คำสาปกลางเกาะเงียบงัน
เสียงเครื่องยนต์เรือสั่นสะเทือนใต้ฝ่าเท้า ขณะมุก กวี และตะวันล่องเรือบนทะเลเปิดในเช้าทำงานกลุ่มวิชานิเวศวิทยา ทะเลนิ่งสนิท แสงแดดกรีดผ่านคลื่นที่มีเพียงรอยเรือเจือเส้น จุดหมายคือเกาะกลางทะเลที่ไม่มีชื่อบนแผนที่อาจารย์ มุกจับแว่นกันแดดแน่น กาวีมองกล้องพกในมือ ตะวันหาวพลางหยิบขวดน้ำขึ้นจิบ แล้วความเงียบก็จางหายเมื่อเครื่องยนต์ชะงัก หน้าทุกคนเปลี่ยน สีหน้าเจือกังวลคลายไม่ลง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!กาวีขยับขึ้นหัวเรือ “น้ำมันหมดรึเปล่า”
ตะวันนิ่งงันส่ายหน้า มุกเหลียวหลังมองฝั่งที่ห่างออกไปพอสมควร แม้คลื่นจะค่อยๆ พาเรือขยับเข้าใกล้เกาะรกร้าง ทุกคนตัดสินใจพายไม้ กระแทกฝ่ามือด้วยความเครียดทั้งสามคน ทันทีที่เรือลงถึงฝั่ง กาวีเหยียบหาดทรายขาวแต่ลื่นล้มลง กรวดบดกับเท้าเย็นเยียบ
ลมหายใจติดขัดด้วยความเหนื่อย มุกทอดมองไปรอบ ตัวเกาะเงียบเหมือนไร้ชีวิต มีเพียงฝูงนกแก้วบินวน ทะเลสาบอยู่ตรงกลาง มองจากฝั่งเห็นป่าทึบขนาบคลื่น มุกถอนใจหยิบโทรศัพท์ ไม่มีสัญญาณ ท้องฟ้าสีส้มคล้อยต่ำลง
เสียงตะวันย่นจมูก “อย่ามัวเช็คมือถือเลย เดี๋ยวต้องหาที่นอนก่อน ฟ้ามืดหมด”
กาวีเหลือบตาไปทางมุกแต่เงียบ ต้นไม้ขึ้นหนาทึบและหยาดน้ำค้างบนหญ้าระยับราวคราบน้ำตา กาวีเริ่มเดินคลำทางขึ้นสูง เสียงนันท์กระซิบต้นคอ
ต่อมา มุกแอบถ่ายรูปกาวีเดินล่วงหน้าและตะวันย่ำเท้าตามหลัง ตะวันอยากพูดมากกว่านี้แต่คำพูดติดอยู่ที่ลำคอ “นี่ เกาะนี้…เหมือนจะเคยมีข่าวป่ะ”
มุกทำเป็นไม่ใส่ใจ “พูดมากเข้าไปเถอะ โยนมุขแป๊กได้อีก”
กาวีหยุดรอ คิ้วขมวด “หยุดเถียงก่อน มาช่วยกันหาที่หลบฝน เผื่อมันจะตก”
ตะวันเหลือบมองท้องฟ้าเหมือนจะคล้อยตาม กลัว แต่ไม่กล้าวางใจ กาวีก้าวนำเข้าไปในป่า เสียงฝีเท้าบดใบไม้แห้งกรอบใต้ฝ่าเท้า ซุ่มซ่ามจนเถาวัลย์เกี่ยวข้อเท้ามุกจนสะดุด กาวีหัวเราะแบบอดไม่ได้ “ระวังหน่อยสิ”
เมื่อดวงอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า ทั้งสามไปพบศาลเก่าแตกร้าวติดโคนไม้ยักษ์ มุกก้มมองกล่องเหล็กจารึกอักษรโบราณ ตะวันย่นคิ้ว “ของใครฟะ เรียกผีออกมาล่ะมั้ง”
กาวีเอื้อมมือจะเปิด มุกจับข้อมือไว้ “อย่า!” เสียงมุกเข้มกว่าปกติ กาวีชะงัก ดวงตาทั้งสองจ้องกันนิ่ง เสียงลมหายใจปะทะกันกลางความเงียบ
สุดท้ายมุกยอมถอยออก กาวีเปิดกล่อง ภายในมีกระดาษเก่าเปรอะหมึกซับชมพู ซากกำไลขาดกับรูปวาดปะติดปะต่อเป็นรูปเด็กผู้หญิงไร้ตา ตะวันกลืนน้ำลาย รีบปิดกล่องทันที
คืนนั้นไฟฉายเพียงดวงเดียวสว่างสะท้อนหน้าใจกลุ่ม มุกนั่งกอดเข่าอยู่ริมวง กาวีพูดอย่างแผ่วเบา “กลัวจริง ๆ ใช่ไหม ทำไมต้องทำท่าแข็งแรงแบบนั้น” ตะวันมองหน้ากาวี คำถามถูกทิ้งไว้กระทั่งไฟฉายดับ มืดมิด ความเงียบปกคลุม
เช้าวันใหม่ เริ่มด้วยเสียงร้องนกรบกวนจิตใจ มุกลุกขึ้นก่อนใคร เดินกลับไปศาล พบว่ากล่องว่างเปล่า กาวีตามมาสมทบ โทรศัพท์ทุกคนแบตหมดพร้อมกัน มุกเครียดจัด แต่ตะวันหัวเราะฝืนบอก “เอาน่า เดี๋ยวทุกอย่างมันจะดีขึ้นเอง”
แต่เสียงกระซิบแผ่วบางจากในป่า ทำให้ทั้งสามสะดุ้ง ทุกคนหยุดนิ่ง ตะวันกัดฟันแน่น พูดในลำคอ “เมื่อกี๊ได้ยินมั้ย” ไม่มีใครกล้าตอบ
ก่อนเที่ยงวัน ทั้งสามเริ่มรู้สึกว่าความว่างเปล่าและความเงียบบนเกาะเหมือนกดดันมากขึ้น มุกแยกทางไปนั่งเหม่อมองท้องทะเลคนเดียว…
กาวีเดินเข้ามาหาแต่ไม่กล้าเข้าใกล้ “มีอะไรก็บอกกันเถอะ เราติดอยู่ที่นี่ด้วยกันนะมุก”
มุกเบนหน้า เงียบไปนานจนกาวีจะเดินออก เธอกระซิบสบตาโดยไม่ก้าวร้าวเหมือนทุกที “ฉันกลัว…ชาติที่แล้วเคยมาติดเกาะเหรอไงถึงได้ซวยขนาดนี้”
กาวีหัวเราะเบาแต่แฝงความเศร้า ตะวันนั่งกอดเข่าอยู่ไม่ไกล พยายามทำเป็นกล้า “อย่างน้อยมีคนอยู่ด้วย ไม่ได้อยู่คนเดียวจะกลัวอะไรนักหนา”
กลางวันสามคนช่วยกันเดินสำรวจป่า พบต้นไม้สูงสง่างามและรูปปั้นครึ่งจมโคลนสกปรกเหมือนเฝ้ามองอะไรบางอย่าง กาวีหยิบกล้องฟิล์มเก่า หวังกดบันทึกความจริงเอาไว้ ทันใดลมพัดแรง รูปปั้นดังกล่าวหันหน้าเอง กาวีหยุดมือทันที “เห็นมั้ยมุก หรือฉันตาฝาด”
มุกตอบกระชาก “จะมาหยอกอะไรเวลาแบบนี้ ไม่ตลกนะกาวี”
ตะวันมองนิ่ง กลืนน้ำลายอีกครั้ง ทุกคนยืนนิ่ง ใจเต้นแรง ชั่วขณะนั้นเสียงเด็กหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นจากในป่า ทุกคนแตกตื่นวิ่งกลับฝั่ง
ชายหาดยามเย็น มุกกับตะวันทะเลาะกันเรื่องอาหารที่หาได้ ตะวันอยากลองเข้าไปในป่าอีกครั้งแต่มุกไม่ไว้ใจ เสียงกาวีแทรกขึ้นกลางความตึง “งั้นลุยพร้อมกันหมดจะได้ไม่มีใครหาย”
ทุกคนตกลงเข้าไปในป่า ลึกเข้าไปเรื่อยๆ จนเจอกระท่อมร้างประหลาด ฝุ่นดำคลุมหนา เตียงไม้ผุพัง ภาพใบหน้าผู้หญิงสลักบนผนังกระท่อมดูเศร้า มีรูปวาดอีกใบปักหมุดไว้ เป็นรูปเกาะมุมสูงกับจุดกากบาทแดง มุกดูแล้วใจเต้นแรง มือขยับสั่น กาวีรีบปิดบังความกลัวด้วยคำพูดแข็ง “ไปเหอะ อย่าแตะต้องของในนี้”
เสียงกรอบแกรบข้างนอก บรรยากาศเริ่มกดดัน ตะวันดึงกาวีไปซ่อน ชะโงกดูนอกหน้าต่าง เป็นหญิงสูงวัยผมขาวเดินเข้ามาในกระท่อมอย่างไร้เสียง ดวงตาทอดยาวไปที่รูปวาดบนผนัง มือของเธอแตะเบา ๆ แล้วร้องไห้เงียบ ๆ ก่อนจะเดินจากไป ไม่พูดไม่จา
มุกนิ่งสนิท ทุกคนสั่น หนีผ่านหน้าต่างออก เมื่อถึงชายหาด มุกนั่งนิ่ง น้ำตารื้น เธอกอดตัวเองแน่น กาวีแตะบ่ามุกเงียบ ๆ ไม่มีคำพูด
คืนนั้น ท่ามกลางเปลวไฟกองเล็ก ๆ มุกเล่าว่าเคยมีน้องสาวเพื่อนเล่นวัยเด็กชื่ออัยย์ที่หายตัวบนเกาะนี้เมื่อสิบกว่าปีก่อน ทั้งสามคนเงียบงันต่างใคร่ครวญเรื่องราวในอดีต ตะวันพูดค่อย ๆ ว่า “ฉันว่านายควรให้อภัยตัวเองมุก ไม่มีใครรู้หรอกวันนั้นเกิดอะไรขึ้นจริง ๆ”
เสียงลมพัดแรงขึ้นจนไฟดับพร้อมกัน มุกตาเบิกกว้าง เห็นเงาเด็กหญิงกำลังยืนหันหลังอยู่กลางหาดชัดเจนทุกคน แต่อยู่ ๆ กาวีวิ่งฝ่าเงานั้นไป ตะวันกับมุกพยายามตามแต่หัวใจเต้นแรงด้วยความกลัว เงานั้นหายไป
กาวีรนหาอะไรมากดบนทราย ต่อมาพบกล่องเหล็กอีกกล่องแฝงอยู่ใต้หินใหญ่ เปิดดูภายในพบผ้าพันคอสีชมพูที่ขาดและหยดเลือดสีหม่น ตะวันกลืนน้ำลาย มือสั่น มุกก้มหน้าหลบแววตาทุกคน “ของน้องสาวฉันเอง…นั่นวันสุดท้าย ทุกอย่าง…มันเกิดขึ้นเร็วมาก ไม่มีใครเชื่อฉันเลยว่าเป็นอุบัติเหตุ”
ตะวันเดินเข้าไปนั่งใกล้มุก แล้วพูดเสียงเบา “แต่ก็ไม่มีใครโกรธเธอ ยกเว้นตัวเองใช่ไหม”
อากาศหนาวเยือกกลางคืน ความเงียบราวกับอีกสิ่งหนึ่งยังไม่คลายคำสาป กาวียืนนิ่งส่องตาไฟไปที่ต้นไม้ พบรูปปั้นเศียรขาดวางอยู่ลึกในพุ่มไม้ พวกเขาขุดขึ้นมา ก่อนเสียงกรีดร้องสะท้านของเด็กผู้หญิงจะดังก้อง กาวียืนร้องไห้สะเทือนใจในไฟฉายสั่นไหว
รุ่งเช้า ทั้งสามกลัวแต่รู้ว่าต้องทำบางอย่าง มุกยืนยันจะคืนสิ่งของและขอขมา ตะวันลังเล แต่กาวีตัดสินใจเดินนำ มุกมุ่งหน้ากลับไปที่ศาล หยิบกล่องและรูปวาดกลับคืน ดวงตาของมุกกล้าสบจ้องฟ้าเคลิ้ม น้ำตาหยดแรกแม่นเหมือนคำขอโทษที่ไม่เคยกล้าพูดต่อหน้าใคร
เมื่อทุกอย่างถูกวางไว้ตรงศาล หญิงสูงวัยผมขาวปรากฏ เธอยิ้มเจือเศร้า “เจ้าต้องให้อภัยตัวเองก่อน คำสาปถึงจะคลาย” มุกนิ่งอยู่นาน น้ำตาไหลพราก สุดท้ายยิ้มเศร้า ๆ “ขอโทษนะอัยย์…พี่ให้อภัยตัวเองแล้ว”
เสียงลมหายใจเบาสะท้อนปะทะชายฝั่ง แทบเดิมที่เดินทางมาถึงก่อนหน้ากลับมามีเรือไม้ลำใหม่เทียบท่าราวกับตั้งใจ ทุกคนมองสบตากันโดยไม่มีคำพูด ก่อนจะขึ้นเรือ ทิ้งเกาะที่พลันมีเสียงนกร้องเจื้อยแจ้วและแดดสีทองสาดยาวต่างจากเดิม
บนเรือขากลับ มุกมองทะเลนิ่ง เธอมองหน้ากาวี ตะวันยิ้มอ่อนให้อย่างรู้ใจ มุกพูดช้า ๆ ใจเบาราวหลุดพ้น “วันนี้ ฉันไม่ได้หนีตัวเองอีก แล้วนายสองคนก็เหมือนกันใช่มั้ย” กาวีเงียบ ขยับยิ้มขื่น ตะวันมองฟ้าเฉียงตอบลอย ๆ “ในเมื่อรอดมาแล้ว ชีวิตคงมีอะไรให้กลัวน้อยลงอีกมาก”
แสงอาทิตย์คลี่กระทบสะท้อนทะเล มุกแหงนหน้ารับแสง สมองเงียบงันแต่หัวใจเชื่อมโยงกับเพื่อนอย่างแน่นแฟ้น เกาะกลางทะเลค่อย ๆ เลือนหายไปเบื้องหลัง ราวกับเป็นเพียงบาดแผลในอดีตที่งดงามตรงที่ได้รับการให้อภัยและการก้าวต่อไป