ท้องฟ้าจำแลง ณ สตูดิโอศิลปะ
แสงไฟจากหลอดกระจกขาวกระทบกำแพงปูนเปลือย ทะลุทะลวงเส้นเงาของขาตั้งผ้าใบ บนเช้าวันอาทิตย์ที่เงียบผิดปกติในสตูดิโอศิลปะกลางเมือง เสียงขูดของพู่กันกรีดสร้างจังหวะบางอย่างแต่เช้า พราว สาวเซอร์ผมสั้นแอบเว้าแต่งตัวตามใจ ภาพหน้าผากมีเหงื่อปนสี เขียนลายเส้นบนผืนผ้าใบด้วยแววเคร่งขรึม หยาดเหงื่อและสีหยดข้างขมับ เธอมองผลงานที่ยังไม่สมบูรณ์ พึมพำกับตัวเองฟังไม่รู้เรื่อง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!โต้ง ตัวสูง หน้าคม มีรอยแผลเล็กบนคิ้วซ้าย เปลี่ยนใบไม้สดในแจกันใบใหญ่ พยายามปั้นแกะไม้ กระซิบเหมือนชวนตัวเองใจเย็น ทำตาไม่มองพราว พยายามถมใจตัวเองกับงานไม่พูดมาก โบ๊ต ผมหยักศก ท่าทีขี้เล่น ชอบหัวเราะเบา ๆ ประหลาดในสตูดิโอเงียบกริบ กำลังหยิบกล้องถ่ายรูปขึ้นมากดถ่ายบรรยากาศ “พราว เธอต้องลงสีเขียวนิดไหม…”เสียงเขาแซว ฝืนเป็นกันเอง พราวไม่ยิ้ม
เสียงทุบผนังดังแซก เงียบจังหวะหนึ่ง โต้งเงยหน้าอย่างรำคาญ “มีหนูอีกแล้วเหรอ ไอ้ห้องเก็บของนี่” โบ๊ตเดินไปที่มุมสลัวลากเก้าอี้ขวางรางไฟ หลังเถียงกันว่าใครจะหยุดทำงานไปดู พราวเป็นคนเดินไป มือสั่นจากความกังวลลึก ๆ
เธอเปิดประตู แสงเหลืองจากหลอดไฟหล่นใส่เศษกระจกเก่าเบียดกันในลังไม้นิ่ง เธอสังเกตบางอย่างข้างซอกผนัง ก้มมองจุดดำประหลาด เป็นกล่องเหล็กเก่า ดูเหมือนตั้งใจซ่อน พราวพูดเบา ๆ “มีอะไรแปลก ๆ ตรงนี้…มาช่วยหน่อยสิ โบ๊ต โต้ง…” โบ๊ตลังเลแต่รีบเดินมา โต้งตามมาติด ๆ แววตาหงุดหงิดแต่ก็แฝงด้วยความเป็นห่วง
ทั้งสามคนล้อมกล่องนั้นไว้ กล่องเหล็กโปร่ง รอยสนิมกัดกร่อนประหลาด โต้งใช้ปลายแกะไม้งัดฝา ฝาเปิด แสงสะท้อนเงินเย็น ๆ ถูกรูปภาพโบราณขนาดเท่าฝ่ามือครึ่งหนึ่ง ลายเส้นจาง ๆ ของใบหน้าหญิงสาวเศร้าสร้อยและหยดน้ำสีดำที่ดูเหมือนของจริง กลิ่นหมึกโบราณผสมกลิ่นโลหะ โบ๊ตก้มดูใกล้ ๆ “ของใครวะ…ดูเก่ามาก…”
พราวจับภาพนั้น เธอสั่นวูบแปลก ๆ แฟลชในหัวเต็มด้วยภาพที่ไม่รู้จัก “มีชื่อ…ศัลยา เห็นไหม” เธอเอานิ้ววางตรงชื่อที่ขอบมุม โต้งขมวดคิ้ว “ใคร ศัลยา? คนเจ้าของเก่าเหรอ หรือใครเล่นมุข”
เสียงลมหายใจแผ่วสารภาพความกดดัน โบ๊ตกลืนน้ำลาย เสียงเขาสั่น “โยนทิ้งดีไหม เดี๋ยวมันเป็นของต้องคำสาป” ชั่วอึดใจนั้น ไฟในสตูดิโอวูบวาบจางวาบหนึ่ง ก่อนกลับมาเงียบเหมือนเดิม โต้งรีบวางฝาลังไม้ทับไว้ “บ้า…มันก็แค่ของเก่า ได้ข่าวคนจะมาเคลียร์ของอาทิตย์หน้า เอาไว้ก่อน”
สามคนมองหน้ากัน สะดุดกับบรรยากาศที่เปลี่ยนกลายบางอย่างในสตูดิโอนี้ ทุกคนเหมือนสงสัยและไม่กล้าถามตรง ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น ปล่อยความเงียบทอดยาว ปนความลับใหม่ที่ต่างไม่มีใครยอมพูดถึง
เวลาบ่ายคล้อยลง แสงอาทิตย์กระทบกระจกเงาบนโต๊ะยาวกลางห้อง พราวนั่งวาดต่อ ตัดใจคิดถึงภาพโบราณชั่วครู่แล้วไล่ความสั่นไหว โต้งนั่งปั้นดินเหนียว เสียงข่วนโลหะของเครื่องมือดังครืด ๆ โบ๊ตซ้อมบทสัมภาษณ์ศิลปินในกระจกคนเดียว “ถ้าผลงานมันไม่พูดแทนใจศิลปิน จะมีความหมายอะไร” ประโยคกระซิบเหมือนถามตัวเอง
โต้งทิ้งดินเหนียวอย่างแรง เสียงดังโป๊ก “จะตีความศิลปะอะไรขนาดนั้น คนเราก็สร้างอะไรก็ได้ มันจำเป็นต้องลึกซึ้งเหรอ” โบ๊ตขมวดคิ้วเหมือนจะเถียงแต่ก็เงียบไป หลบสายตา
พราวหยิบกล่องน้ำนมขึ้นมาดื่ม จู่ ๆ เธอก็พูดเบาลง “ทุกอย่างต้องมีที่มาบ้างล่ะ…” โต้งหันขวับ เสียงขุ่นกว่าเดิม “บางทีไม่มีที่มาก็ได้ พราว เธอก็จินตนาการไปเถอะ”
บรรยากาศเงียบลง มีเพียงเสียงหายใจไล่ลมหวิวในอากาศ พราวเหม่อยาว กลืนน้ำลายติดคอ เบือนหน้าหนีความอึดอัดที่ค่อย ๆ ก่อตัว ในแววตาของโต้งนั้นมีบาดแผลในใจที่ไม่เคยบอกใคร โบ๊ตขยี้ผมแรง หัวเราะกลบเกลื่อน “เฮ้ย เย็นนี้ไปกินข้าวกันไหม เบื่อแล้ว ขอออกไปนั่งรับลม” ไม่มีใครตอบทันที พราวกัดริมฝีปาก โต้งอ้อมแอ้มตอบเสียงต่ำ “ฉันเหนื่อย รอดีกว่า”
เสียงโทรศัพท์โบ๊ตดังขึ้น สัญญาณจากแม่ “โบ๊ต กลับดึกอีกแล้วเหรอลูก” เสียงสั้น ๆ จากปลายสาย โบ๊ตตอบงึมงำไม่เต็มคำ “แป๊บเดียวครับ กำลังจะออก เดี๋ยวกลับ” เขาเดินมุมหลบมุมสาย โทรศัพท์วางเงียบ ขมวดคิ้วกลุ้มใจ เงาสะท้อนในกระจกโต๊ะ เผยใบหน้าเศร้าซึม โบ๊ตหันกลับมาเจอสายตาสงสัยของพราว “แม่ไม่สบายอีกเหรอ” โบ๊ตนิ่งไป เหมือนไม่อยากพูดถึง แค่พยักหน้า
กลางคืนในสตูดิโอ ศิลปะทาบเงาบนผนัง แสงส้มอ่อน ๆ จากโคมไฟข้างเตียง โต้งนอนตาเปิดโพลง มือกุมหัวใจ กลอกตาไปทางพราวที่นอนบนฟูกแยก ฟังเสียงพราวถอนหายใจพร่า ๆ โต้งพูดสั้น ๆ “พราว…เธอคิดว่าภาพนั้นมันคืออะไร” พราวหยุดนิ่ง หันมาช้า ๆ “ฉันไม่รู้ แต่ฉันกลัว มีอะไรบางอย่างในนั้น”
โต้งถอนหายใจยาว เสียงขื่น “ฉันกลัวเหมือนกัน…กลัวว่ามันจะฝังหัว…เหมือนเรื่องตอนนั้น” เงียบอีกครั้ง ฝนไม่มี ฟ้าสีเข้ม เจือแสงไฟกรุ่น ๆ ที่สาดเป็นเส้นบนกำแพงเหมือนเส้นเลือด ใครสักคนในห้องมีน้ำตาเอ่อขอบตา
คืนนั้นพราวฝันเห็นหญิงสาวในรูปโบราณ หญิงคนนั้นร้องไห้ เสียงน้ำหยดดังแกร๊ก ๆ ภาพในฝันกระชากลากพราวลงไปในห้องมืด กลิ่นน้ำมันเก่า ร่างผู้หญิงผมยาวกระซิบขอความช่วยเหลือ เสียงพราวขอร้อง “อย่าทำอะไรฉันเลย” แต่น้ำเสียงของหญิงนั้นแผ่วสั่น “ช่วย…คืนอิสรภาพให้ฉัน” พราวสะดุ้งตื่น น้ำตาแตกซ่าน กลิ่นหมึกและกลิ่นเพิ่งพบแทรกอยู่รอบตัว
เช้าอาทิตย์หลังจากนั้น โต้งแสร้งทำหน้าปกติ โบ๊ตแต่งตัวเรียบร้อยแตกต่างจากทุกวัน ดอกไม้บนโต๊ะเปลี่ยนเป็นดอกบัวขาว โต้งก้มหน้าเก็บเศษดินเหนียวที่ตกพื้น มือสั่นน้อย ๆ โบ๊ตหรี่ตา มองพราวอย่างสงสัย “เมื่อคืนเธอนอนไม่หลับอีกแล้วใช่ไหม” พราวพยักหน้า ไม่พูดอะไร โต้งเงียบ โบ๊ตเดินไปหลังสตูดิโอ เจอสมุดบันทึกโบราณอีกเล่มในกล่องไม้ ในนั้นมีจดหมายเขียนด้วยหมึกซีด ๆ “…คืนชีวิตให้ข้า ขอสัจจะ…” โบ๊ตเงียบ เดินถือสมุดไปหาพราว
เสียงเปิดหนังสือดังแผ่ว ๆ พราวรับสมุดมาอ่าน ตาเบิกกว้าง แอ่งน้ำตาเอ่อ โต้งกระซิบ “เธอเป็นอะไรกันแน่” พราวเสียงสั่นพร่า “ฉันต้องรู้ว่าศัลยาเป็นใคร ฉันรู้สึกว่าเธอกำลังขอความช่วยเหลือ…หรือบางทีเราควรคืนภาพให้เจ้าของ”
โต้งค้าน “ใครเจ้าของวะ! นี่มันปล่อยทิ้งไว้มานานแล้ว ใครจะรู้ว่าคำสาปหรือไร? จะเดินไปคืนใคร? พราว เธอก็คิดไปเอง” โบ๊ตสวนทันที “แต่เมื่อคืนฉันก็ฝันถึงผู้หญิงคนเดียวกัน เธอร้องไห้…ขอให้เราคืนบางอย่าง” สามคนโต้เถียงกัน เสียงสูงต่ำใกล้จะประสานเป็นทะเลาะ
ประตูสตูดิโอถูกผลักแรง มีชายสูงวัยคนหนึ่งเดินเข้ามา ใบหน้าเคร่ง ผมสีดอกเลา มือถือกุญแจประตู ลมหายใจแรง “เฮ้ย พวกเธอ มาทำอะไรกันแต่เช้า” โต้งรีบตอบแบบตั้งรับ “ทำงานครับอาจารย์…ไม่มีอะไร”
ชายผู้นั้น (อาจารย์ทิวา) มองไปรอบห้อง ก่อนหยุดที่กล่องสนิมบนพื้น สายตาขึงขังแปลก ๆ “เจออะไรในนี้รึเปล่า” โบ๊ตเงียบทันที โต้งสบตาพราว สื่อสารด้วยสายตา พราวกัดปาก “ไม่มีค่ะ แค่ขยะเก่า ๆ”
อาจารย์เดินออกไป โบ๊ตถอนหายใจแรง “เราควรถามอาจารย์ไหม เผื่อเขารู้ว่าภาพศัลยาเป็นใคร” โต้งกล่าวเสียงขุ่น “จะบ้าเหรอ! ถามไปเดี๋ยวซวย…เงียบ ๆ ไว้เถอะนะ อย่ายุ่งกับอดีตคนอื่น”
เช้าวันนั้น พราวตัดสินใจเดินไปห้องพักอาจารย์ ภายในห้องแคบเอกสารกองสูง อาจารย์ทิวามองหน้าเธออย่างประหลาดใจ “ถ้ามีภาพชื่อศัลยา อาจารย์รู้ไหมคะว่าคือใคร” ทิวาปั้นหน้านิ่ง ก่อนตอบหลังกลืนเสียงกลืนน้ำลาย “….ศัลยา เคยเป็นลูกศิษย์ที่นี่นานมาก ภาพเธอถูกเก็บไว้เพราะ….” เขาหยุดพูด ใบหน้าเจื่อนลง
พราวเปิดใจ “เมื่อคืนนี้ฉันฝันถึงเธอ…เหมือนเธอขอร้องอะไรบางอย่าง” อาจารย์ทิวาหลบตา มือกำปากกาแน่น “ไม่มีอะไร…เธอต้องปล่อยให้มันจบ อย่ายุ่งกับอดีต เดี๋ยวมันย้อนกลับมาทำร้ายเรา เปลี่ยนเรื่องเถอะ พราว” พราวเดินออกมารู้สึกราวกับถูกดันให้ห่างจากความจริงมากขึ้น
บ่ายวันนั้น โต้งบ่นอุบ ไม่เข้าใจว่าทำไมพราวหมกหมุ่นกับภาพโบราณ โบ๊ตลอบสังเกตกิริยาตัวเองในกระจก เหลือบดูพราวเป็นห่วง ในขณะที่โต้งระบายสีด้วยแรงกดมือจนกระดาษขาด “เธอ…อย่าให้มันรบกวนจนเสียการงาน” พราวพูดสวน “แต่ฉันต้องรู้”
โต้งหายใจลึกๆ เสียงราบเรียบ “หรือเธอกลัวความจริงในใจตัวเองมากกว่าที่กลัวภาพนั้น” เงียบไปวูบหนึ่ง โบ๊ตรับบทสัมภาษณ์ใส่ไมค์จี้ “แล้วโต้งล่ะ…กลัวอะไรที่สุด” โต้งชะงัก ไม่ตอบ แววตาเจือความหวาดผวาแต่หยิ่งดื้อ
กลิ่นสีน้ำมันเข้มขึ้นในสตูดิโอ หน้าต่างปิดตาย เส้นแสงล็อกห้องนี้เหมือนคุกของศาสตร์ศิลป์ ทุกคนต่างเฝ้ามองหาคำตอบจากภายในตัวเอง