เงาสะท้อนหลังม่านหิมะ
เพดานไม้สีเข้มแผ่เงาเงียบเหนือศีรษะของภาคิน ขณะที่เขานั่งอยู่ริมหน้าต่างกระจกซึ่งถูกล้อมกรอบด้วยน้ำแข็ง มองออกไปยังเมืองคามิเฮียวะที่ถูกคลุมด้วยหิมะขาวโพลน ลมหายใจเปลี่ยนเป็นไอเกาะแนบแก้มแก้ว เขาขยับแว่นหนาแล้วซุกมือเข้ากระเป๋าเสื้อคอบัวเก่า เสียงเจี๊ยวจ๊าวของเพื่อนร่วมชั้นโรงเรียนซึมไหลลามมาตามโถง แต่ที่นั่งของภาคินเต็มไปด้วยความเงียบ ต่างจากเสียงหัวเราะด้านนอกราวเส้นขีดแบ่งโลกที่มองไม่เห็น
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เฮ้ ภาคิน ไปเล่นสโนว์บอลไหม” วิทยา เจ้าของเสียงร่าเริง พูดพลางเอาหัวชนช่องหน้าต่าง เพื่อนข้างบ้านที่จริงใจที่สุด แต่อารมณ์กับภาคิน ราวกับเป็นกำแพงน้ำแข็งคนละฝั่ง “ขอโทษนะ ฉันต้องเขียนรายงาน” ภาคินตอบเบา ๆ ไม่สบตา หัวใจอยากคว้าโอกาสบ้าง แต่ความกลัวถูกปฏิเสธฝังฝังแน่นเหมือนน้ำแข็งก้อนหนึ่งในอก สรรพเสียงหัวเราะค่อย ๆ เบาบางลง วิทยาเดินออกจากหน้าต่าง ทิ้งให้ภาคินนั่งกับลมหายใจตนเอง
ฟ้ามืดเร็วกว่าทุกวันในฤดูหนาว หิมะตกปั้นเป็นก้อนไอเย็นทับถมอยู่หน้าบ้านแฝดไม้เก่า ภาคินเดินออกจากโรงเรียนคนเดียว ก้มหน้าฝังรองเท้าบู๊ทในหิมะ รอยเท้าแรกกลืนหายไปกับรอยความเงียบ ซอยบ้านวังเวงแสงไฟข้างทางส่องลอดม่านหมอก ตอนนั้นเอง สายตาเขาเหลือบเห็นเงาร่างหนึ่งยืนใต้โคมไฟทึบแสง หญิงสาวผมดำยาวถึงบ่า ใบหน้าซ่อนอยู่ใต้ผ้าพันคอ เสียงเธอแผ่วแต่นุ่มลึก
“คุณไม่หนาวเหรอ”
ภาคินสะดุ้ง ลมหายใจชะงัก ก่อนสาวเท้ากระชับเสื้อแน่น “ผม…ไม่เป็นไร ขอโทษนะ ผมไม่ค่อยคุยกับคนแปลกหน้า”
หญิงสาวหัวเราะเบา ๆ เสียงแทรกความหนาวจนเหมือนน้ำแข็งแตกตัว “ที่นี่ หนาวจนใคร ๆ ก็ต้องคุยกัน ไม่งั้นจะหายไปพร้อมหิมะ”
ภาคินเงียบ เผลอมองตาเธอ เงาสะท้อนในนัยน์ตานั้นเหมือนมีอะไรบางอย่างลึกกว่าแค่สีดำ เธอยื่นถุงขนมปังที่ดูเหมือนร้อนนิด ๆ ออกมา “อันนี้ ฉันตั้งใจให้”
เขารับมางุนงง ก่อนหญิงสาวจะเดินลับซอย ความอบอุ่นจากขนมปังยังติดในมือ หัวใจภาคินเหมือนไออุ่นแผ่ซ่าน ความเหงาถูกละลายบางส่วน โดยไม่ทันตั้งตัว
วันถัดมา เมืองจมหิมะจนต้นไม้แทบกลืนกับสีขาว รองเท้าภาคินเหยียบลงเหนือรอยเท้าคนอื่น ราวจะกลบเรื่องราวของตนให้หาย เขามองหาเงาภายใต้โคมไฟ — ไม่มี แม้ทรายของเมื่อวานเหลืออยู่แต่เศษขนมปังในมือ
ที่โรงเรียน วิทยาเรียกเขาท่ามกลางกลุ่มเพื่อน “เมื่อคืนแกกลับกับใครน่ะ?”
“ไม่มี…แค่เดินคนเดียว”
“ฉันเห็นเหมือนมีเงาตามหลังแก เป็นผู้หญิงผมดำยาวๆ”
กลุ่มเพื่อนหยุดพูดทันที ความเงียบขยายเหมือนน้ำแข็งแตกร้าว ภาคินใจเต้น เงารู้สึกหนักอึ้งกดบ่า
เย็นวันนั้น หิมะเริ่มโปรยหนักกว่าเดิม ภาคินเดินหลบลมใต้มุมตึก ทันใดนั้น หญิงสาวคนเดิมโผล่พรวดมาอย่างเงียบงัน “ขนมปังเมื่อวานเป็นยังไง?”
“อร่อย…ขอบคุณ…คือ คุณชื่ออะไรเหรอ”
เธออมยิ้ม “ซายะ” เพียงกระซิบชื่อก็เหมือนมีลมเย็นพัดผ่านหัวใจเขาทันที
“คุณอยู่แถวนี้เหรอ?”
“แถบนี้ทุกคนรู้จักฉันดี…แต่บางทีก็ลืมว่าฉันยังอยู่” รอยยิ้มของซายะคล้ายเศร้า มันกระตุกบางอย่างในใจภาคิน เขากลืนน้ำลาย รู้สึกถึงเงาที่ลอยวนเหนือไหล่ของเธอ
“ทำไมต้องให้ขนมปังผม?”
คำตอบเธอมาพร้อมรอยยิ้มนุ่มนวล “ฉันแค่ไม่อยากให้ใครหนาวจนเหงาเกินไป”
หลังจากวันนั้น ซายะกลายเป็นเงารอบตัวเขา ไม่ว่าจะเดินในสายลม หิมะ หรือแม้แต่ในฝัน ภาคินยังแอบคิด ว่าเธอ คือจริงหรือแค่ภาพหลอน
วันหนึ่งซายะรอเขาอยู่ข้างรั้วโรงเรียน น้ำตาเธอฝังอยู่ในรอยยิ้ม “ภาคิน เชื่อในสิ่งที่ตามองไม่เห็นบ้างไหม?”
เขาลังเล “ไม่รู้…ผมกลัวว่าถ้าเชื่อ ผมจะถูกทิ้ง…”
“แต่บางที สิ่งที่มองไม่เห็น…คือสิ่งที่ยังรอให้เรามอง”
ระหว่างที่เธอยื่นมือมา ภาคินเอื้อมแตะอย่างงุนงง ความอบอุ่นไหลผ่านฝ่ามือทันที ทั้งที่อากาศหนาวจัด
“บางทีฉันอาจจะไม่ใช่คนแปลกหน้า…แต่คือความเศร้าที่นายเองก็รู้จักดี”
คำพูดนั้นราวกับมีเงาสะท้อนกว้างขึ้นในใจเขา
ช่วงหนึ่งภาคินเห็นแม่ยืนซักเสื้อหน้าบ้าน มองฟ้าสีขมุกขมัว ภายในบ้านเงียบจนได้ยินเสียงนาฬิกา ภาคินลังเลอยู่หลายครั้งก่อนจะถ่ายทอดเรื่องของซายะให้แม่ฟัง “ผม…เจอผู้หญิงคนหนึ่ง อยู่แถวโคมไฟ เธอให้ขนมปังผม บางทีผมคิดว่าเธออาจไม่ใช่คนธรรมดา”
แม่เงียบไประหว่างที่มือบีบเสื้อเชิ้ต “บางที เธออาจเป็นเหมือนเพื่อนที่เข้ามาช่วยเวลาลูกโดดเดี่ยวก็ได้ โลกข้างนอกมันหนาว แต่ข้างในอกลูก ต้องอย่าให้มันแข็งเป็นน้ำแข็งนะ”
ภาคินไม่ได้ตอบ เพียงเดินออกไปข้างนอกยามเย็น คำพูดของแม่เหมือนสะกิดบางอย่างในใจเขา
วันถัดมา ที่โรงเรียน วิทยาดึงแขนภาคินแยกออกจากกลุ่มหน้าประตู “ถ้าแกมีอะไร ไม่ต้องแบกไว้คนเดียว รู้มั้ย?”
ภาคินหยุดเดินตาม วิทยามองตาตรง “ฉันรู้ว่าแกเคยผิด คราวนั้นที่ในห้องวิทยาศาสตร์ ฉันเป็นคนปล่อยสารเคมีใส่มือแก ฉัน…กลัวเพื่อนล้อฉันว่าแปลก ฉันขอโทษ”
ภาคินนิ่งอยู่นาน น้ำตารินออกมาทีละน้อย ในที่สุดเขาสบตาเพื่อน “ฉันไม่โกรธนายแล้ว”
สองมือของทั้งคู่แนบแน่นท่ามกลางลมหิมะ นานจนเหมือนฤดูอบอุ่นผ่านเข้ามาเล็ก ๆ
ช่วงต่อมา ภาคินเริ่มสังเกตว่า ทุกคืนที่กลับบ้าน ผ่านใต้โคมไฟเดิม รอยเท้าของเขากับซายะจะเหลื่อมกันเพียงก้าวเดียว รอยเท้าของเธอเบากว่าคนปกติ ราวกับเงา พอก้าวพ้นซอย เธอก็หายไปเสมอ
เขาค่อย ๆ กล้าถามเรื่องราวในใจ “ซายะ…ถ้านายไม่อยู่แล้วจริง ๆ ฉันจะอยู่ต่อไหวหรือเปล่า?”
ซายะหัวเราะเบา ๆ “ถ้านายกลัว ก็แปลว่าอย่างน้อยนายก็อยากมีความหวังให้เธอกลับมาใช่ไหม?”
เงาของเธอส่องสะท้อนใต้แสงไฟดึกคืนหนึ่ง ท่ามกลางหิมะที่ตกพรำ เธอกระซิบถ้อยคำที่ทำให้ภาคินสะดุ้ง
“เธอจะอยู่ตราบเท่านายให้อภัยตัวเอง ที่ทิ้งเพื่อนไว้ในห้องทดลองวันนั้น…”
หัวใจภาคินเต้นรัว เรื่องราวเก่าไหลย้อนกลับมา เขาสะดุ้ง ไหล่สั่นสะท้าน มองหน้าซายะ ในน้ำตาเธอแสงแวววาวปะปนกับเม็ดหิมะ รูปเงาพลิ้วริ้วกลืนไปกับแสงส้ม “ฉันเสียใจ ฉันหนี ฉันคิดว่านายจะไม่เป็นอะไร…”
“ถ้านายพร้อมให้อภัยตัวเอง ฉันก็จะไม่ต้องรอให้นายเห็นฉันอีก” ซายะยิ้ม น้ำตาไหลเจือแววอบอุ่น “แต่ถ้านายยังกลัว นายก็จะเห็นฉันที่นี่ เสมอ”
สองวันผ่านไป ภาคินนั่งที่เดิมในห้องเรียน กลุ่มเพื่อนล้อมวงเล่าเรื่องผีหลังหิมะ เด็กหญิงคนหนึ่งพูดแทรก “เคยได้ยินไหม ว่าใต้โคมไฟหน้าเขต 4 มีผู้หญิงผมดำ ให้ขนมปังกับคนเหงาทุกฤดูหนาว”
ภาคินเงียบไม่ตอบ วิทยาสบตาเขา ยิ้มเข้าใจ
เย็นวันสุดท้ายก่อนหิมะหยุดตก ภาคินเดินไปใต้โคมไฟ รอยเท้าซายะไม่มีอีกแล้ว แต่เงาของเขาสะท้อนใสบนหิมะขาว เขาหยิบขนมปังชิ้นสุดท้ายในกระเป๋า วางบนกำแพงน้ำแข็ง แล้วกระซิบขึ้นฟ้า
“ขอบคุณที่อยู่กับฉัน ตอนฉันยังไม่ให้อภัยตัวเอง”
ลมผะแผ่วพัดรอยเท้าของภาคิน ลบน้ำตาเก่าให้สูญไป หิมะแรกของฤดูใหม่เริ่มร่วงขณะที่เขาเดินกลับบ้าน พร้อมรอยยิ้มบาง ๆ บนใบหน้า เพดานไม้ในบ้านอบอุ่นกว่าเดิม ภาคินเปิดหน้าต่างออก สูดอากาศแห่งการให้อภัยครั้งใหม่เข้าเต็มปอด โลกที่เคยแข็งทื่อ ค่อย ๆ ละลายเป็นความหวังอ่อนละมุนอีกครั้ง