ม่านบังตาประตูเก่า
เสียงพลิกหน้าหนังสือเบา ๆ ดังแว่วจากมุมลึกของห้องสมุดใต้ดินแห่งมหาวิทยาลัย “อร” สาวหัวดื้อที่เลือกอยู่หอเพราะหวังจะตัดขาดจากอดีต เดินลากกระเป๋าเป้ใบเก่า เขามองรอบห้องอย่างระแวดระวัง กลิ่นกระดาษเปียกชื้นกับแสงไฟสีส้มทำให้บรรยากาศดูเก่าแก่และลึกลับเกินวัยนักศึกษาปีสองอย่างเธอ เธอทรุดนั่งลงตรงโต๊ะไม้เก่า ใจจดใจจ่อกับหนังสือประวัติศาสตร์ชำรุด จู่ ๆ ก็มีชายหนุ่มผมยุ่ง ๆ สวมแว่นตา เดินมาหย่อนแก้วกาแฟลงตรงข้าม
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“อ่านอะไรอยู่? เห็นเงียบ ๆ สงสัยเหมือนกำลังแอบหนีอะไรสักอย่าง” เขาแนะนำตัวเองว่า “ภพ” เด็กหนุ่มจบมอปลายจากต่างจังหวัด มือเย็นจับขอบโต๊ะ เสียงเขาฟังดูร่าเริงแต่สายตาเต็มไปด้วยรอยล้าสะสม “ไม่ได้หนี แค่หาที่สงบ,” อรปฏิเสธอย่างพยายามแข็งใจ เพียงแวบเดียว ภพก็เหลือบเห็นกระดาษโน้ตแผ่นเล็กที่อรซ่อนไว้ใต้หนังสือ
ในช่วงค่ำเมื่อทั้งสองออกจากห้องสมุด เสียงบานประตูไม้หลังสุดท้ายที่อยู่ลึกที่สุดของห้องสมุดดังขึ้น ทั้งคู่หยุดนิ่ง อรทำหน้าหวาดหวั่น ภพหัวเราะกลบเกลื่อนว่า “หรือจะเป็นผีจริง ๆ ตามที่ชาวหอเล่า?” เงียบงันครู่หนึ่งก่อนที่ไฟจะแวบดับ อรรีบคว้าแขนเขา “เราไปดูกันไหม ว่ามันคืออะไร” ทุกคำถามลอยฟุ้งในหัว ความกลัวและความอยากรู้อัดแน่นจนยากจะแยกออกจากกัน
วันต่อมา อรกับภพเลือกไปดูประตูนั้นอีกครั้ง พบนักศึกษาชายอ้วนเตี้ยชื่อ “นัท” ยืนลับ ๆ ล่อ ๆ จ้องประตูอย่างมีพิรุธ เขาอ้างว่าทำโปรเจกต์บันทึกเสียงโบราณในห้องสมุดเก่า “เมื่อคืนพวกพี่ ๆ กลุ่มสิบทิศหอเก่าเล่าว่าจะมีเสียงจากประตูนี้ถ้าคิดถึงใครบางคนแน่นแฟ้นพอ,” นัทพูดเสียงเบาหวิว ภพขำแต่แอบลังเล เขากลัวถูกล้อเรื่องเคยกลัวความมืดสมัยเด็ก
สามคนยืนล้อมประตูไม้สีดำ มองรอยขีดข่วนและรอยสนิมที่ขอบบานพอ ๆ กับสีหน้าลังเลของแต่ละคน ทุกคนหลุดพูดความคิดในใจแตกต่างกัน อรอยากลบอดีตที่ทำให้ครอบครัวแตก ภพต้องการพิสูจน์ความกล้าของตัวเองหลังเคยหนีปัญหาเก่า ๆ ส่วนนัทหวังแค่จะหาคำตอบพิสูจน์กับตัวเองว่าคนอย่างเขาก็สำคัญ มีรายชื่อคนเคยมาห้องสมุดติดอยู่ฝั่งตรงข้ามของประตู ทุกคนหยุดมองชื่อคนหนึ่ง “พิณ” อดีตเพื่อนรักของอรที่หายตัวไปในวันที่ทะเลาะกันที่สุด
อรวางมือแนบลูกบิด กำลังจะหมุน เสียงประตูห้องสมุดหลักเปิดออกอย่างแรง ทำให้ทุกคนสะดุ้ง กลุ่มเด็กหญิงอีกสองคนโผล่มา “พวกเธอ…กำลังทำอะไรน่ะ?” หนึ่งในนั้น ชื่อ “ลิน” สาวมั่นใจแต่ซ่อนรอยเศร้า เธอจับจ้องอรเหมือนรู้จักกันมานาน ส่วนอีกคน “วา” ยิ้มห่าง ๆ ดูเข้าไม่ถึง “แค่หาของหล่น,” อรโกหกอย่างเลินเล่อ มันมีบางอย่างระหว่างลินกับอรที่ยังไม่เผยออกมาตอนนี้
กลุ่มทั้งห้าพากันไปนั่งบนบันไดห้องสมุด แต่ต่างคนต่างเงียบ จู่ ๆ นัทถามเสียงเบา “ถ้าประตูนั้นเปิด พวกเธอกล้าจะเข้าไปข้างในไหม?” ไม่มีใครตอบแน่ชัด ภพเอาแก้วกาแฟหมุนไปมา วาเล่นนิ้วตัวเอง ลินขมวดคิ้ว “ทุกคนมีของที่อยากลืมหรือเปล่า?” เสียงนั้นฟังเหมือนแอบซ่อนความกลัว
คืนต่อมา ในขณะที่อรนอนหลับตาด้วยความกังวล โถงหน้าหอพักกลับเงียบกว่าทุกคืน ภพเดินไปมาดูโทรศัพท์ราวกับรออะไรบางอย่างที่ไม่มีวันกลับมาได้ จู่ ๆ ไฟหอพักดับลง เงาสองเงาโผล่มุมประตูห้องสมุดเก่า ทุกคนเริ่มรับรู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติจริง ๆ เสียงประตูไม้แอ่นดังขึ้น
รุ่งเช้า อรจำใจต้องเข้าไปในห้องสมุดอีกครั้งเพราะหนังสือแจ้งเตือนคืนช้ามาก เธอพบสมุดบันทึกฉบับหนึ่งที่เรียงรีบราวกับถูกทิ้งไว้ และในบันทึกนั้นช่วยปลุกความทรงจำวันที่เธอกับ “พิณ” ทะเลาะกันอย่างรุนแรง บาปในใจยังคุกรุ่นไม่สร่าง จู่ ๆ ดวงตาอรก็สบกับภาพเงาจางของพิณสะท้อนในกระจกเก่าในห้องอ่านหนังสือ เธอชะงักอยู่ตรงนั้น
ภพและนัทมาคุยกับอรที่สนามหญ้าหลังหอ “เมื่อคืนฉันเห็นเงาเด็กผู้หญิงในห้องสมุด” ภพพูดเสียงเบา สายตากระวนกระวาย ดูเหมือนแปลกใจที่ตัวเองยอมรับมัน “หรือพวกเราจะเข้าไปพร้อมกัน พิสูจน์ทุกอย่างเลยไหม?” นัทเป็นฝ่ายเสนอแนะ อรส่ายหน้าด้วยความหวาดกลัว แต่อีกในใจเหมือนมีบางอย่างพร่ำเรียกหาต้องเผชิญหน้าเสียที
ในคืนนั้น ทั้งกลุ่มเดินถือไฟฉาย เข้ามาในห้องสมุดที่เงียบสนิท คลอเสียงลินที่พึมพำว่า “เราทำอะไรผิดไปหรือเปล่า?” ทุกคนหยุดนิ่งอยู่หน้าประตูไม้เก่า ใจเต้นแรง เสียงกระซิบเบา ๆ จากข้างในดังลอดออกมาว่า “ช่วยด้วย…” วากุมมือของลินแน่น ต่างคนเริ่มลังเลจะถอยแต่สายตาทุกคู่กลับเต็มไปด้วยคำถามที่ยังต้องการคำตอบ
นัทพยายามใช้กุญแจที่ขโมยมาจากห้องบรรณารักษ์หมุนลูกบิดประตู ทุกคนนิ่งอึ้งเมื่อแสงจาง ๆ ทะลุออกจากช่องประตู รอยเย็นเฉียบและกลิ่นเหม็นเปรี้ยวของห้องเก่ากระทบจมูก ทุกคนหลุดพูดความคิดของตัวเองออกมาทีละน้อย อรพูดเสียงสั่นว่า “ถ้ามีใครอยู่ตรงนั้นจริง ฉันจะขอโทษเขา” น้ำเสียงจมอยู่กับความสำนึกและปริศนาในหัวใจ
เมื่อประตูเปิด ทั้งกลุ่มพบห้องมืดสนิท กลางห้องมีโต๊ะเรียนโบราณและชั้นวางหนังสือหยากไย่ เงาของเด็กผู้หญิงนั่งซุกเข่าคือพิณ เธอหันหน้าขึ้นช้า ๆ น้ำตาเอ่อล้น “ฉันอยู่ที่นี่มาตลอด…ทำไมไม่มีใครตามหาเลย” เสียงสะท้อนก้องในหัวอร ภพรีบเดินเข้าหาด้วยความห่วงใย ลินเข้าไปจับมืออร แน่น เสียงลมหายใจของทุกคนอึดอัด
พิณพูดด้วยเสียงสั่น “ตอนนั้นฉันเองต่างหากที่ผิด…เพราะอิจฉาอรและทุกคนในกลุ่ม” เงาชายตามุมห้องพร่ามัวขึ้นอีกหนึ่งร่าง วากรีดร้อง นัทยืนขาแข็งสติแตก อรน้ำตาร่วง ก้าวเข้าไปกอดพิณแน่น “หนูขอโทษ…ที่วันนั้นพูดจาไม่คิด” ทุกอย่างเงียบลงเหมือนเวลาหยุดนิ่ง ณ วินาทีนั้นสายสัมพันธ์เก่าและรอยบาดแผลเดิมถูกเปิดเผยหมดจด
ทันใด ประตูไม้ปิดลงอย่างแรง ราวกับไม่อนุญาตให้ใครออกไป พวกเขาทุกคนอยู่ในความมืด แสงไฟฉายเริ่มริบหรี่ ภพเหงื่อแตก ขยับปากพูดในความมืด “เราจะต้องรวมใจกัน — ถึงจะออกไปได้” นัทกัดริมฝีปากแน่น เสียงลินสั่น “ได้โปรด…ให้อภัยฉัน ถ้าเรื่องร้าย ๆ ในวันนั้นมันเกิดขึ้นเพราะฉันด้วย” เงานั้นเงียบไปราวนาทีวินาที ก่อนจะมีลมเย็นวูบหมุนวนอยู่กลางห้องและประตูค่อย ๆ เลื่อนเปิด
ทั้งกลุ่มวิ่งออกไปข้างนอก หัวใจเต้นตึกๆ ลมหายใจหอบ ต่างหันมามองหน้ากันด้วยความโล่งใจและน้ำตาคลอ ทุกคนรับรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงในตัวเอง อรเอ่ยขึ้นเบา ๆ “ฉันคิดว่าฉันพร้อมจะเผชิญหน้ากับอดีตตัวเองแล้ว” ภพยิ้มบาง ๆ “เธอกล้ากว่าฉันคิดเยอะนะ” นัทขยับเข้าใกล้กลุ่มเพื่อนใหม่ รอยแผลใจเก่า ๆ ค่อย ๆ จางหายอย่างช้า ๆ
คืนถัดมา กลุ่มเพื่อน ๆ ยังวนเวียนกลับมาสำรวจห้องสมุด แต่ไม่มีใครกล้าเปิดประตูนั้นอีก ทุกคนเรียนรู้จะอยู่กับอดีตและให้อภัยตัวเองและกันและกัน แม้ความกลัวไม่เคยจากไป แต่รอยยิ้มแห่งความเข้าใจและสายสัมพันธ์ใหม่ก็เบ่งบานอย่างช้า ๆ ในม่านเงาของประตูเก่าบานนั้น