ฤดูฝันแห่งเกาะปริศนา
แสงแดดยามสายส่องสะท้อนผิวทะเลเป็นประกายระยิบ เรือวิจัยลำเล็กค่อยๆ แล่นออกจากฝั่ง เสียงหัวเราะดังขึ้นระคนเสียงล้อเล่น เวลานั้นทุกคนยังมองเห็นเมืองเล็กๆ ของตนอยู่ลิบๆ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ปัน–หนุ่มผิวเข้ม ผมยุ่ง เจ้าของรอยยิ้มเอือมแต่ห่วงใยเพื่อน นั่งข้างพิม–หญิงสาวตัวเล็กหน้าคม แววตาหนักแน่น พวกเขาทั้งคู่ดูเหมือนจะหาเสียงหัวเราะให้งานวิจัยแพลงก์ตอนกลายเป็นการผจญภัยมากกว่าความเหน็ดเหนื่อยในรั้วมหาวิทยาลัย
“ป่านนี้ยายมุขกับบอยจะเมาคลื่นตายหรือยังเนี่ย” โอ๊ตถามเสียงดังพลางล้อเพื่อนหญิงร่างสูงที่กอดถังเก็บน้ำแล้วกลั้นอาการคลื่นไส้ไว้ไม่อยู่
เสียงหวีดเบาๆ ดังขึ้นจากเจ้าตัว เดินมาเกาะราวข้างปัน “เฮ้ย นี่ไปถึงเกาะแล้วใช่ไหม ดูสีทะเลแปลกๆ ป่ะ?”
มิน–เด็กหนุ่มวาดรูปเงียบๆ อยู่ท้ายเรือพลันเงยหน้ามองมองออกไป “ตรงนั้นน้ำมันสว่างแบบเรืองแสงเลย มีแพลงก์ตอน?”
ยังไม่ทันใครตอบ เสียงเครื่องยนต์ก็ดับวูบ เรือจมหยุดนิ่งกลางทะเลคลื่นนิ่ง ทุกคนมองหน้ากันด้วยความงุนงง
“เงียบเหมือนกลางคืนเลย” พิมพึมพำเบาๆ ขณะที่สายลมพัดหมอกหนาตลบมาปกคลุมทุกทิศ
ปันลุกขึ้นหารถมือถือตัวเอง แต่สัญญาณขาดหาย “ไม่มีสัญญาณเลยว่ะ โทรหาครูไม่ได้”
พวกเขาเริ่มรู้สึกถึงความตึงเครียดเล็กๆ เมื่อเสียงกริ่งบนเรือไม่ดัง ช่วงเวลานั้น มุขเงียบไปผิดปกติ เหลียวซ้ายขวาเหมือนกำลังกลัวสิ่งที่ตาไม่เห็น
เสียงเรือแทรกมากับสายหมอก ทุกคนหยุดนิ่งเพราะเสียงนั้นไม่ใช่ของพวกเขาเอง ท่ามกลางความเย็นยะเยือก เวลาหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง
พวกเขาตัดสินใจพายเรือยางเล็กเข้าฝั่งเกาะที่เพิ่งเห็นรางๆ หลังม่านหมอกเกลื่อนกระจาย การเหยียบผืนทรายครั้งแรก เต็มไปด้วยความรู้สึกปะปนระหว่างตื่นเต้นกับความหวาดระแวง
“เออ ใครคิดว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นบ้างวะ?” โอ๊ตถอดรองเท้าฉีกยิ้มเครียด “เหมือนโดนลากมาในเกมโชว์”
พิมเก็บข้าวของไปพลางเฝ้าสังเกตเพื่อนทุกคน “เกาะนี้มันไม่มีในแผนที่เลยเหรอ?” เธอหันไปหาเนิส–เด็กชายผิวขาว ผมหยิก เจ้าของสมุดวาดรูปขนาดพก
เนิสมองตาเพื่อน มุมปากตึง “ไม่มีในระบบดาวเทียม ปกติต้องขึ้นทะเบียนหมด เกาะนี้แปลกว่ะ”
ค่ำวันแรกผ่านไปอย่างตึงเครียดไร้ไฟฟ้า กลุ่มแยกกันไปเก็บไม้และหาแหล่งน้ำ มุขกับปันเดินลึกเข้าสวนปาล์ม พบตุ๊กตาไม้อยู่ใต้ต้นไม้เก่า เลือดแห้งกรังหยดหนึ่งประดับปลายขอบตา ปันถอนหายใจ “ใครเอาของแปลกๆ มาปักไว้เนี่ย?”
มุขไม่พูด เดินคอตกมานั่งเงียบข้างเต็นท์ แววตาหนักแน่นแฝงความกลัว พิมรับรู้ความผิดปกติของเพื่อนแต่ยังไม่ได้ถามอะไร
เสียงบางอย่างคล้ายกรีดร้องดังขึ้นในป่า ทุกคนหยุดกินข้าว เดินไปยืนล้อมรอบกองไฟ “เสียงอะไร?” บอยถามเสียงสั่น
เงียบงันอยู่นาน จนกระทั่งมินพูดขึ้นเบาๆ ว่า “เหมือนเสียง…คนขอความช่วยเหลือ” โอ๊ตหัวเราะกลบเกลื่อนแต่ดูไม่ไว้ใจ
วันถัดมา ทุกคนเริ่มแบ่งหน้าที่ แต่อารมณ์กรุ่นเครียดปะปน มุขกับบอยพูดกันน้อยลงหลังมีปากเสียงเรื่องแบ่งน้ำ อ้อม–เด็กสาวหวานใจบอย รู้สึกกดดันในความสงบรอบข้างแต่ปะปนหวาดกลัว
เนิสเสนอแผนเดินสำรวจเกาะ มินกับโอ๊ตขอตามไปด้วย จุดที่ลึกเข้าไปในป่า พวกเขาพบแท่งหินที่สลักอักษรโบราณชวนขนลุกคล้ายคาถา
ระหว่างพักใต้ต้นไม้ใหญ่ พิมเฝ้าดูแลความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวในกลุ่ม ความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดระหว่างบอยกับปันยิ่งแย่ลงเมื่อบอยพูดประชด “ถ้าแกไม่ตัดสินใจโหวตให้แล่นเรือกลับ เราคงไม่ซวย…”
ทุกคนเงียบ อ้อมหลบสายตา สถานการณ์ครอบงำใจกลุ่มหนักขึ้น
มืดค่ำ คืนอับแสงจันทร์ มุขแอบร้องไห้ข้างเต็นท์ ปันเดินเข้ามาเงียบๆ “มุข กลัวอะไร” เขาถามเสียงเบา
มุขลังเล แม้ปันจะเป็นคนที่สนิทที่สุด “ฉันฝัน… ฉันเห็นผู้หญิงเดินอยู่ในป่า แล้ว…จบไม่ดีเลย”
ปันถอนหายใจ ลูบหัวเพื่อนเบาๆ “เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”
รุ่งเช้า พิมเห็นเนิสวาดรูปแท่งหินแล้วนิ่งผิดปกติ “รู้รึเปล่าว่าเราเจออะไร” เนิสไม่ตอบ มินแทรกขึ้น “ฉันวาดหน้าเหมือนกันเลยตอนหลับ เห็นเลือดหยดจากตุ๊กตาในรูป”
คำตอบไม่มี แต่ทุกคนรับรู้ระดับความพิลึกของเกาะนี้มากขึ้นเรื่อยๆ
เวลาค่อยๆ หมุนผ่าน ทุกคนเริ่มหิวทรมาน ต้องตัดสินใจล่าหาอาหารในป่า มินงัดมีดพกออกมา “อนุญาตให้ใช้แค่ยามจำเป็นนะ” เขามองหน้าพิม
บอยตัดสินใจล่าเดียวดายจนถูกตะขาบกัด ต้องหาวิธีรักษาด้วยสมุนไพรเฉพาะที่พิมจำได้จากประสบการณ์บ้านนอก พิมกับปันจึงยิ่งสนิทกัน
พอค่ำลง อ้อมเริ่มพูดไม่หยุด “คิดบ้างไหม…เราจะไม่ได้กลับไป? ถ้ามีใครติดอยู่ที่นี่ตลอดล่ะ?” เงียบอยู่นาน บอยเดินจากไปก่อนจะซบไหล่มินด้วยความอ่อนล้า
ในคืนกลางสายฝน มุขเห็นเงาในป่าอีกครั้ง คราวนี้ชัดเจนกว่าเดิม เธอลุกวิ่งตามแต่พิมคว้าแขนไว้ทัน “มุข หยุด อย่า!” มุขหันมาน้ำตาซึม “มันเหมือนเรียกชื่อฉันอยู่…”
ช่วงถัดมา ทุกคนเริ่มเห็นเหตุการณ์ประหลาดตามจุดต่างๆ ของเกาะ ปันเจอเศษผ้าที่ดูจะเก่ากว่ามนุษย์ มีเศษคราบเลือดจาง พิมเจอเปลเด็กกลางป่า ชวนขนลุกจนต้องถอยหายใจหอบ
โอ๊ตที่เคยหัวเราะเริ่มเสียศูนย์ มองทุกคนอย่างกังวล เมื่อมีเสียงคนเดินวนรอบแคมป์ในยามค่ำ “นั่นใคร!” เขาตะโกน วงล้อมเปลวไฟแน่นเข้า ส่วนเนิสแอบนั่งเงียบซ่อนรูปวาดที่วงกลมด้วยสีแดงทั้งหน้า
ตอนเช้า ปันและพิมรวบรวมความกล้าชวนเพื่อนเปิดใจ อ้อมระเบิดอารมณ์ “นายคิดว่าทุกอย่างแก้ได้ด้วยความเป็นผู้นำเหรอปัน? นายกลัวจะซ้ำกับที่บ้านใช่ไหม” ปันผงะ ก่อนจะเงียบยาว
บอยเสนอให้แยกกลุ่มค้นหาความช่วยเหลือ มรุม–เด็กสาวกะโหลกหนาแต่ใจดีขัดขึ้น “ถ้าเราแตกกลุ่ม เกิดอะไรขึ้นจะช่วยกันไม่ทัน” มินเห็นด้วย
มินกับโอ๊ตฝันเห็นเด็กผู้หญิงร้องไห้และเรียกชื่อพวกตนผ่านช่องแสงเล็กๆ ในป่า เสียงนั้นสะท้อนก้องในใจ
เย็นวันหนึ่ง พวกเขากลับมาพบเต็นท์ถูกรื้อค้น อาหารหายบางส่วน และเศษผ้าสีแดงถูกทิ้งไว้ พิมค้นในทรายพบกล่องดินสอเด็ก มีผมผู้หญิงพันอยู่อย่างแปลกประหลาด
กลุ่มขัดแย้งหนักขึ้น อ้อมโวยวายใส่บอยเรื่องความรับผิดชอบ บอยทำหน้าเจื่อน “ฉันก็แค่พยายามจะรอด”
คืนนั้นเสียงฝีเท้ารอบแคมป์วนซ้ำๆ เนิสพูดเสียงเรียบ “เหมือนเราถูกจ้องมอง”
รุ่งสาง ทุกคนลงมติให้สำรวจอีกด้านของเกาะ ระหว่างทางพวกเขาเจอสวนกล้วยไม้รกร้าง ปันเห็นรูปวาดผู้หญิงบนก้อนหิน มุขหน้าซีด “ผู้หญิงคนนี้…หน้าคล้ายฉัน” เธอพูดเบาๆ
โอ๊ตถาม “อย่าบอกนะว่าเป็นญาติเรา?” มุขส่ายหน้า หนีขึ้นไปบนทางเดินในป่า พิมวิ่งตามเข้าไปจนทันคว้าแขน “เธอกลัวเรื่องอะไร เล่าให้พวกเราฟังได้ไหมมุข”
มุขเงียบงัน น้ำตาซึม “แม่เคยเล่าให้ฟังว่าผู้หญิงในตระกูลถูกสาป คนสุดท้าย…หายไปในป่า ไม่มีใครหาเจอ”
มินจับมือมุขแน่น “นั่นเป็นแค่เรื่องเล่า รอกลับไปบ้านแล้วค่อยเคลียร์ ดีไหม”
มุขเงยหน้าเค้นเสียง “แต่ฉันเหมือนเห็นเงาตัวเองทุกคืน เหมือนมันสะกดให้วิ่งเข้าไปในป่าเรื่อยๆ”
ปันเก็บความรู้สึกผิดในใจไม่อยู่ “ฉันปล่อยให้กุมภ์หายไปคืนนั้นเพราะกลัวจะโดนตำหนิ จนต้องเสี่ยงโดนลงโทษทั้งกลุ่ม” หันมากอดมุขแน่น
เนิสหยิบสมุดออกมา “ทุกคน กลับแคมป์เถอะ เดี๋ยวจะมืดอีก”
คืนนั้นอ้อมกับบอยทะเลาะกันรุนแรงเรื่องอดีตที่ต่างเก็บซ่อน อ้อมร้องไห้ “นายคิดบ้างไหมว่าฉันก็กลัวเหมือนกัน” บอยเดินหนีออกไปปล่อยให้ความเงียบแทรกตัวกลางสองหัวใจ
เช้าตรู่ มุขหายไปจากแคมป์ทันที ปันกับพิมออกค้นหา จนกระทั่งพบมุขนั่งกอดเข่าใต้ต้นไม้ที่มีตุ๊กตาไม้ “ฉันอยากรู้เรื่องแม่ให้หมด…อยากรู้ว่าทำไมต้องโดนสาป”
ปันนั่งลงข้างๆ “แต่เราทุกคนมีเรื่องที่กลัวอยู่ข้างในทั้งนั้น อย่างฉันก็กลัวว่าถ้าพวกเราเป็นอะไรไปอีก ฉันจะอยู่ยังไง…”
เสียงเด็กหญิงแผ่วเบาดังออกมาจากป่า มินมองหน้าเพื่อน “มันเหมือนเดิมเลย ใช่ไหม?” โอ๊ตพยักหน้าอย่างเงียบๆ
ช่วงบ่าย เนิสกับอ้อมสำรวจอีกฝั่งของเกาะ พบศิลาจารึกคล้ายที่แล้ว อยู่ตรงกลางป่า อ้อมมือสั่น “ถ้าไขปมนี้ไม่ได้ เราจะออกจากเกาะไม่ได้ใช่ไหม” เนิสสบตา “ไม่รู้สิ แต่ตอนนี้มีแค่เรา”
ทุกคนรวมตัวที่ศิลาจารึก มินหยิบมีดกรีดนิ้ว หยดเลือดลงไปบนหินตามตำนานที่อ่านเจอ “ถ้าใครยังมีเรื่องค้างคาใจ ต้องพูดออกมาหมด”
เสียงเงียบกึกชั่วขณะ ก่อนอ้อมปล่อยโฮ “ฉันแอบโกงข้อสอบใหญ่ เพื่อได้ทุน…แต่ไม่กล้าบอกใคร” บอยโอบไหล่ “ฉันนอกใจเธอ…เพราะอยากเอาชนะเธอด้วยซ้ำ”
ความจริงแต่ละคนถูกคลี่ออกทีละนิด น้ำตา ความกล้า และความเสียใจปะปนกันไป มือแต่ละคนวางทับบนหินเหมือนจะถ่ายทอดสิ่งที่อัดแน่นในใจสู่เกาะแห่งนี้
สายหมอกจากเหนือน้ำค่อยๆ จาง ปันมองข้ามไหล่ “เราได้ยินเสียงเรือไหม?”
เสียงเครื่องยนต์แผ่วๆ ดังขึ้น พิมยิ้ม “นั่นสัญญาณหวังใช่ไหม?”
แต่เนิสขยับไปตรงหน้าหิน นั่งลงหลับตา “ไม่ใช่ทุกคนจะยอมรับอดีตได้ง่ายขนาดนั้น คนที่ยังโกหกตัวเองจะติดอยู่กับความกลัวเสมอ”
ทุกคนเงียบ คำพูดนั้นฝังแน่นจนยากปฏิเสธ
สุดท้ายปันรวบรวมกล้า “ผมกลัวมาก…กลัวว่าผมไม่ซื่อสัตย์กับตัวเอง…แต่ผมพร้อมให้อภัยทุกคน แม้แต่ตัวเอง” หันไปกุมมือเพื่อน “เราเป็นครอบครัวเดียวกันที่รอดมาแล้ว”
ช่วงเย็น แสงแดดลอดผ่านม่านหมอก เกาะทั้งเกาะเปลี่ยนเป็นสีทอง ทุกคนลุกขึ้นกอดกัน น้ำตาและรอยยิ้มหลอมรวม บางคนพูดขอบคุณ บางคนขอโทษ บางคนแค่เงียบรับรู้
เรือกลับเข้ามารับ ทุกคนเหลียวมองเกาะเล็กๆ แห่งนี้เป็นครั้งสุดท้าย ความทรงจำและความกลัวกลายเป็นบทเรียนส่วนหนึ่งในชีวิต
เมื่อเรือหายลับขอบฟ้า ท่ามกลางแสงยามเย็น ภาพสุดท้ายของเกาะปริศนา หลุมดินเล็กๆ ที่ตุ๊กตาไม้วางอยู่กลับส่งรอยยิ้มแผ่วให้กับสายลม…ไม่มีใครรู้ว่าคำสาปนั้นจบสิ้นลงหรือยัง…