เงามิรู้จาง
แสงไฟจากหลอดนีออนหน้าร้านชำใกล้ดับ จิตราเดินลัดเลาะริมถนนสายเล็กช่วงหัวค่ำ ชะลอฝีเท้าตอนก้าวผ่านบ้านไม้เก่าสีหม่น เธอขยับเป้บนหลังแน่น แล้วชะโงกมองผ่านรั้วเหล็กเก่า สนามหน้าบ้านเงียบจนได้ยินเสียงหายใจตัวเอง แต่ทันใดนั้นประตูหน้าต่างกระทบแรงราวมีอะไรอยู่ข้างใน เธอหยุด สูดลมหายใจ ก่อนเดินกระชั้นขึ้น
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ใกล้หัวมุมถนน สามายด์ถือวิทยุทรานซิสเตอร์เก่า เดินตุปัดตุเป๋ตามหลังมา หยุดยืนครู่หนึ่ง เขายกหูฟังแนบหู เสียงคลื่นมาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเรื่องการหายตัวไปของชายสูงวัยหมู่ 6 เบื้องหลังจิตรา กิ่งกำลังปั่นจักรยานคันเก่าสั่น ๆ ตามมา พอเห็นเพื่อนทั้งสองหยุด กิ่งเบรกกะทันหัน ล้อเหล็กสีซีดครูดแกร่งบนดิน
“ถ้ากลัวก็กลับบ้านไปไหม จะเดินมาวุ่นอะไรแถวนี้ตอนมืด ๆ” กิ่งเปรยเสียงแข็ง กลบเสียงหัวใจที่ลอบเต้นแรงของตัวเอง
สามายด์ถอนใจ ไม่หันมาสบตากิ่ง “แกไม่เห็นเหรอ นักท่องเที่ยวหายไปอีกราย ตั้งแต่เช้า…แล้วทุกบ้านปิดไฟหมดตั้งแต่ทุ่ม ข้างบนภูเขาก็มีหมอกลงหนัก ป้าหมวยบอกเมื่อคืนได้ยินเสียงคนเดิน คนแถวนี้เลยขวัญกระเจิง”
จิตราเม้มปากแน่น “บ้านหลังนี้ … ฉันฝันถึงเมื่อคืน มีใครผู้หญิงคนหนึ่ง วนเวียนอยู่ในห้องบน ท่าทางเศร้ามาก”
“คิดมากไปเองหรือเปล่าวะ” กิ่งแหวะเบา ๆ แต่น้ำเสียงสั่น กลัวให้เพื่อนรู้จึงแสร้งทำหงุดหงิด
สามามายด์เท้าคางกับวิทยุสายตาหรี่ลง “ถ้าไม่กล้าก็รอข้างนอก เดี๋ยวฉันเข้าไปดูเอง”
แสงไฟในบ้านเก่าแลบวูบหนึ่งก่อนดับวับ กลิ่นอับชื้นเมื่อประตูไม้เปิดดังเอี๊ยด สามายด์ก้าวเข้าไปคนแรก ลูบดวงไฟฉายในมือถือ ข้าวของเก่าถูกคลุมด้วยผ้าสีตุ่น พื้นไม้สั่นควับตามน้ำหนัก เดินไปสุดโถงถึงภาพถ่ายครอบครัวขนาดใหญ่บนผนัง ทุกใบถูกรอยขีดฆ่าใบหน้าบางคนทิ้งไว้เป็นรอยเปื้อนดำ
จิตราตามเข้าไปติด ๆ ขณะกิ่งลังเลอยู่หน้าประตู เธอมองถนนมืดสลัวกับไร่ข้าวโพดหลังคาไกล เลือกตะโกนเสียงสั่น “เร็วหน่อยก็แล้วกันนะ!”
เสียงขยับจากขั้นบันไดด้านบนสามามายด์ชะงัก ชูไฟฉายส่องลอดผ่านเงา เห็นเด็กหญิงในชุดขาวหน้าซีดนั่งกอดเข่าบนชั้นสอง จิตราเบิกตากว้างปรี่เข้าไป ทันทีที่เข้าใกล้ เด็กหญิงก็หายวับไปในอากาศ ทิ้งกลิ่นเย็นวาบทั่วโถงบ้าน
“ใครขึ้นไปข้างบนบ้าง มาเร็ว ๆ ยังไง!” จิตราตะโกน ครู่หนึ่ง กิ่งตัดสินใจวิ่งเข้ามาหาเพื่อน เสียงฝีเท้าทั้งสามดังก้อง ลูกบิดห้องชั้นบนหมุนเองช้า ๆ ประตูแง้มออกทีละนิด ภายในห้องนั้นมีกล่องไม้โบราณ ถูกตั้งในใจกลางพื้นห้อง
สามายด์เปิดกล่องเจอสมุดบันทึกเก่า ภาพรอยเลือดจางบนปก กับข้อความ “ใครทำผิดต้องคืนทุกอย่าง” ลายมือหวัดสั่นคนแก่ กลิ่นอายโศกเศร้าแทรกอยู่ในบรรยากาศ กิ่งเดินเข้ามาอ่านข้าง ๆ เธอสะดุ้งเมื่อจิตราเอื้อมมือแตะสมุด กวาดสายตาข้ามเนื้อหาเก่า ๆ พบคำเตือนในภาษาถิ่นเรื่องความผิดครั้งอดีตของคนในหมู่บ้านและคำสาปเลือดที่ยังไม่จาง
เสียงหวีดเบา ๆ ดังลอดจากช่องลมเหนือหัว จิตราเมินหลังให้กิ่งครู่หนึ่ง สามายด์ส่องไฟฉายสำรวจรอบห้อง เห็นเงาคนผ่านกระจกแตก ๆ ข้างผนัง เงานั้นไม่ใช่ใครในสามคน จิตราใจหายวูบ กิ่งเริ่มน้ำตาคลอบอกเสียงเครือ “เราควรออกจากที่นี่…ฉันไม่อยากอยู่แล้ว”
จิตราหันขวับ น้ำเสียงสั่น “แต่ถ้าเราไม่รู้ความจริง คำสาปอาจอยู่กับเราตลอดไป!”
สามายด์อ่านสมุดต่อ ในนั้นกล่าวถึงเพื่อนรักสองคนที่ต้องเสียสละเพื่อล้างผิดในอดีต คนหนึ่งรอด คนหนึ่งตาย เรื่องเล่าวนเวียนในหมู่บ้าน กิ่งนิ่งงัน ใบหน้าซีดเผือด ยามไฟฉายจับภาพถ่ายหญิงชราในสมุด กิ่งกระซิบเสียงสั่น “เดี๋ยว … ผู้หญิงในภาพ … เหมือนยายของฉันไหม…”
เสียงสิ่งของตกกระแทกชั้นล่าง ทำให้ทั้งสามสะดุ้งแรง สามายด์รีบวิ่งลงมาก่อนใคร พบหน้าต่างถูกเปิดออกเอง ลมตีประตูปัง สามายด์มองกวาดไปรอบห้อง เห็นรอยเท้าเปียกไปจนถึงประตูหลังบ้าน จิตราตามลง เธอจับแขนเพื่อนแน่น ดวงตาหวั่น ๆ เสียงวิทยุที่สามายด์ถืออยู่ติด ๆ ดับ ๆ มีเสียงผู้หญิงร้องขอความช่วยเหลือแทรกขึ้นมาในสัญญาณรบกวน
“เสียงมัน … ไม่ใช่เสียงของคนที่ยังมีชีวิตหรือเปล่า” กิ่งเอ่ยอย่างกลัวสุดขีด หลีกสายตาจากเงาตัวเองที่พาดยาวบนกำแพง
พวกเขารีบออกจากบ้านหลังนั้น ทิ้งทุกอย่างไว้ข้างหลัง แต่ไม่นานนัก เหตุการณ์รอบหมู่บ้านก็เริ่มประหลาด ผู้อาวุโสหลายคนอารมณ์เสีย บางคนป่วยไข้หนัก แบบที่หมอในเมืองตอบอะไรไม่ได้ ไฟบ้านริมตลิ่งดับพร้อมกันกลางวัน ไม่ใช่กลางคืน พ่อค้าขายของตะโกนว่ามีเด็กหญิงแปลกหน้ามานั่งร้องไห้ที่ตลาดยามค่ำ
คืนถัดมา กลุ่มวัยรุ่นทั้งสามรวมตัวที่โรงเรียนร้างท้ายหมู่บ้าน จิตราแวะติดไฟฉายและสมุดโน้ต สามายด์เอาผ้าคลุมไหล่มาด้วย ส่วนกิ่งยังเหลือคราบน้ำตาไม่หาย
“สมุดนี่ต้องซ่อนอะไรไว้ แกอ่านเมื่อไหร่รู้สึกเหมือนมีคนตาม มัน … หนักแน่นบนใจตลอด” จิตราบอกเสียงแผ่ว
สามายด์ยอมรับอย่างเงียบขรึม “ฉันว่าถ้าเรากล้าพอ ลองเปิดสมุดหน้าอื่นต่อไหม ดูว่าจะได้รับรู้อะไรอีก”
กิ่งเบือนหน้าหนี ถอนใจ “ฉันกลัว … แต่ถ้าไม่จบลงสักที พวกเรากับคนในหมู่บ้านจะเป็นอะไรต่อมิอะไรไปหมด”
สามคนตกลงอ่านสมุดบันทึกด้วยกัน พบข้อความเกี่ยวกับความรักต้องห้ามระหว่างหญิงสาวในตระกูลชาวบ้าน กับชายหนุ่มจากอีกฟากภูเขา ทั้งคู่พยายามฝ่าฝืนประเพณี สุดท้ายหนึ่งในนั้นถูกประณามหนักจนวิญญาณไม่สงบถูกจองจำไว้ในผืนแผ่นดินนี้ ลูกหลานจึงต้องชดใช้ในภายหลัง
“แล้วพวกเราเกี่ยวข้องยังไง” กิ่งถามน้ำเสียงฉุนฉุน หนักใจอยู่ลึก ๆ
จิตราก้มหน้า “ยายฉันเล่าแต่เด็ก ว่าตระกูลเรา…เคยแค้นกับอีกฝ่าย แต่ไม่เคยบอกว่าเพราะอะไร ตอนนี้เริ่มเข้าใจแล้ว”
สามายด์กุมขมับ ใจแป้วด้วยความรู้สึกผิด “ถ้าเงื่อนไขคือการเสียสละ นี่แปลว่าพวกเราต้องเป็นเหมือนรุ่นเก่า?”
กิ่งพูดขึ้นมาช้า ๆ เสียงแผ่วเหมือนไม่ได้พูดกับใคร “บางทีการให้อภัยยังทันหรือเปล่า ถ้าเรากล้าขอโทษในสิ่งที่บรรพบุรุษทำ…หรือเราต้องหาคำตอบให้มันจบ”
ตลอดคืนนั้น ทั้งสามคนไม่กล้ากลับบ้าน พวกเขาผลัดกันเฝ้าสมุดกับไฟฉาย ราวกับกลัวสิ่งเร้นลับจะมาดึงตัวไป จิตรานั่งนิ่ง อดสงสัยอนาคตไม่ได้ สามายด์เอ่ยขึ้นเบา ๆ ว่า “แกกลัวอะไรที่สุดจิตรา”
หญิงสาวถอนใจช้า ๆ “กลัวว่าถึงจะสู้จนสุดใจ แต่จะเสียเพื่อนแท้ไปเหมือนเรื่องในสมุดนั่น”
กิ่งจับมือเพื่อนไว้แน่น ไม่พูดอะไร เพียงน้ำตาคลอในตาคู่นั้น
รุ่งเช้าถัดมา สถานการณ์ในหมู่บ้านบีบคั้นขึ้น คุณยายของจิตราป่วยหนัก หมอบอกหาสาเหตุไม่ได้เหมือนหลายบ้าน สามายด์ถูกแม่ต่อว่าให้เลิกข้องเกี่ยวกับคนที่มีประวัติไม่ดี ส่วนกิ่งโดนพ่อห้ามไปยุ่งกับจิตราอีก กลุ่มของทั้งสามเริ่มแตกร้าวเพราะแรงกดดันจากครอบครัวและคนรอบข้าง
จิตราเดินเข้าไปในบ้านยาย คุกเข่าเคียงข้างเตียง คุณยายยื่นมือสั่น ๆ ลูบหัวหลานสาวด้วยความอ่อนโยน “ย่าอยากให้หลานกล้าทำในสิ่งที่ถูก บางทีการให้อภัยเมื่อสายเกินไป จะเป็นตราบาปถึงคนรุ่นใหม่”
น้ำตาคลอหน้าจิตรา เธอสัญญาเบา ๆ ก่อนวิ่งกลับไปหาเพื่อน ๆ ที่จุดนัดพบท้ายหมู่บ้าน
เช้าวันใหม่ ทั้งสามพร้อ…