ลมหายใจแห่งเกาะกลางทะเล
แสงแดดกระทบผืนน้ำสีฟ้าเข้ม กลิ่นเค็มของทะเลตีขึ้นจมูก ภีมยืนบนนั่งร้านท้ายเรือสำรวจ “โอเชียนามิ” สองมือจับราวเหล็กแน่น ขณะที่เสียงเพื่อนร่วมทีมดังก้องมาแต่ไกล
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ภีม! นายจะยืนเฉยอะไร รีบช่วยฉันดึงแผนที่ขึ้นมาก่อนเถอะ” นนท์ตะโกนจากหัวเรือ เหงื่อซึมทั่วคิ้วแต่ก็ยังอดยิ้มไม่ได้กับความซุ่มซ่ามของเพื่อน
“เออๆ รอแป๊บ” ภีมตอบกลับ แต่สายตาเขายังมองไกลออกไปที่เส้นขอบฟ้า ใจหนึ่งอยากจะจดจำความเวิ้งว้างตรงนี้ ก่อนทุกอย่างจะเปลี่ยนไป
มีนาเดินมาเงียบๆ เส้นผมเปียกน้ำทะเล เธอยื่นขวดน้ำให้ภีม “หิวมั้ย นายกินอะไรบ้างหรือยัง”
ภีมส่ายหัว “ไม่เท่าไหร่ นี่ขอบใจนะ”
ขณะที่ทั้งสามคนกำลังคุยกัน เสียงผลิตเสียงดังปังจากใต้ท้องเรือ ทุกคนหันขวับ กิตพลที่แอบแฝงความเคืองไว้ในแววตาหลุดปาก “อ่ะไรวะ คราวนี้อะไรอีก?”
เครื่องยนต์คำรามสั้นแล้วเงียบ ทุกอย่างนิ่งงัน นนท์สบตาภีมและมีนา “หมดสัญญาณแล้วว่ะ”
เวลากลับกลายเป็นศัตรู คลื่นลูกแล้วลูกเล่าสาดซัดขอบเรือ ขณะทุกคนเร่งดึงของสำคัญขึ้นมาจากใต้ท้องเรือ ฝั่งฟ้าระยิบระยับนั้นมีเพียงอ้อมแขนของเกาะรกร้างตั้งตระหง่านอยู่ไกลๆ
“เราต้องเข้าเกาะนั่น” เสียงภีมเรียบเย็นแต่เด็ดขาด ทุกคนเหลือบตามองกัน กิตพลสบถเบาๆ “แล้วจะรอดเหรอวะ”
เรือเล็กลอยเป๋กลางคลื่น ก่อนจอดติดหาดโคลน มีนาเป็นคนแรกที่กระโดดลงน้ำ พลันทรายเย็นใต้ฝ่าเท้า ฮัมเพลงในคอเบาๆ ปลอบใจตัวเอง “อย่างน้อยก็ดีกว่าจมอยู่กลางทะเล”
เมื่อเท้าทั้งสี่เหยียบเกาะ พวกเขามองตากันเงียบ ๆ ภีมหยิบเป้สะพายหลังขึ้น “ต้องสำรวจรอบเกาะก่อน หาแหล่งน้ำ กับที่หลบแดด”
กิตพลแทรก “อย่าไปลึกมากนัก ลุงฉันเคยบอกเกาะในแถบนี้…ว่ามันมีอะไรแปลกๆ”
นนท์หัวเราะ “ขี้โม้” แต่ความกลัวในเสียงหัวเราะนั้นชัดเจน
หลังจากตั้งแคมป์ชั่วคราวใต้ต้นโกงกาง ใจกลางป่าชื้น ทั้งสี่คนนั่งล้อมวงไฟเล็ก ๆ ความเงียบปกคลุมอากาศ ต่างคนต่างใช้ความคิด นนท์จ้องกองไฟสลับกับใบหน้ามีนา สักพักจึงรวบรวมใจถามขึ้นว่า “มีนา กลัวมั้ย?”
มีนาก้มหน้า “ฉันไม่ได้กลัวเกาะนี้…ฉันกลัวว่าเราจะไม่เหมือนเดิมกันอีก”
บรรยากาศตึงเครียด กิตพลลุกเดินออกจากวงไฟ ภีมมองตาม ถอนหายใจยาว “ต่างคนต่างมีอะไรในใจสินะ”
เสียงลมกรรโชกต้นไม้กิ่งไหว มีนากระซิบกับภีม “เมื่อคืนกิตพลนอนไม่หลับ เขาบอกฝันร้าย แต่ฉันไม่แน่ใจ เขาดู…เปลี่ยนไป”
วันรุ่งขึ้นพวกเขาแบ่งหน้าที่ออกสำรวจเกาะ ภีมกับมีนาไปทางทิศเหนือ กิตพลกับนนท์ไปทางทิศใต้ เสียงใบไม้สีกันตลอดทาง ภีมเหลียวหลังมองมีนาเป็นระยะ “ถ้ามีอะไรแปลก…นายจะบอกฉันใช่มั้ย”
มีนาชะงัก ก่อนยิ้มจาง “ถ้าใช่ มันจะช่วยอะไรได้หรือ”
ขณะที่เดินลึกเข้าไปในป่า พวกเขาพบเศษกระดาษเก่าๆ ปักติดต้นไม้ “อะไรน่ะ?” ภีมเอื้อมหยิบขึ้น มีนาอ่านตัวอักษรลวกๆ ที่เขียนด้วยถ่าน “อยู่ให้เงียบ อยู่ให้รอด”
ภีมเงียบ หน้าซีดลง เหงื่อออกฝ่ามือ ความรู้สึกไม่ปลอดภัยค่อยๆ คืบคลานเข้ามา
อีกฝั่งหนึ่ง กิตพลกับนนท์เดินพร่ำบ่น นนท์หยิบเศษขวดน้ำพลาสติกขึ้นมาดู “มีคนเคยอยู่ที่นี่?”
กิตพลหรี่ตา “อย่าเริ่มเพ้อเจ้อ”
ใต้ต้นไม้เก่า พวกเขาเจอเสื้อผ้าที่ถูกทิ้งไว้จนมีเชื้อราเกาะ กิตพลใจหายวาบโดยไม่มีเหตุผล ขยับห่างจากเสื้อผ้านั้น “กลับกันเถอะ ฉันว่าไม่ปลอดภัย”
คำคืนนั้น เสียงฝนกระหน่ำลงบนหลังคาใบไม้ ทุกคนนั่งนิ่ง มองไปที่กองไฟที่ค่อยๆ มอด
“ฉันได้ยินเสียงคนเมื่อคืน” ภีมพูดเสียงเบา กิตพลหัวเราะกลบเกลื่อน “อย่ามโน” แต่นนท์กับมีนากลับสบตากัน จริงจัง
รุ่งเช้าสายหมอกปกคลุมทั่วป่า นนท์ดูอิดโรย “ฉันเดินละเมอไปจนถึงลำธาร นึกว่าฝัน แต่เท่าที่เห็นคือมีรอยเท้าเด็กวิ่งอยู่ริมลำธารจริง ๆ”
มีนาขนลุก “ทิศเหนือที่เราไปเมื่อวาน… ฉันเห็นเงาอะไรบางอย่าง”
ความสงสัยเริ่มลามกลายเป็นความระแวง รอยร้าวค่อยๆ ปรากฏในมิตรภาพเก่าแก่ ทุกคนปกป้องตัวเองด้วยข้อสงสัย
กลางวันแสกๆ เมื่อออกสำรวจต่อ ภีมแยกกับมีนาโดยไม่ได้ตั้งใจ ขณะก้มเก็บลูกไม้ ภีมได้ยินเสียงกระซิบบางเบากรีดผ่านใบไม้ “ช่วย…ด้วย…”
เขาชะงัก เดินตามเสียงลึกไปในป่า จนเจอซากกระท่อมเก่า ภายในมืดสนิท แต่กลับพบเพียงภาพวาดประหลาดบนผนัง รูปผู้คนกำลังถูกล้อมด้วยเงาดำ
นนท์วิ่งตามมาหา “หายไปไหนวะ ภีม!”
ภีมหันขวับ เหงื่อแตกพลั่ก “ไม่มีอะไร…” เขาโกหก ก่อนจะเดินออกห่างทั้งที่หัวใจหนักอึ้ง
ตกบ่าย มีนากอดเข่าริมหาด นั่งนิ่งกวาดสายตามองทะเล เธอกับกิตพลพูดคุยกันอย่างเคร่งเครียด
“ถ้านายรู้…ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากเกาะ แต่มาจากในกลุ่มเราเองละ?” มีนาถามเสียงเบา
กิตพลเบือนหน้า “พูดอะไร…”
มีนาน้ำตาคลอ “ไม่ใช่ทุกความลับที่ควรถูกเปิดเผยใช่มั้ย?”
คืนนั้นไม่มีใครหลับสนิท เสียงขีดข่วนตามผนังแคมป์คล้ายสัตว์อะไรผ่าน ทุกคนเอาแต่สบตากันเงียบ ๆ จนภีมเผลอถามออกมา “ที่แท้…พวกเรากลัวอะไรมากกว่ากัน เกาะ หรือกันและกันเอง?”
นนท์กระชากเสียง “พอเหอะ! นายพูดแบบนี้ทำไม!”
เช้าวันใหม่ พวกเขาประชุมกันกลางลานป่า ภีมนำเสนอแผนจะเดินสำรวจรอบเกาะใหม่ โดยพกของใช้และทิ้งทุกอย่างที่ไม่จำเป็นเพื่อคล่องตัว
กิตพลค้าน “นายใช่มั้ยที่ขโมยอาหารแห้งเมื่อคืน!”
เสียงนางแตกร้าวในกลุ่ม ภีมปฏิเสธทันที “ไม่ใช่ฉัน!”
มีนาต้องลุกขึ้นกลางวงน้ำตาซึม “ฉันแอบเอาของไปเอง ฉันกลัวจะไม่มีวันกลับบ้าน…” เธอสลดลงอย่างยากจะบรรยาย
ความตึงเครียดแปรเปลี่ยนเป็นความเห็นใจ นนท์ช่วยปลอบ “ไม่เป็นไร ใครก็กลัวทั้งนั้น ทิ้งกันไม่ได้”
ขณะกำลังจะออกเดินทาง เสียงร้องจากป่าไกล ๆ แหลมสูงจนทุกคนหยุดนิ่ง ทุกสายตาเบิกโพลง ภีมตัดสินใจ “เราเข้าไปดู ไม่ทิ้งกันไว้ข้างหลัง”
ใต้เงาไม้สลัว กลิ่นดินเปียกชัดขึ้น ทุกฝีเท้าลึกเข้าไปในเกาะยิ่งพบร่องรอยประหลาด เส้นผมเด็กถูกมัดติดกับเศษผ้า มีรูปปั้นหินเก่าแก่ตั้งอยู่ พวกเขามองหน้ากัน ไม่เอื้อนเอ่ย เป็นความกลัวที่ไม่มีคำพูดอธิบาย
จนถึงตอนค่ำ กิตพลเริ่มพูดจาแปลกประหลาด เงียบขรึม หลีกเลี่ยงสายตาคนอื่น มีนาเข้าไปนั่งข้าง สอบถาม “นายไม่สบายหรือเปล่า?”
กิตพลจ้องหน้ามีนานาน ก่อนกระซิบ “ฉันเห็นเงา…ตอนหลับตามันยังอยู่ตรงนั้น”
มีนากระตุกมือเขา “อย่าคิดมาก”
เหตุการณ์แปลกประหลาดทวีคูณ เสียงฝีเท้าเดินวนรอบแคมป์ทุกคืน ข้าวของหาย ขีดข่วน รอยเท้าแปลก ๆ ทำให้พวกเขายิ่งระแวง
ภีมกับนนท์แอบคุยกันนอกแคมป์ “กิตพลมีอะไรไม่ปกติ นายเห็นมั้ย?”
นนท์กัดฟัน “เราไว้ใจใครไม่ได้แล้วหรือเปล่า”
เสียงเงียบงันคลี่คลาย ทิ้งเพียงบรรยากาศกดดัน ความหวาดกลัวกัดกินกลุ่มทีละน้อย
เช้ามืดภีมนั่งกอดเข่าอยู่ริมทะเล พยายามคิดหาทางรอด เสียงลมหายใจของมีนาข้าง ๆ แผ่วเบา
“นายกลัวตายไหม ภีม”
ภีมชะงัก ก่อนตอบ “กลัวว่าตัวเองจะไม่เหมือนเดิมถ้ารอดออกไป”
ขณะสำรวจป่าอีกวัน มีนาหายตัวไประหว่างทาง ภีมตะโกนเรียกจนเสียงแหบ แต่ไม่มีเงาตอบกลับ ทุกคนระดมกำลังค้นหา รอยเท้านำไปสู่ลำธารแห่งหนึ่งที่เย็นฉ่ำเจือกลิ่นปลาเน่า
กิตพลเป็นคนค้นพบ: มีนานอนหมดสติริมลำธาร ใกล้ตัวมีข้อความฝังอยู่บนทราย “อย่าเชื่อใคร…แม้แต่ตัวเอง”
เมื่อมีนาฟื้นขึ้น เธอเล่าเสียงสั่น “ฉันเห็นเด็ก…เด็กผู้หญิงผมยาว เดินอยู่ในป่า แวบเดียวก็หายไป”
ทุกคนหัวใจเต้นแรง เสียงคลื่นปะทะโขดหินเหมือนเสียงกรีดร้อง
คืนนั้นเอง ภีมหยิบแผนที่เก่าในเป้เปิดดูอีกครั้ง เงาสะท้อนในตะเกียงทำให้เขาสังเกตข้อความซ่อน “คำสาปอยู่ในใจคน…ไม่ใช่ในเกาะ”
เช้าวันต่อมา พวกเขาตัดสินใจเผชิญหน้า วิ่งไปยังจุดกลางเกาะที่มีเสาหินโบราณสลักลวดลายประหลาด ทุกคนยืนล้อมวง ริมเส้นแดนที่มีแต่เงาสลัว
ภีมพูดเสียงแข็ง “ใครมีอะไรที่ปิดบังกัน…พูด!”
ความเงียบชั่วขณะ ก่อนสุดท้ายกิตพลสารภาพ “ฉันเคยคิดจะเอาของกินไปซ่อนไว้เองตอนกลัวตาย แล้วคืนนั้นที่มีเสียงกรีดร้อง ฉันลุกออกไป ไม่ได้ปกป้องใครเลย”
บรรยากาศหนาตัวด้วยความอัดอั้น นนท์เดินเข้าจับบ่ากิตพล “เราทุกคนทำผิด แต่เรายังอยู่ด้วยกัน นั่นแปลว่ายังมีหวัง”
มีนาน้ำตาไหลพราก เธอพูดจากใจ “ฉันโกหก…ฉันไม่ได้เห็นอะไร ฉันแค่กลัวอยู่คนเดียวมากเกินไป”
เสียงหัวใจของกลุ่มเต้นเป็นจังหวะเดียวกัน ความซื่อสัตย์ซ่อนอยู่เหนือความกลัว ทุกคนเริ่มสรรค์สร้างแผนรอดใหม่ คราวนี้ด้วยความไว้ใจกันมากขึ้น
ขณะที่เก็บเสบียงเตรียมล่องแพกลับ ผืนน้ำแผ่วเบา ภีมหยุดมองเกาะสุดท้าย ถามทุกคน “ถึงเวลาออกไป เรายังเป็นเพื่อนกันใช่ไหม?”
นนท์หัวเราะเบา “เราต่างรอดมาได้ ไม่ตั้งแค่มีกัน…แต่เราต้องยอมรับเงาในใจด้วย”
ช่วงเย็นขณะที่แพไหลห่างชายฝั่ง แสงอาทิตย์ตกสีทองฉาบผิวน้ำ ภีมเงยหน้าขึ้น กลืนน้ำตาในคอ “ต่อให้ฉันกลับไป คนที่ฉันเป็นจะไม่เหมือนเดิมอีก…แต่ฉันก็พร้อมแล้ว”
แต่ละคนมองเกาะลางๆ ที่หายไปในสายหมอก ทุกคนมีรอยแผลใหม่ แต่หัวใจพร้อมเผชิญโลกใบกว้างที่รออยู่…