ไฟในหิมะ
แสงไฟสีส้มจากเสาไฟริมถนนสะท้อนลงบนหิมะขาวโพลน เมืองวินตราอันว่างเปล่าประดับไปด้วยบ้านสีน้ำตาลชื้นฝ้าจากอากาศเยือกเย็น รถคันเดียวแล่นฝ่าลมหนาวผ่านหน้าต่างกระจกห้องสมุดขนาดกลางที่ท่ามกลางหิมะที่เกาะเป็นชั้นหนา เอม—เด็กสาวผมสั้นหน้าเฉย หยิบกระเป๋าขึ้นไหล่พลางกวาดตามองรอบห้อง คนอื่นเริ่มทยอยกลับ เหลือแค่เสียงสนทนาเบาๆ ของกลุ่มวัยรุ่นอีกสามคนที่โต๊ะมุมร้านกาแฟในห้องสมุดที่มีเตาผิงไฟ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“อากาศจะหนาวอะไรขนาดนี้วะเนี่ย” นัทหนุ่มผิวเข้มขี้เล่นพึมพำ มือกลับใส่ถุงมือหนา อรินทร์—เพื่อนหนุ่มอีกคนลอบมองโทรศัพท์ของตัวเองอย่างลึกซึ้งและกระวนกระวาย ส่วนมินตรา—เด็กสาวหน้าจืดผมยาวดูอดทนกับทุกอย่าง หันมาหาเอม
“ปกตินุ่นคงถึงแล้วเนอะ เงียบเลย…” มินตราวางแก้วช็อกโกแลตร้อนพร้อมเสียงถอนหายใจเล็ก ๆ เอมหยุดเดิน เสยผมตัวเองแก้เขิน
“เขาว่าเมื่อคืนลมแรง แต่ไม่ถึงกับตัดไฟห้องเรียนหรอก จริงมั้ย” เอมพูดด้วยน้ำเสียงปกติ แต่สายตาซุกซนนั้นหาคำตอบจากเพื่อน สีหน้าทุกคนหม่นลงทันที นัทหัวเราะกลบเกลื่อนแล้วเสิร์ฟมุกขำ ๆ
“แกอยากฟังเรื่องผีเปล่า เดี๋ยวเล่าให้ฟัง!” แต่ไม่มีใครหัวเราะตาม เอมหรี่ตา เงียบไปชั่วครู่
“ตลกมั้ยถ้านุ่นแค่หลับในห้อง…” อรินทร์ตอบเสียงเบา “ถ้าเป็นนุ่นจริง เขาคงไม่หายทั้งวันแล้วพวก…”
ความเงียบครอบงำอึดอัด ทุกคนสบตากันแล้วหลบตาอย่างสงสัย
เสียงโทรศัพท์ของเอมสั่น เอมรับทันที น้ำเสียงกดต่ำ “สวัสดีคะ? … ค่ะยาย” หัวใจหยุดเต้นชั่วครู่ เอมหายใจลึก “…หา? ตอนนี้เลยเหรอคะ?” เธอกดวาง ก่อนจะหันมองเพื่อน “ขอโทษ ฉันต้องกลับก่อน” เอมสะพายกระเป๋า แม้ในดวงตาจะเต็มไปด้วยคำถาม
หิมะยังไม่หยุดตก เอมเดินฝ่าสายลมหนาวทางเดินริมถนน ทิ้งเงาโดดเดี่ยวไว้บนผืนหิมะ ทุกฝีก้าวของเธอเต็มไปด้วยความกังวล เสียงฝีเท้าทาบทับกลบฝืนและความกดดันที่เพิ่มขึ้นในจิตใจ เอมเดินจนถึงบ้านไม้สองชั้นเก่า ยายออกมารับด้วยหน้าตื่น — มือจับไหล่เอมแน่น
“ยายเพิ่งได้รับโทรศัพท์จากแม่ของนุ่น เขาบอกว่านุ่นไม่ได้กลับบ้านเมื่อคืน ยายรู้จักนุ่นดี ลูกว่านุ่นอยู่กับใครไหม…”
เอมเม้มปาก เธอเคยโกรธนุ่นเรื่องเก่า รู้ตัวว่าตั้งแต่วานนี้ไม่ได้คุยกันเลย ความรู้สึกผิดค่อย ๆ เบียดเข้ามา ทำไมเธอไม่โทรถาม? เธอก้มหน้า ตอบเสียงเบาที่ยังสั่น “ไม่รู้ค่ะยาย…แต่หนูจะลองไปดูที่โรงเรียนพรุ่งนี้”
ค่ำคืนนั้นผ่านไปด้วยความหนาวและความรู้สึกผิดที่หนักหน่วง ยายเดินเข้าไปในครัว เอมหยิบกระดาษโน้ตออกมา เขียนจดหมายเล็ก ๆ ถึงนุ่น “ถ้าเธอกลับมา…ให้อภัยฉันเถอะ” วางไว้ข้างเตียง เธอหลับตา น้ำตาหยดลงบนกระดาษโดยไม่รู้ตัว
รุ่งเช้า เสียงลมหอนยังคงสะท้อนทั่วเมือง หลังจากแลกเปลี่ยนสายตากับยาย เอมหยิบผ้าพันคอสีแดงเก่า ๆ มัดแน่นก่อนลุยออกไปยังหน้าโรงเรียน เธอบังคับจมูกให้หายใจลึก ๆ ทุกสายตาในโรงเรียนต่างลอบมองกันและกันด้วยความระแวดระวัง
มินตราและนัทกำลังสนทนากันเสียงกระซิบที่มุมบันได “รู้สึกมั้ย เหมือนมีใครแอบฟังตลอด” มินตราชำเลืองรอบข้าง เอมเดินเข้าไปใกล้ นัทเงยหน้ามอง เสียงหัวเราะหลอก ๆ “ถ้าตำรวจมาเมื่อไหร่ คงนึกว่าเราทำแน่ ๆ”
“มันไม่ใช่เรื่องตลกนัท!” เอมตอกกลับเสียงกร้าวมากกว่าปกติ ดูเหมือนอารมณ์จะเริ่มปะทุ ทุกคนเงียบบรรยากาศตึงเครียดก่อนที่พวกเขาจะเดินแยกย้ายไปหาข้อมูลเพิ่มเติมที่ห้องสภานักเรียน
ในห้องสภานักเรียนสีเทาขุ่น โต๊ะกระดาษรกด้วยเอกสารและแฟ้มชื่อเด็กเรียน เอมเปิดแฟ้มที่เขียนชื่อ ‘นุ่น’ พลิกกดดันตัวเอง อยากหาคำตอบให้ได้ เธอล้วงมือถือหมายโทรหานุ่นอีกรอบ “เบอร์นี้ไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้” เสียงอัตโนมัติเย็นชาทำให้เธอต่างใจร่วงฮวบ
สายน้ำตาเริ่มคลอ ความรู้สึกผิดและกลัวผสมกัน มินตราหยุดมือ ค่อย ๆ เอื้อมมือวางบนบ่า “เอม…แกโอเคมั้ย”
“ไม่โอเคหรอกมิน ฉันโง่เอง ไม่ควร…ปล่อยเขาแบบนั้น” เอมหวนคิดเรื่องทะเลาะกันวันก่อน น้ำเสียงสั่นสะท้าน
นัทเดินเข้ามาพร้อมคราบน้ำค้างบนแจ็กเก็ต “แต่ถ้าใครเจอนุ่นมาเดินแถวโรงหนังเก่าเมื่อคืน? หรือบ้านร้างท้ายซอย?”
อรินทร์ที่เงียบมานานพูดขึ้นบ้าง “หมายถึง…ที่ที่เขาเคยไปด้วยกัน?” ทั้งสี่มองหน้ากัน คำถามเสียดแทงใจพวกเขาแต่ละคนจนอึดอัดเกินจะทน
เอมฮึดลุกขึ้น “คืนนี้เราควรไปที่โรงหนังเก่า” สามคนที่เหลือสบตากัน สุดท้ายก็พยักหน้า ทั้งจากความกลัวและความหวัง
ค่ำคืนละอองหิมะโรยบางลง กลุ่มวัยรุ่นสวมเสื้อกันหนาวแน่นขันเดินสู้ลมหนาวไปยังโรงหนังเก่า—อาคารสองชั้นที่กระจกหน้าต่างแตก โปสเตอร์หนังหลงยุคยังติดผนังซีด ท่ามกลางความเงียบเสียงฝีเท้าพวกเขาดังสะท้อนอยู่ในโถงใหญ่
มินตรายืนชะงักระหว่างทางเดิน “ทำไมฉันรู้สึกแปลก ๆ มันเย็นกว่าปกติเลย” นัทหยิบไฟฉายส่อง บีบมือกับคอเสื้อแน่นด้วยแรงสั่นประสาท ประตูโรงหนังปิดสนิท กลุ่มเด็กผลัดกันแง้มบานประตูเก่า ๆ กลิ่นอับชื้นตีหน้า
เสียงบางอย่างสะท้อนจากซอกมุม ชั้นสองเงามืดไหววูบอ้อยอิ่ง นัทกลืนน้ำลาย มินตรายกกล้องขึ้นถ่ายรูปอย่างลนลาน อยู่ๆ เหมือนได้ยินเสียงฝีเท้าอินทรีย์ แหลมแผ่วกระทบไม้พื้นเก่า อรินทร์เคลื่อนตัวมาใกล้เอม
“อย่ากลัวนะแก…ถ้ามีอะไร เดินออกไปเลย เดี๋ยวฉันอยู่ข้างในกับนัท” อรินทร์กล่าว เอมหายใจเข้าออกช้า ๆ ตอบเสียงเคร่งขรึม
“จะกลับแล้วเหรอ กลัวตุ๊กแกหรือกลัวนุ่นอยู่ในนี้จริง ๆ?” เอมถามสั้น อรินทร์เมินไม่ตอบ นัทกระซิบ “บ้านร้างท้ายซอยดีกว่านะ นี่มันหลอนเกิน” การตัดสินใจครั้งนี้เต็มไปด้วยความกลัวและไม่มั่นใจ—แต่สุดท้ายทั้งสี่เลือกเดินเข้าไปพร้อมกัน
พวกเขาค้นหาจนถีบประตูเล็กห้องฉายในโรงหนัง พบผ้าพันคอสีน้ำเงินคล้ายของนุ่นหล่นอยู่พื้น เอมหยิบมันขึ้นมาจ้องเขม็ง เห็นคราบน้ำตาและริ้วรอยเปื้อนเลือดแห้งบาง ๆ ต่างตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ทุกคนเงียบงัน เอมชะงักน้ำตาซึม
อรินทร์กระซิบ “มันต้องมีอะไรแย่มากเกิดขึ้นแน่…” มินตรากอดอกแน่น สีหน้าซีดเผือด
นัทจับมือลูบคาง เหม่อเสียงสั่น “แต่ถ้าเธอยังอยู่ในเมืองนี้จริง ๆ เราต้องหาให้เจอ”
การค้นหานำไปสู่การแตกคอกันเองในกลุ่ม วันถัดมาทั้งสี่กลับออกเดิน เร่ร่อนระหว่างบ้านแต่ละหลัง มุมตรอกซอกซอยในเมืองหิมะแห่งนี้ราวกับกลายเป็นเขาวงกตของความลับ ความไม่ไว้ใจก่อตัวขึ้นทีละน้อย
มินตราเริ่มสงสัยเอม hidden=