ในเงาแห่งศิลป์
เสียงเปิดกลอนเหล็กสตูดิโอศิลปะสีเขียวซีดดังขึ้นในเช้าวันหนึ่งกลางเดือนมิถุนายน ศักดิ์ยืนลังเลหน้าประตู มือขวากำสมุดสเกตช์สภาพยับยู่ยี่ ขอบใบคิ้วแน่นเพราะยังไม่หายจากความขมขื่นของค่ำคืนก่อน เสียงหัวเราะเบาๆ ของใครบางคนทะลุผ่านบานกระจกฝ้ามาจากข้างใน เขาสูดลมหายใจลึก ผลักประตูบุเหล็กเข้าไป
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ในห้องโถงหยาบกร้านกลิ่นสีเทอร์พีนและน้ำมันสนแทรกผสมละอองฝุ่นโบราณ นริศา เพื่อนร่วมห้องรูปหล่อ ใส่ผ้ากันเปื้อนเปื้อนสีชมพูสด กำลังขึงผ้าใบกับเฟรมพลางพูดเปรยกับสุรีย์ หญิงสาวผมสั้นแววตาเฉียบคมที่นั่งวาดภาพเงียบ ๆ ตรงโต๊ะมุมฝั่งซ้าย
“มาสายอีกแล้ว ศักดิ์” เสียงนริศาเอ่ย รอยยิ้มจาง ๆ กับแววตาประหลาดคล้ายจะเย้ยแต่ก็มีความห่วงหาเจือจางอยู่ในนั้น
สุรีย์เหลือบมองแวบเดียวแล้วก้มหน้าราวกับสนใจแค่เส้นสายบนกระดาษ ไม่เอื้อนเอ่ยคำใด เขาพยักหน้ารับลวก ๆ แล้วเอาสมุดยัดใส่ล็อกเกอร์ เดินไปหยิบพู่กันที่เก็บซ้อนหลังตู้ ตั้งหน้าตั้งตาทำงานไม่สบตาใคร แม้ได้ยินเสียงหัวเราะแผ่วๆ หลังม่านกระจกในห้องเก็บผลงาน
เสียงเคาะกระจกใสจากฝั่งหน้าต่างดังขึ้น วรรณา เปิดประตูเข้ามาพร้อมเป้ใบเล็กแขวนไหล่ ตาที่แดงก่ำเหมือนไม่ได้นอนทำให้ทั้งห้องมีกระแสเย็นวาบผ่านศูนย์กลาง
“เมื่อคืน…มีใครอยู่ถึงดึกไหม” เธอเอ่ยเสียงแหบเบา ใครเจอกับสายตาเธอต่างหลบทันที
ศักดิ์เหลือบมอง รอยใจหวิวแล่นผ่านอก เขาย้อนคิดถึงความฝันที่คล้ายจริงเมื่อคืน ภาพเพื่อนสาวคนหนึ่งยืนอยู่ใต้ไฟสลัว เสียงฝีเท้ากระทบไม้เก่า เสียงน้ำหยดใต้ถุนกับกระซิบเบา ๆ ว่า “อย่าให้ใครรู้…”
แต่ไม่มีใครตอบวรรณา เธอจึงถอนหายใจ เดินไปที่โต๊ะทำงาน ท่ามกลางความตึงเครียดชวนอึดอัด
เวลาผ่านไปไม่นาน คณาจารย์ประจำสตูดิโอเดินเข้ามา ท่าทางรีบร้อน ใบหน้านิ่งแต่มีร่องรอยวิตก “เมื่อคืน วารีหายตัวไป ไม่กลับบ้านใครเจอเธอบ้าง”
ทุกสายตาหันมาสบกันเงียบกริบ บางคู่ยักไหล่ บางคู่เสียงกลืนน้ำลายชัดเจน ไม่มีใครกล้าเอ่ย วารีเป็นเพื่อนร่วมห้องที่ปกติน่ารัก แจ่มใส ไม่น่าอยู่ดีๆ จะหายไป
อาการร้อนรนเริ่มแทรกซึม ศักดิ์กัดริมฝีปาก เขาเคยพูดจาแรงกับวารีวันก่อน ท่ามกลางเสียงโต้เถียงเรื่องงานกลุ่ม เขาจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าสะบั้นใจเธอขนาดไหน ความรู้สึกผิดแล่นวูบจนแทบหายใจไม่ทัน
ในขณะที่ทุกคนเริ่มระแวง หรือแกล้งทำไม่สน เกิดกระแสข่าวลือใต้โต๊ะว่ามีเสียงปริศนาในห้องเก็บงานบางคืน ภาพวาดบางภาพถูกพลิกคว่ำราวกับเจ้าของผลงานไม่ต้องการให้ใครเห็น
ตกค่ำ ศักดิ์ยังนั่งทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น เสียงนาฬิกาเดินช้า ๆ เขาเผลอลูบกล่องพู่กันไม้เก่าบนโต๊ะ ภาพสะท้อนในกระจกฝ้ามีเงาร่างใครซุกอยู่หลังเสาหน้าห้อง ศักดิ์หายใจติดขัด ก่อนเสียงกรอบแกรบของไม้พื้นจะดังขึ้น เขารีบหันกลับ ไม่มีใคร
คืนต่อมา ศักดิ์นอนไม่หลับ กลับมาที่สตูดิโอคนเดียว แสงไฟหลอดเล็กค่อย ๆ พร่า เขาเดินลากเท้าช้า ๆ ไปมุมห้องเก็บผลงาน เห็นภาพวาดของวารีถูกพลิกคว่ำอยู่และผ้าขาวบางคลุมไว้ เขายื่นมือจะเปิดผ้า ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าดังขึ้นข้างหลัง เสียงหายใจหนักของใครคนหนึ่ง ศักดิ์ใจหายวาบ หันกลับไปพบสุรีย์ยืนตัวสั่น ตาแดงก่ำ
“นายก็รู้ใช่ไหม ว่าคืนนั้นเกิดอะไรขึ้น” สุรีย์กระซิบเสียงแห้ง น้ำตาไหลริน ศักดิ์ลังเลก่อนส่ายหน้าช้า ๆ
สุรีย์ยืนนิ่งเหมือนกำลังต่อสู้กับบางอย่างในใจ เธอพูดต่อเบา ๆ “เธอไม่ได้หายไปเปล่า ๆ หรอก สิ่งที่อยู่ในภาพมัน…มันเลือกใครสักคนมาแทนที่ตลอด”
ความเงียบแน่นขนัด เสียงแอร์เก่าดังแทรก ศักดิ์รู้สึกร้าวและกลัว แต่แววตาสุรีย์จริงจัง เขาไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เธอบอกเป็นแค่ความเครียดหรือเรื่องจริง ทว่าภาพในสมุดสเกตช์ของเขาเองก็มีรอยฝันร้ายที่ไม่อาจอธิบายได้
วันถัดมา นักศึกษาทุกคนถูกเรียกสัมภาษณ์โดยคณาจารย์ พวกเขาถามถึงความสัมพันธ์ ภาพวาด และคืนที่วารีหายไป ศักดิ์เริ่มได้ยินเสียงกระซิบในหูกลางดึก ทุกคืนภาพเงามืดที่ปลายเท้ายิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ
นริศาพยายามแกล้งหัวเราะกลบเกลื่อน “เราแค่เครียดกันไปเองมั้ง อย่าไปคิดมาก ทุกปีมีเด็กหายสักคน เค้าว่าผีศิลป์แกล้ง”
แต่สายตาเขาเองก็ปกปิดความหวาดหวั่นไม่มิด ศักดิ์หันสบตากับวรรณาผู้แอบจับมือเขาใต้โต๊ะ คำถามร้อยพันวนซ้ำอยู่ในหัว เงื่อนไขเดียวที่จะไขปริศนาได้น่าจะอยู่ในคืนที่ทุกคนอยู่ด้วยกัน ก่อนวารีหายไป
พวกเขาเริ่มตกลงกลับไปสำรวจในสตูดิโอยามค่ำ ทุกคนจ้องมองผลงานเก่าแต่ละชิ้น ภาพวาดจากฝีมือวารีเต็มไปด้วยเงาดำซ้อนแทรก ลวดลายประหลาดที่เหมือนจะขยับได้ในแสงเงา ศักดิ์ควานหาคำตอบจากสิ่งรอบตัว ขณะที่เพื่อน ๆ ต่างเผยแววตาหวาด กลัวและเศร้าในแบบที่แตกต่างกัน
ระหว่างที่นั่งล้อมวงกล่าวถึงวันที่วารีหาย สุรีย์ประหลาดใจที่ไม่มีใครยอมรับสิ่งที่เห็นต่างคืนกัน บางคนบอกว่าวารีออกไปเอง บางคนว่าเห็นเงาดำทะมึนโอบหลังวารีไว้ ศักดิ์เริ่มแยกไม่ออกระหว่างจริงกับจินตนาการ
เสียงของอาจารย์สาวท่านหนึ่งดังฝ่าวงสนทนา “บางที…ศิลปะเก็บเรื่องไว้มากกว่าที่เราจะเข้าใจ พวกเธอเคยถามภาพไหมว่าต้องการอะไรจากเรา”
นั่นเป็นคืนแรกที่ศักดิ์ฝันว้าวุ่นถึงภาพวาดตัวเอง เขาเดินเข้าหาเฟรมผ้าใบที่ปากกาดำวาดเงาคนไว้กลางช่องว่าง ไม่มีหน้า ไม่มีชื่อ แต่เงานั้นค่อย ๆ เหลียวมองกลับมา
ตื่นเช้า ศักดิ์มีรอยขีดดำปริศนาขึ้นที่ข้อแขน มันเหมือนรอยหมึกแต่ถูไม่ออก วรรณาเห็นเข้าก็หน้าซีด เขายิ้มแห้ง ๆ แถมเหน็บ “อย่าเพิ่งคิดมาก เราคงเผลอวาดใส่ตัวเองยามลืมตาฝันกลางคืน” ทว่าในใจกลัวจนบอกใครไม่ได้
ในขณะที่เรื่องราวขยาย ศักดิ์เริ่มปะติดปะต่อว่าภาพวาดของทุกคนในห้องต่างมีลวดลายประหลาดปรากฏเป็นเงามืดขยายขึ้น ในบรรยากาศกดดันและความไว้วางใจที่เริ่มสั่นคลอน แต่ละคนมีเรื่องที่ไม่กล้าเผยแผ่ ทั้งการชิงดีชิงเด่น ความริษยา ความเหงา ความรู้สึกผิดเก่า ๆ
วันที่ฝนพรำหนักเป็นพิเศษ พวกเขาตัดสินใจเฝ้าสตูดิโอคืนนั้นด้วยกัน ศักดิ์เดินวนไปเอาน้ำที่ชั้นวาง เขาหยิบขวดน้ำแล้วหล่นแตกลงพื้น เสียงดังปานกลางจนทุกคนสะดุ้ง ที่พื้นใต้ขวดที่แตกมีรอยเท้าดำสนิทปรากฏวางอยู่ ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้
สายตาทั้งห้องจ้องไปที่จุดนั้น ในห้วงเงียบพลันมีลมหายใจเย็นยะเยือกราวกับทุกตาเห็นเงาบางอย่างคลานออกมาจากใต้โต๊ะ
นริศารีบตะโกนเสียงสั่น “เราออกไปก่อนดีไหม เอาไว้ค่อยมาดูวันหลัง—”
สุรีย์คว้ามือศักดิ์ไว้แน่น “ไม่! ถ้ายังหนี มันจะตามไป” สายตาทุกคู่เต็มไปด้วยความกลัวและสิ้นหวัง เจือด้วยยอมจำนนในความผิดเก่า ๆ
พลันแสงไฟห้องหลักดับวาบ ทุกอย่างมืดสนิท เหลือแค่แสงจากมือถือ เวลานั้นทุกคนต้องเผชิญหน้าตนเอง เสียงกระซิบสลับกันดังชัดแต่ฟังไม่รู้เรื่อง เสียงร้องไห้อ่อนแรง วรรณากอดอกตัวเองเบียดผนัง ศักดิ์ยืนแข็ง คำพูดติดคอจนพูดไม่ออก
ทันใดนั้นเสียงหวีดร้องของสุรีย์ดังขึ้น ทุกคนหันไป พบเธอยืนอยู่กลางห้อง ใบหน้าระรื่นน้ำตา เธอร้องโพล่งออกมา “เราขอโทษวารี! เราไม่ควรผลักเธอวันนั้น! เราแค่…อิจฉา เธอทุกอย่างดีกว่าเรา เราเสียใจ! ทำไมใครๆ ต้องมองเราเป็นตัวร้ายด้วย!” สุรีย์ทรุดลงกับพื้น ตัวสั่น
เสียงเงียบจับขั้วหัวใจ ก่อนวารีจะก้าวออกจากเงาดำเชื่องช้า ร่างเธอสลัวเหมือนแสงเทียนในหมอก ศักดิ์กัดฟันแน่น รวบรวมใจพูด “เราก็ผิด เราเองก็พูดแรงไป วันนั้นเราแค่อยากปกป้องผลงานตัวเอง แต่เราไม่คิดว่ามันจะไปกดทับใจคนอื่นมากขนาดนั้น ขออภัยนะวารี ขอโทษจริง ๆ”
วรรณาหลุบตามองต่ำ น้ำตาร่วงเข้าปาก เกาะแขนศักดิ์ไว้เบา ๆ ส่วนเสียงนริศาก็สั่นเบา ราวกับกลัวทั้งที่ตัวเองไม่เคยกล้ายอมรับว่ารู้เห็น
แสงเทียนสลัว ๆ ลอยวนอยู่กลางห้อง ภาพในเฟรมเงามืดเริ่มเปลี่ยน กลายเป็นภาพวารี สายตาเธอเต็มไปด้วยความเศร้าและให้อภัย เงาดำค่อย ๆ จาง สิ่งลี้ลับที่เก็บงำในงานศิลป์คลายตัวลง
เช้าตรู่วันใหม่ แสงแดดลอดหน้าต่างเก่าฉาบให้อากาศห้องเปลี่ยนไป ศักดิ์นั่งในห้องว่าง ผ้าม่านปลิวเบา ๆ สมุดสเกตช์วางเปิดที่ภาพเงาดำซึ่งค่อย ๆ เลือนหาย เหลือแต่รอยเปื้อนจาง ๆ
สุรีย์เดินเข้ามาช้า ๆ นั่งข้าง ๆ เอื้อมมือแตะไหล่เขา “เรายังอยู่…เราจะไม่หนีอีกต่อไป” ศักดิ์มองหน้าเธอ สบตาวรรณาที่เดินมาหยุดหน้าประตู เธอยิ้มให้ทุกคน อากาศเต็มไปด้วยความหวังใหม่ ๆ ที่ค่อย ๆ สูงขึ้น
ณ บริเวณห้องโถงเก่าสตูดิโอ ผลงานแต่ละชิ้นถูกตั้งโชว์อย่างสงบ ศักดิ์ วรรณา นริศาและสุรีย์ ยืนดูภาพวาดของวารี เขาลูบรอยเปื้อนจาง ๆ แล้วผงกศีรษะให้ราวกับส่งเธอกลับบ้าน ทุกคนเงียบงัน ต่างคนต่างมีแววตายอมรับความผิดในอดีตและความจริงที่ต้องเติบโตไปพร้อมกัน