เงาสีเทาบนเกาะลอยฟ้า
เสียงเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ดังกระหึ่ม ไม่เคยเหมือนเสียงจากโลกเบื้องล่าง เลขาคนส่งกลุ่มวัยรุ่นห้าคนขึ้นลิฟต์พลังงานไฟฟ้าที่ล่องลอยตามเส้นพลังงานสีน้ำเงินส่องแสงบนฟ้า ท้องฟ้าเหนือสถานีทดลองบนเกาะลอยฟ้าเต็มไปด้วยเมฆหนาทึบเหมือนกำแพงที่ไม่มีใครทะลุได้
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เพชร—เด็กหนุ่มผมยาวยุ่ง เสียงหัวเราะติดจะประชด—ถ่ายวิดีโอขณะลิฟต์ไต่ขึ้นเรื่อย ๆ เหลือบมองข้างหลัง ริณ—สาวผมหยิกสั้น กับน้ำฝน—หญิงสาวเงียบขรึม ถือหนังสือแนบอกแน่น เหมียว—เด็กหนุ่มตัวเล็กขี้เล่น กำลังพยายามกลั้นหัวเราะระหว่างแกล้งปราณ—หนุ่มสูงกันต์ ใบหน้าตึงตลอดเวลา
“ถ้าขึ้นไปแล้วเจอพายุกลางอากาศ จะกลับยังไงเนี่ย?” เหมียวพูดแผ่ว เพชรยกกล้องหันมาทางเขา ก่อนปราณจะยื่นมือปัดกล้องลง สายตาขุ่น
“อย่าถามอะไรปัญญาอ่อนหน่อยได้ปะ” ทุกคนเงียบ น้ำฝนย่นคิ้วแต่ไม่พูดอะไร ริณหัวเราะเบา ๆ แก้เก้อ
เมื่อประตูลิฟต์เปิดกลางทางเดินโลหะเย็นเฉียบ เสียงลมหวีดหวิวจากนอกหน้าต่างแก้ว มองเห็นเมืองเบื้องล่างครึ่งหนึ่งถูกปกคลุมด้วยกลุ่มเมฆ เกาะลอยฟ้างานกึ่งลับที่ผู้ใหญ่ส่งพวกเขามาฝึกงาน เพชรชูมือถือหมุนวนทั้งสถานี “ล้ำดีเนอะ…ไม่น่าไว้ใจเลยว่ะ”
ริณสบตากับน้ำฝนแล้วเบนสายตาหนี “เราเดินรอบดูไหม” ความลังเลในน้ำเสียง ทำให้เหมียวเดินตามทันที ทุกคนแยกย้ายเดินดูรอบ ๆ ห้องทดลองใหญ่กลางสถานี รายล้อมด้วยอุปกรณ์กว่าโหล สายไฟขึงขาด ๆ เหมือนเพิ่งซ่อมไม่เสร็จ
กลางคืนแรก เพชรแอบถ่ายวิดีโอริมขอบหน้าต่าง กระซิบกับกล้อง “ถ้าเกิดอะไรขึ้น ฝากบันทึกนี้ไว้ด้วย” เสียงฟ้าร้องห่าง ๆ ช่วยขับเสียงหัวใจเต้น น้ำฝนที่นอนเตียงติดหน้าต่าง หันมองเพชรเงียบ ๆ
“กลัวเหรอ”
เพชรนิ่ง น้ำฝนพูดต่อ “ฉันกลัว…แต่ยิ่งกลัว ยิ่งต้องอยู่”
เช้าวันถัดมา สายฟ้าผ่าลงใกล้สถานี เสียงหวีดยาวจนทุกคนตื่น ต้นไม้เทียมล้มทับสายกันฟ้าขาด ริณตื่นก่อน ใส่รองเท้าวิ่งออกไปประตูบานใหญ่ยังกระแทกแรง
เหมียววิ่งตามไล่ไปข้างหลัง “อย่าเพิ่ง! ริณ! เดี๋ยวกล้องชน!” ริณกัดฟัน เสียงหอบสอดตามลมหายใจ เพชรตามหลังสุด ส่วนน้ำฝนกับปราณหยุดหน้าทางเดิน เงาหลังประตูห้องเครื่องบางอย่างเคลื่อนไหวช้า ๆ
“นั่นเสียงอะไร” ปราณเอ่ยเสียงแข็ง เหมียวถามซ้อนทันที “หรือเครื่องจักรมันกลับมาทำงานเอง?”
ไม่มีใครขยับ ริณตัดสินใจก้าวนำ เปิดประตูเบา ๆ ข้างในมืดสนิท มีเพียงเสียงซู่ของสายลมโดนประตูเหล็ก ริณคว้ามือกระชับมือถือ กลืนน้ำลาย…ว่างเปล่า ไม่มีใครอยู่ เหลือแต่เงาเปล่าบนพื้นห้อง
ขณะสำรวจห้องเครื่อง เพชรสังเกตเห็นรอยพิมพ์รองเท้าขนาดเล็กชื้น ๆ บนพื้นเหล็ก “นี่ใครเข้ามากลางคืนหรือเปล่าวะ?” น้ำฝนก้มสำรวจใกล้ ๆ มือสั่นคลอนน้อย ๆ
“ไม่ใช่ของฉัน บ้านเราห้ามใส่รองเท้าแบบนี้ด้วยซ้ำ” คำพูดเบา ๆ แฝงเสียงสั่น
บ่ายวันนั้น พวกเขาเริ่มแบ่งทีมไปเช็คส่วนต่าง ๆ เดินผ่านท่อเศษซากและแสงสีฟ้ากระพริบขาด ๆ เหมียวและเพชรค้นตู้ควบคุม แล้วก็เจอสมุดบันทึกเก่า ๆ เจ้าของมือสั่นอ่านออกเสียง ทุกคนขยับเข้ามาฟัง
“ความลับซ่อนอยู่ใต้สะพาน พร้อมคนที่ไม่มีใครเห็น…” เพชรหยุด หัวเราะหวิว “อย่าบอกนะว่ามีคนซ่อนอยู่ที่นี่จริง ๆ”
น้ำฝนเงียบ วางมือบนสมุดเบา ๆ “หรือเรายังไม่ใช่กลุ่มเดียวที่นี่”
คืนที่สอง ทุกคนรวมตัวในห้องนอน เสียงสายฟ้ากระแทกเป็นระยะ เงาเคลื่อนไหวหลังม่านขาว ประตูห้องน้ำขยับช้า ๆ เหมียวกัดปากคล้ายจะร้องไห้
“ใครเข้าห้องน้ำตอนนี้วะ…”
ปราณลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูเอง แรงกว่าเสียงขอร้องของเพชร ประตูถูกเปิดทันที พบแต่ความว่างเปล่า
รุ่งเช้า เหมียวหายตัวไป เหลือแต่ขวดน้ำหกและรอยเท้าชื้นลากเป็นทางสู่ขอบทางเดินกลางอากาศ เพชรช็อค ตะโกนเรียกเหมียว ทั้งสถานีเงียบสงัด เหลือแต่เสียงเครื่องจักรเดินช้า ๆ
น้ำฝนเดินเกาะแขนริณ หน้าเธอซีดลงไม่กะพริบตา ปราณกอดอกแน่น เหงื่อซึมตามไรผม “เรา…ต้องหาทุกที่นะ” ริณกัดปาก น้ำฝนพยักหน้าเบา ๆ
ทั้งกลุ่มตัดสินใจตรวจสอบค้นหาทั่วสถานี แบ่งกันเดินในโซนต่าง ๆ เพชรกระวนกระวายถือมือถือเดินถ่ายวิดีโอ ริณกับน้ำฝนเดินไปโถงเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาดยักษ์ ปราณเดินเดี่ยว ๆ ไปทางสะพานเชื่อมที่สมุดบันทึกเขียนไว้
กลิ่นไหม้จาง ๆ โชยผ่านปราณ เขาก้มลงพบเศษผ้าสีรุ้งขาด ๆ บนพื้น เหมียวใส่เสื้อตัวนี้เมื่อคืน ปราณชะงัก หลับตาแน่น
ขณะที่เพชรกับน้ำฝนเดินผ่านทางแคบ ๆ ได้ยินเสียงเครื่องจักรครางต่ำ เพชรกลั้นหายใจ มองน้ำฝนแว๊บหนึ่ง เธอกระซิบเบา ๆ “ถ้าเหมียวหายไปเพราะเราทะเลาะกันเมื่อคืน…ฉันจะไม่มีวันให้อภัยตัวเอง”
เพชรเม้มปาก จะเอื้อมมือแตะไหล่ เธอขยับหลบเงียบ ๆ น้ำฝนกลบรอยสะอื้น เพชรถอนใจ พยักหน้า “เราจะหาเขาให้เจอ”
ก่อนค่ำ กลุ่มรวมตัวหน้าประตูเหล็กที่ฝืด ปราณยื่นสมุดบันทึกให้ทุกคนดู “นี่คือรหัสผ่าน ฉันเจอใต้สะพาน” เพชรรีบส่องกล้องส่องไฟสแกนประตู ริณหัวเราะแห้ง ๆ “เหมือนหนังระทึกขวัญเลยเนอะ”
เสียงล็อกประตูเปิด ทุกคนก้าวเข้าไปในห้องเก็บของเก่า มืดทึบ แสงไฟสลัวสะท้อนเงาบนผนัง ภายในเต็มไปด้วยเศษกลไกเก่า ขณะเดินลึกเข้าไป ริณหยิบกล่องไม้ขึ้นมา เปิดออก พบภาพถ่ายใบหนึ่ง ทุกคนล้อมเข้ามาดู
เป็นภาพเด็กชายคนหนึ่งยืนอยู่ตรงจุดที่เหมียวหายตัวไป ข้างหลังมีรอยขีดอักษรเหมือนคำเตือน อ่านไม่ออก ใต้ภาพมีรอยนิ้วชื้นจนเห็นชัด
เสียงกระซิบแผ่ว ๆ ดังขึ้นจากมุมมืด น้ำฝนสะดุ้งหันคว้าแขนเพชร ทุกคนหยุดนิ่ง เพ่งมองเงามืดลึกเข้าไปอีก ริณกลืนน้ำลาย “พวกเรากลับออกไปกันเลยไหม”
ปราณพูดเสียงแข็งแต่แฝงความกลัว “ไม่…เราต้องเจอเหมียวก่อน ทุกคนสัญญาไว้แล้ว” พวกเขาเดินลึกขึ้น เงาแปลก ๆ พาดผ่านผนัง กลิ่นอับของเหล็กผุ มุดซอกแคบจนแทบหายใจไม่ออก
ทันใดนั้น เพชรเห็นวัตถุบางอย่างสะท้อนแสงสั้น ๆ ในผนังด้านในสุด เขาเดินเข้าไปหยิบขึ้นมา เป็นลูกปัดสีฟ้าแบบเดียวกับที่เหมียวชอบร้อยข้อมือ “นี่ของเหมียวแน่ ๆ…” ริณพึมพำ
น้ำฝนยื่นมือหยิบลูกปัด แต่พอเธอแตะ มันกลับกลายเป็นน้ำหยดใส ๆ ละลายคามือ เพชรอ้าปาก จะพูดอะไรแต่ไม่มีเสียง ทุกคนจมอยู่ในความเงียบ
เสียงสายฟ้าซ้ำฟาดลง บรรยากาศมืดวูบ กลุ่มรีบออกจากห้องเก็บของ ผ่านโถงยาวที่ฟ้าผ่าตรงหน้าต่างจนแสงวาบสั้น ๆ เพชรเริ่มถ่ายวิดีโออีกครั้ง มือสั่นสะท้าน “เราเดินผิดทางรึเปล่า…”
ทันใดนั้น ริณหกล้มลงกับพื้น มีรอยเท้าชื้น ๆ ไหลวนอยู่ใต้ขา น้ำฝนรีบจับมือพยุง ริณร้องเสียงดัง “ใครอยู่ตรงนั้น!” เงาเบาบางเคลื่อนไหวเหมือนคนล่องหน ท้องฟ้านอกรอยต่อสถานีมืดลงอีกอย่างรวดเร็ว
เสียงฝีเท้าดังทอดไปตามทางเดิน ทุกคนเร่งวิ่งตามเสียง กระทั่งถึงสะพานกระจกเชื่อมห้องควบคุม พวกเขาเห็นเงาคนตัวเล็กวิ่งเลยชั้นกระจกเพียงชั่ววินาที แล้วหายไปในกลุ่มหมอกน้ำแข็ง
“เหมียว! รอก่อน!” ปราณตะโกน วิ่งนำข้ามสะพาน เสียงกระจกแตกร้าวดังเปรี๊ยะ ทุกคนรีบข้ามแต่ละเสี้ยววินาที พวกเขาสะดุดขอบประตู ตามหากันจนในที่สุด เพชรเห็นรอบข้างเป็นห้องโถงกลางสถานีอีกครั้ง
ข้างหน้า เหมียวยืนหันหลังให้ แสงสีฟ้าวาบเป็นริ้วตามอากาศ ปราณหยุดนิ่งเพราะกลัวว่าถ้าเรียกแรงเหมียวจะหายไปอีก ริณค่อย ๆ เอื้อมมือไปแตะหัวไหล่เหมียว
เหมียวค่อย ๆ หันหน้ามาช้า ๆ ตาเบิกกว้าง ใบหน้าซีดขาว เสียงสะท้อนในลำคอเหมือนจะถามอะไรสักอย่าง ก่อนจะนิ่งไป เงียบบนใบหน้าทุกคน
เพชรกระซิบเบา ๆ “เรา…คิดถึงนาย”
เหมียวกระพริบตาถี่ ๆ ราวกับเพิ่งตื่นจากฝัน น้ำฝนปล่อยน้ำตาไหล ปราณถอนหายใจพรืดใหญ่
ทันใด แรงสั่นสะเทือนกระแทกอาคาร โคมไฟเบนลง เงาบางอย่างไหลเวียนไปตามวงจรไฟฟ้า เพชรตั้งกล้องมาถ่ายวีดีโอขณะทุกคนโอบกอดเหมียวแน่น มิตรภาพที่เคยแตกร้าวเหมือนผนังเก่า พวกเขาโอบอุ้มกันผ่านคืนที่มืดสลัว
เมื่อพายุจางลง แสงแรกของวันใหม่ส่องผ่านรอยแตกของกระจก ทุกคนเงียบขรึม แต่มองหน้ากันด้วยความเข้าใจลึกซึ้งกว่าครั้งใด เพชรวางกล้องลงช้า ๆ ถอนหายใจยาว
เสียงจากเครื่องวิทยุในสถานีดังขึ้นแผ่ว ๆ เป็นเสียงผู้ใหญ่เรียกหาด้วยความห่วงใย “ทีมนักศึกษาทุกคน…ตอบกลับด้วย” เพชรยิ้มเหงา ๆ ก่อนกดสัญญาณตอบรับทุกคนค่อย ๆ ล้อมวงกันแน่นขึ้น อ้อมแขนที่โอบไว้นั้น ไม่ใช่เพียงคำสัญญาอีกต่อไป
ในห้วงเวลาสุดท้ายก่อนวันใหม่จะเริ่มขึ้น กลุ่มวัยรุ่นบนเกาะลอยฟ้าต่างรู้ชัดว่าพวกเขาจะไม่มีวันเหมือนเดิม—แต่จากนี้ พวกเขาจะไม่กลัวความลับของกันและกันอีกแล้ว