แสงสีครามยามณัฏฐา
แสงไฟถนนลอดผ่านม่านบาง ๆ ของห้องพักหมายเลข 405 หอพักหญิง “รัตติกาล” เสียงซากผ้าคลุมเตียงที่ถูพื้นอย่างเบามือดังสอดรับกับเสียงรถจากถนนเบื้องล่าง ญาดาเงยหน้าและหันไปชำเลืองนาฬิกา ตีหนึ่งกว่าแล้ว พิมพ์ยังไม่กลับ หล่อนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กดสายอีกครั้ง เพียงเสียงรอสายที่ยาวนาน ก่อนมันถูกตัดไป “ยังไม่เห็นเหรอ?” เสียงธันวา เพื่อนร่วมห้องอีกคน เอ่ยทั้งน้ำเสียงงัวเงีย แต่แฝงความกังวล “ยัง เราติดต่อไม่ได้…” ญาดาขมวดคิ้ว เงียบสักพัก “เธอบอกจะกลับหลังติว กลุ่มคนเยอะ ไม่มีทางหายระหว่างทางได้หรอก” ธันวาพึมพำเหมือนไม่มั่นใจตัวเองสักเท่าไร
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงเคาะประตูดังขึ้น ญาดารีบลุกไปเปิด มิลินเดินเข้ามา รูปลักษณ์สูงโปร่ง ผมยาวสลวยแต่ดูยุ่งนิด ๆ “หาเจอมั้ย?” น้ำเสียงหอบ ญาดาส่ายหน้า สายตาเริ่มคล้ายขอความช่วยเหลือ “โทร.หาทุกคนนะ ไม่มีใครรู้เรื่อง” มิลินถอนใจ กลุ่มเริ่มอึดอัด ธันวายกมือขยี้ผมตัวเอง “บางที…เธออาจแอบไปสังสรรค์กับพี่แมนอีก?” ประโยคนี้เรียกสายตาประสานจากทุกคน ห้องเงียบจนได้ยินเสียงนาฬิกาเดินกระทบกัน มิลินปาทิชชู่ในมือ “พิมพ์ไม่ใช่คนลับหลัง พวกเราเธอไม่ไว้ใจหรือไง”
ญาดานิ่ง ยืนนิ่งตรงขอบหน้าต่าง หัวใจเต็มไปด้วยเสียงรบกวนที่กรอบในหัว คืนนี้มันกดดันเกินจะทนไหว “ถ้างั้น…เราต้องแจ้งผู้ดูแลหอมั้ย?” คราวนี้ทุกคนหันมามอง ญาดาไม่พูด เธอกลัวอะไรบางอย่างอยู่ข้างใน มิลินสูดหายใจลึก “แจ้งไปก่อนดีกว่า…” ธันวามองญาดาอย่างลังเล “แน่ใจนะ…ถ้าเป็นเรื่องใหญ่ ตำรวจมา พวกเราทุกคนจะโดนสอบหมด”
เสียงรบกวนจากโทรศัพท์มิลินดังขึ้นทันควัน ข้อความจาก “พี่นนท์” ผู้ดูแลหอฯ: “ห้อง 405 ช่วยลงมาพบที่โถง…” ทั้งสามสบตากันเงียบ ๆ “รู้แล้วเหรอ…” ญาดาพึมพำด้วยน้ำเสียงแผ่วแหบ
ทางเดินเงียบสงัดแทรกด้วยแสงสีฟ้าจากไฟฉุกเฉิน มิลินกับญาดาเดินนำ ธันวาคอยระวังหลัง ทุกก้าวเท้าก้องในหูภายใต้ความนิ่งงัน เมื่อไปถึงโถง พี่นนท์ชายร่างสูงวัยสามสิบปลาย ๆ กำลังยืนรอ แววตาล้าแต่แข็งกร้าว “ไปไหนกัน” น้ำเสียงเยือกเย็น พวกเธอสลับกันเล่าว่าเพื่อนหายไปอย่างไร “งั้นช่วยเดินกลับด้วยกัน” พี่นนท์นิ่งกว่าปกติ “ผมจะตรวจดูภาพกล้องวงจรปิด คืนนี้ห้ามออกจากห้อง” สายตามิลินหวาดระแวง นัยน์ตาญาดามีแต่คำถาม
เมื่อพวกเธอกลับถึงห้อง ญาดาเดินวน ซ้ำ ๆ เหมือนหนูติดกับขัง “พรุ่งนี้จะทำยังไง…” ธันวานั่งจ้องประตู มือกำโทรศัพท์แน่นเกินเหตุ “ถ้าเป็นเรา…จะไปไหน” มิลินเอียงคอ สายตาคล้ายค้นหาอะไรอยู่ในใจ “เมื่อคืน พิมพ์ร้องไห้…” สองคนหันควับ ญาดาขมวดคิ้ว “เรื่องที่บ้าน?” มิลินส่ายหน้า “ไม่เคยพูดอะไร เก็บไว้อยู่คนเดียว”
ช่วงเช้ามืด ญาดานอนไม่หลับ เธอเดินไปที่ประตูห้อง ทำท่าเหมือนจะเปิดแต่หยุดชะงัก กลับมานั่งข้างเตียง ธันวาหลับสนิท เสียงลมหายใจสม่ำเสมอ มิลินยังนั่งจ้องโทรศัพท์ ส่งข้อความหาพิมพ์ซ้ำ ๆ แต่อ่านไม่ตอบ ญาดาเงยหน้า “เราเคยเห็นพิมพ์กับใครแปลก ๆ ไหม?” มิลินทำท่านึก “เมื่อวาน ที่ลิฟต์ เหมือนมีคนแปลกหน้าขึ้นไปชั้น 4 ด้วย” “ผู้ชายผมสั้น เสื้อเทา ๆ ใช่ไหม” ธันวาพูดขึ้นมา
“นายจำได้?” ญาดาเลิกคิ้ว “เห็นแว้บเดียว” ธันวาหลบสายตา “แต่…ชั้น 4 นอกจากพวกเราไม่มีใครรู้จัก” ทุกคนจมอยู่กับความคิดตัวเอง ญาดายืนขึ้น “งั้นลงไปดูที่ลิฟต์กัน” ทันทีที่พูดจบ ธันวาสูดลมหายใจแรง ส่วนมิลินกอดอกแน่น
แสงจาง ๆ ของตอนเช้ากรองผ่านช่องหน้าต่าง กลุ่มเดินเบา ๆ ไปถึงโถงใต้ลิฟต์ ฝุ่นจับแน่นบนปุ่มกด ญาดายื่นนิ้วปลายตีนปัดเศษฝุ่นออก “มีคราบน้ำอยู่ตรงพื้น” มิลินชี้ สายตาทุกคู่มองไปยังคราบน้ำสีน้ำเงินจาง ๆ ด้านข้าง “น้ำอะไร…” ธันวาทำหน้าประหลาด “อย่าแตะ อาจจะสำคัญ” ญาดาคิดแล้วหยิบมือถือขึ้นถ่ายรูปก้มต่ำ เสียงลิฟต์เคลื่อนไหวขึ้นชั้นบน ทุกคนสะดุ้งน้อย ๆ ญาดากำชายเสื้อแน่น
เมื่อพวกเขากลับห้อง ญาดานั่งนิ่ง มือสั่นเล็กน้อย จู่ ๆ มิลินก็เอาโน้ตแผ่นเล็ก ๆ ออกมา “เมื่อคืน พิมพ์เขียนนี่ไว้ที่โต๊ะ” ญาดารีบรับมาดู ข้อความสั้น ๆ ว่า “ขอโทษ…เจอกันอีกทีเมื่อกล้า” ทั้งหมดตกใจ มองหน้ากันเงียบ
โทรศัพท์ของธันวาดังขึ้น สายจากเบอร์ไม่รู้จัก เสียงผู้หญิงแหบพร่าดังออกลำโพง “อย่าคุ้ยต่อ…อย่าเชื่อใครทั้งนั้น” ก่อนวางสาย ทุกคนหน้าซีด ญาดาคลื่นไส้ขึ้นมา เงียบไปอึดใจ ธันวาพึมพำ “พิมพ์เหรอ…” มิลินส่ายหน้า “ไม่ใช่…” สายตาอับแสงของหญิงสาวแผ่ความกลัวซึมลึก
ตลอดวัน ญาดาโทรหาพิมพ์ไม่หยุด มิลินกับธันวาตรวจสอบ IG ของเพื่อน เธอไม่ได้อัปเดตใด ๆ ญาดาจ้องหน้าโปรไฟล์พิมพ์ ภาพสุดท้ายในแสงไฟสีครามหน้าหอพักเมื่อคืน หล่อนซูมพิกเซล ภาพห่าง ๆ มีเงาคนอยู่ริมเฟรม ญาดาส่งไปให้มิลิน “นี่ใคร?” สาวผมยาวเพ่งภาพ ส่ายหน้า “ไม่เหมือนใครในหอ” ธันวาเดินเข้ามา สีหน้าเครียด “เมื่อก่อน…พิมพ์เคยพูดถึง ‘พี่ฟ้า’ ใช่ไหม”
มิลินขมวดคิ้ว “แฟนเก่า?” ธันวานิ่ง“เขาเคยแอบตามพิมพ์มาที่นี่…” ญาดามองมิลินแววตาลังเล “ไม่…” หญิงสาวกัดริมฝีปาก “เคยเห็นแต่เหมือนไม่เคยคุยกัน” ทุกคนตกอยู่ในความไม่แน่ใจ ญาดารู้สึกเหมือนบางอย่างกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้มากขึ้นทุกที
ค่ำลง พวกเขาไปทานข้าวในโรงอาหารหอ กินไม่ลง มิลินเป็นคนแรกที่วางช้อนกระแทก “เราไปแจ้งตำรวจเถอะ เอาให้จบ” ธันวาฮึดฮัด “มันจะไม่จบหรอก เดี๋ยวผู้ปกครองรู้หมด” มิลินมองญาดา “ถ้าเป็นเธอจริง ๆ ต้องเลือก พิมพ์ หรือชื่อเสียง” ญาดาชะงัก เค้นเสียง “เราเลือกพิมพ์…แม้ว่า…” เธอค้างนิ่ง น้ำตาซึม หยุดตัวเองก่อนหลุดความกลัว
กลางคืนมาถึงอย่างสั่นไหว ห้อง 405 ไม่มีใครนอน กลุ่มนั่งล้อมกันบนเตียง ญาดาเท้าแขนข้างเตียง “พิมพ์กลัวความมืด” คล้ายการพูดเพื่อปลอบใจตัวเอง มิลินเบือนหน้าหนี “แต่ก็พยายามซ่อน…ไม่ให้ใครรู้” ธันวาส่ายหน้า บรรยากาศขมุกขมัว
จู่ ๆ มีเสียงดังปังจากหน้าประตู ญาดาสะดุ้ง พี่นนท์ยืนอยู่หน้าห้อง “มีคนโทร.มาบอกเรื่องพวกเธอ พรุ่งนี้ผมจะเรียกมาพูด” ทุกคนตื่นตกใจ “เขารู้ได้ยังไง…” มิลินพึมพำ ญาดามีรอยสั่นในน้ำเสียง “พรุ่งนี้ต้องกล้า…พูดทุกอย่างแล้ว”
รุ่งเช้าในห้องรับแขกหอพัก ญาดา ธันวา มิลินนั่งเรียงหน้าขรึม พี่นนท์วางสมุดบันทึกลง “เมื่อคืนผมตรวจกล้องวงจรปิด เห็นพิมพ์เดินออกไปคนเดียว สองทุ่มกว่า แล้วออกทางด้านถนนหลัง เดินออกไปตามทาง ไม่มีใครตาม” ทุกคนชะงัก “แต่ว่า! กล้องอีกฝั่ง เจอรอยน้ำสีน้ำเงินแบบนั้นเหมือนกัน” มิลินอุทานแผ่ว
ญาดายื่นภาพที่ถ่ายไว้บนมือถือ “นี่ค่ะ คราบเดียวกัน” พี่นนท์ขมวดคิ้ว “ไม่ใช่น้ำยาถูพื้น น้ำนี้กลิ่นเหมือนหมึกปากกา” ธันวาชะงัก “เมื่อคืนก่อน พิมพ์เพิ่งซื้อนิยายสีฟ้ามาอ่าน…” ญาดาถาม “มีอะไรในนั้น?” มิลินเงียบ ก่อนพูดว่า “เรื่องเกี่ยวกับคนที่หายตัวแล้วน้ำหมึกหล่นรอบตัว…” บรรยากาศพลันเยือกเย็น
ตอนเย็น ญาดาเดินลงไปที่ร้านหนังสือใต้หอพัก เจอ “พี่กร” เจ้าของร้านชายวัยกลางคน ซึ่งชอบร้องเพลงกล่อมตัวเองขณะจัดชั้นหนังสือ ญาดายื่นภาพหมึกให้ “พี่เคยเห็นสีนี้ไหมคะ” พี่กรขมวดคิ้ว ตอบช้า ๆ “เด็กผู้หญิงคนนั้น…คืนนั้นมาซื้อนิยายแล้วเดินไปที่สนามเด็กเล่นเก่า” ญาดาสะดุด “ที่มีบ้านไม้หลังเล็กๆ?” “ใช่…เขาเข้าไปด้านในแล้วผมไม่ได้ตาม”
ตะวันพลบ กลุ่มเดินจ้ำไปสนามเด็กเล่นร้าง กล่องกระดานหมากรุกผุพัง บ้านไม้หลังเล็กเปิดค้างไว้ ญาดาชะโงกหน้าดู ข้างในมีสมุดบันทึกเล่มหนึ่ง วางอยู่และมีหยดหมึกสีฟ้าปรากฏเป็นรูปดอกไม้ ญาดาหยิบขึ้นแนบอก ทุกคนเงียบงัน
ธันวาเอื้อมมือแตะสมุด “กล้าไหม…” ญาดาพยักหน้า เปิดหน้ากระดาษแผ่นแรก มีข้อความลายมือจาง “ขอโทษ…คืนนี้ต้องเลือกเอง…ถ้าเธอเห็นนี่ แปลว่าเธอกล้ามากกว่าฉันแล้ว” ญาดาอ่านเสียงสั่น “เราตามหาเธอมาตลอด” มิลินสะอื้น “แล้วเธอไม่กลับมาเหรอ…”
ค่ำแล้ว ทุกคนกลับห้อง ญาดานั่งเงียบ มือกุมสมุดบันทึกแน่น ทันใดนั้นมีเสียงเคาะประตู มิลินลุกไปเปิด พิมพ์ยืนอยู่ตรงนั้น ผมยุ่ง หน้าเลอะรอยหมึก “ขอโทษ…เรา…ขอโทษ…” เสียงหล่อนเบาติดจะแตก ญาดารีบเข้าไปกอด น้ำตาคลอ “เราแค่อยากให้รู้…เรากลัว กลัวพูดอะไรไม่ได้ กลัวทุกคนผิดหวัง” ธันวานิ่ง “แต่อย่างน้อยเธอกลับมาแล้ว” มิลินเดินเข้าไปกอดสามคนแน่น หยาดน้ำตาไหลแรงขึ้น
พิมพ์นั่งลงกับทุกคน “เมื่อคืน…เราเดินไปเรื่อย ๆ จนถึงสนามเด็กเล่น เจอสมุดโน้ตเล่มแรกที่เคยให้ญาดาเมื่อปีก่อน เราคิดถึงทุกอย่างที่เคยผิด…แล้วก็นั่งคิดจะทิ้งมันไป” ญาดาเช็ดหน้าตัวเอง “ไม่มีใครอยากให้เธอทิ้งอะไรทั้งนั้น” ธันวาจับบ่าพิมพ์ “เราแปลกมากที่พอทุกอย่างใกล้จะหายไป กลับตกใจ…และกลัวเสียมัน” ทุกคนเงียบ
พิมพ์มองญาดา “เธอให้อภัยเราไหม?” ญาดามองสบตาช้า ๆ “ต้อง…ถึงจะยาก แต่เราจะพยายาม” มิลินถอนใจ “ทุกคนต่างมีสิ่งที่กลัว แค่ไม่พูดเท่านั้นเอง” ธันวาลุกขึ้น “มีเรื่องหนึ่ง…จริง ๆ เราเคยเห็นเธอร้องไห้คนเดียว อยากไปคุย แต่กลัวถูกปฏิเสธ” ทุกคนหัวเราะปนสะอื้นเล็ก ๆ ความโล่งใจปะปนระหว่างกลางห้อง
กลางดึก แสงไฟถนนหลอดเดิมทาบทับร่างกลุ่มเพื่อน ญาดาเดินไปเปิดหน้าต่าง สูดอากาศเข้าปอด หล่อนหลับตา พูดเบา ๆ “ต่อให้กลัวแค่ไหน อย่างน้อยเราก็มีพวกเธอ” เหลือเพียงแต่แสงสีครามเย็นเยือกที่ลูบไล้กลุ่มเพื่อนเหมือนผ้าห่มอุ่น ๆ บาง ๆ ทิ้งร่องรอยความทรงจำ ที่ยากจะลืมไปตลอดกาล