้อมถามหาเพื่อนที่หายไป แต่ทุกคนพูดถึงสิ่งที่ไม่กล้าพูด เมื่อโดนถามถึงณเดช เมฆินทร์ส่ายหน้า น้ำตาคลอ
คืนนั้นเขานั่งข้างยาย ฟังเสียงลมและเสียงสน คราวนี้ไม่ได้เงียบเพราะกลัวอีกต่อไป เมฆินทร์มองเงาในบ้าน ยิ้มเศร้า แล้วเอ่ยคำขอบคุณยายเบาๆ
ยายพยักหน้า เอามือลูบผมเขาเห็นประกายตาเปลี่ยนไป เงาในสายตาเมฆินทร์ไม่ใช่เงาเดิมอีกต่อไป
ลานหินยังอยู่ หมอกยามเช้าคลอเคลีย เงาผ่านไปบนดิน เด็กหนุ่มผู้เคยกลัวเงา บัดนี้กล้าเผชิญแสงด้วยใจที่เติบโตขึ้นเอง