จิตกระจกในเงามืด
เสียงโลหะขูดขีดกับพื้นคอนกรีตในสตูดิโอศิลปะกลางเมืองหัวค่ำวันเสาร์ลอยชัด นักเรียนศิลปะยืนเป็นกลุ่มถกเถียงหน้ากระจกบานใหญ่เก่าแก่อย่างประหม่า โสรยา มือสั่นยามจับพู่กัน เธอมองรอบตัว เห็นศุภวุฒิเปลี่ยนตำแหน่งโพสต์รูปบนผนังแบบไม่ปกติ ส่วนกันต์ลอบมองกระจกแล้วสบตาตัวเองครู่หนึ่งก่อนเดินมากระซิบกับเพื่อน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เมื่อไหร่พวกเนตรกลับมาวะ?” ศุภวุฒิคลายเสียงต่ำ เส้นเลือดที่ขมับเต้นช้า “เราตกลงจะมาช่วยกันเตรียมนิทรรศการคืนนี้ ไม่ใช่มายืนคอยขนาดนี้”
โตโน่ขยับกรอบแว่น พยายามกวาดตาไปรอบตัว คำพูดติดอ่างเล็กน้อย “เนตร..ไม่ติดต่อใครเลยเหรอ โซ?”
โสรยาหลบตา ใบหน้าสีขาวอมชมพูซีดเผือด “เมื่อคืนเนตรส่งข้อความว่าจะลองงานดึก แต่ตอนสายโทรไป เครื่องปิด มันไม่เหมือนปกติ”
บรรยากาศอึดอัดขึ้น ทุกคนสัมผัสได้ถึงเงาในสตูดิโอ ทั้งแสงไฟสลัวและความเงียบหลังประโยค คล้ายบางสิ่งกำลังรอจำกัดการเคลื่อนไหว ทุกสายตาเริ่มมองไปที่กระจกเก่าบานยักษ์ตรงผนังซ้าย อารมณ์แปลกๆ พลิกกลับเมื่อกันต์ชะโงกไปเพ่งหากระดาษโน้ต ปากขยับอย่างลังเล
“ทำไมผมไม่เคยเห็นกระจกนี่มาก่อน ทั้งที่มาเกือบทุกวัน?”
เสียงปฏิเสธจากศุภวุฒิ ไม่แน่ใจนัก “มันอยู่มาตลอดมั๊ง… หรือเปล่า?”
โสรยาก้มมองมือที่เปื้อนสี หลี่ตาเหมือนไม่อยากตอบ วินาทีนั้น ไฟแถวหนึ่งกะพริบจนดับ ทุกคนสะดุ้งและเสียงโลหะหล่นลงพื้น ถึงจะเป็นเพียงถ้วยผสมสีกระทบพื้นเสียงดังก็ทำให้โจ้ เด็กใหม่สุดในกลุ่ม บ่นเสียงสั่น
“เราว่าไม่อยู่ต่อนะ รู้สึกไม่ดี”
กันต์ฝืนหัวเราะบาง “กลัวอะไร แค่ไฟเสียเองมั้ง จะรีบกลับทำไมล่ะ?”
แต่ขณะที่กันต์พูดยังไม่ทันจบ เสียงกรี๊ดจากมุมอับ สายฟ้าฟาดรำไรจากหน้าต่างกระทบพื้นไม้ ทุกคนหันขวับ พร้อมกับเนตรลุกพรวดจากใต้โต๊ะ น้ำตาเปรอะใบหน้า สีหน้าตกใจและสะลึมสะลือ
“ขอโทษ…ฉันขังตัวเองไว้ ฉันเห็นอะไรแปลกๆ ในกระจก” เนตรเสียงเครือ แต่เมื่อพบว่าเพื่อนๆ ล้อมตัวเอง คำพูดของเธอขาดช่วงไป ท่ามกลางสายตาตื่นกลัวของกลุ่มเพื่อน
โตโน่กลืนน้ำลาย “ในกระจก มีอะไรเหรอ?”
เนตรหันไปมองกระจก ขวัญกระเจิง เงาสะท้อนในบานเก่าเผยแววตาหลายคู่ซ้อนทับจาง ๆ และเงาดำหนักแน่นของร่างสูงชะลูด แต่เมื่อทุกคนรีบหันไปมอง กลับเห็นแค่ภาพสะท้อนที่ปกติ
โสรยายืนชิดประตู กระซิบ “มันอาจไม่ได้ปกติอย่างที่เห็น” เธอปรายสายตาไปที่เนตร เหมือนพยายามข่มอะไรไว้ข้างใน
โตโน่ยกโทรศัพท์จะโทรแจ้งอาจารย์ ศุภวุฒิดึงไว้ “อย่า เพิ่งโทรใคร พวกเราแค่จินตนาการมากไปเอง” แต่เสียงสั่นและมือยังไม่ปล่อยแขนโตโน่
กันต์กลับเดินเข้าใกล้กระจกแรก “ถ้ากลัวนักก็แค่พลิกมันออกไปสิ” แต่ปลายนิ้วยังลังเล เขาแค่แตะขอบ ไม่กล้าผลักเต็มที่ เสื้อกันต์เปื้อนสีเขียวอื๋อปิดรอยฟกช้ำบริเวณข้อมือขวา
ขณะทุกคนหยุดนิ่ง ไฟกลับมาสว่างอีกครั้งพร้อมเสียงกระจกแตกแว่ว ทุกสายตามองไปยังบานกระจก มีรอยร้าววิ่งเป็นเส้น และภาพสะท้อนโสรยาค่อย ๆ มืดลงจนหายไปจากบานกระจกโดยไม่มีเหตุผล
“โซ…?” โตโน่เรียกแต่โสรยายังยืนที่เดิม ใบหน้าซีดเผือด และมือสั่นกว่าเดิม เธอก้มลงต่ำก่อนจะพูดเสียงแผ่ว “เมื่อคืน ฉันอยู่ที่นี่กับเนตรจริง แต่… มีบางอย่างในกระจกนั้น มันเหมือน…เหมือนไม่ใช่เราเอง”
การเปิดเผยครึ่งๆ กลางๆ ทำให้ศุภวุฒิหายใจแรงและประกาศลั่น “จะเล่นพิเรนทร์อะไรนัก ไอ้โซ มันไม่ขำ!”
เนตรพยักหน้าน้อย ๆ คำพูดกุกกัก “มันไม่ใช่แค่มุก… มันเกี่ยวกับงานศิลปะเก่าที่ถูกเก็บไว้ใต้พื้นนี่ …เมื่อคืนฉันเห็นมันในเงามืดของกระจก”
กันต์เริ่มเสียงเครือ เหงื่อซึมหน้าผาก “ใครบ้าเอางานปริศนาแอบซ่อนอะไรในนี้? มันสำคัญขนาดต้องทำให้ทุกคนตกใจงั้นเหรอ”
โสรยาเคลื่อนเข้าหากระจกอีกครั้ง เธอมองซากรอยแตกในกระจก นิ้วชี้แตะรอยแตก แววกลัวฝังในแววตา ท่ามกลางความสงสัยของทุกคน เงาตัวเองในกระจกกลับขยับช้ากว่าความเป็นจริง
โตโน่อ้าปากจะทัก แต่ศุภวุฒิกระซิบ “หยุด!” เสียงต่ำกดอารมณ์ไว้ “อย่าทำอะไรกับมันอีก ถ้ายังไม่เข้าใจ”
เสียงหอบเบา ๆ ดังถี่ในกลุ่ม ทุกคนต่างเริ่มถอนตัวถอยร่น แต่ระหว่างนั้น เงาในกระจกเหมือนขยายใหญ่ขึ้น รอยร้าวกำลังส่องแสงเรืองรอง ใบหน้าโสรยาในบานกระจกปรากฏรอยน้ำตาชัดเจนขึ้น
ทันใดนั้น เสียงปริศนาจากด้านหลังดังขึ้น