คืนสุดท้ายในหอพัก M7
เสียงระฆังจากหอนาฬิกาของมหาวิทยาลัยดังแว่วไกลมาเหนือยอดไม้ ท่ามกลางความเงียบของค่ำคืนที่ลมหอบกลิ่นเปลือกไม้เก่าๆ เข้ามาในพื้นที่รอบหอพัก M7 ไฟทางเดินสั่นไหว จังหวะกระพริบค่อยๆ กลืนกลายไปพร้อมเสียงทีวีห้องข้างๆ ท่ามกลางบรรยากาศราวกับเวลาหยุดนิ่ง โอมชายหนุ่มผิวเข้ม รูปร่างสูง ผมเผ้ารุงรัง นั่งอยู่บนเตียงไม้เหล็กของห้อง 322 เขาทอดสายตาไปยังโทรศัพท์มือถือที่ไร้เสียงแจ้งเตือน ราวกับมันคือผนังที่ประสาทกับความว่างเปล่า
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ประตูห้องแง้มออก ทิว เพื่อนรูมเมต ผิวขาวหน้าตาฉลาดสวมแว่นตาหนาเดินเข้ามาพร้อมถุงขนม เขามองหน้าของโอมที่ยังเหม่อมองจอมือถือ ในมือของทิวมีชีทวิชา ‘ปรัชญาศิลป์’ กำลังถูกขย้ำจนยับยู่ยี่
“เฮ้ โอม อ่านอะไรอยู่วะ จะสอบอยู่แล้วนะ” ทิวเอ่ยเสียงนิ่ง แต่แสดงอารมณ์ระทึกใจเบา ๆ โอมเมินไม่ตอบ เยิ่นเครื่องเล่นเกมพกพาบนเตียง
เสียงเคาะประตูสามครั้งดังขึ้นจังหวะสม่ำเสมอ สมใจ เพื่อนหญิงเพียงคนเดียวของกลุ่ม ก้าวเข้ามา เธอสวมชุดนอนลายดอก ดวงตาคมกริบแต่มีรอยคล้ำใต้ตา เธอวางกระเป๋าเป้ใบใหญ่ของตัวเองลงกับพื้นห้อง ถอนใจลึก
“ชั้นเห็นว่าย้ายไปอ่านหนังสือห้องรวมกันบ้างดีกว่ามั้ย อยู่ในห้องอึดอัดจะตาย…หรือพวกนายกลัวอะไร?” สมใจแซว น้ำเสียงมีแววประชดปนความเหนื่อยล้า
“กลัวผีเหรอ?” ทิวย้อน
สมใจไม่ตอบ เธอมองผ่านโอมไปยังหน้าต่างที่บานกระจกเปิดค้าง ราวกับเฝ้ามองอะไรบางอย่างนอกหอพัก
“พวกนี้อีกคน…อดีตเด็กกิจกรรมฯ ปากกล้าขึ้นสมอง” โอมพึมพำเบา ๆ ทิวเหลือบมองเจตนาในแววตาโอม โอมเสหลบทิว รีบหยิบเสื้อกันหนาวสวมคลุมอก
เสียงรองเท้าแตะลากพื้นดังลอดมา ไผ่ เด็กปีหนึ่งที่เพิ่งย้ายมาใหม่ ผอมสูง รอยยิ้มเขินอาย มือกอดกล่องข้าวสารแน่น เย็นชาแต่มีแววสนใจกลุ่มรุ่นพี่ รีบเดินเข้ามาพร้อม เก่ง ชายหนุ่มร่างใหญ่หน้าตาเข้มดุ ดูแข็งกระด้างแต่สายตาแฝงความอ่อนไหว
“อ่านหนังสือมั้ย ห้องรวมว่างอยู่ เดี๋ยวพวกเราชงกาแฟให้” ไผ่ชวน ฝืนยิ้มเพื่อปกปิดความเกร็ง
เสียงประตูปิดเองแบบไร้ลม ทำทุกคนสะดุ้ง เก่งหันขวับไปที่ประตู หรี่ตามองในความมืดระหว่างรอยแตกร้าวของผนัง
“อย่ามาทำหลอกหลอนกันนะ ยุคนี้ไม่กลัวผีแล้วกลัวตกซ้ำชั้น” เก่งประชดเบา ๆ ก่อนทุกคนจะเดินจ้ำ ๆ ออกจากห้อง
ระหว่างทางเดินแคบของหอพักเก่า ทางเดินยาวไปจนถึงโถงกลาง ทุกฝีเท้าต่างมีจังหวะระมัดระวัง เสียงบันไดไม้ดังเอี๊ยดอ๊าดใต้ฝ่าเท้า แสงไฟสีส้มกระพริบอ่อนแรง ทุกคนหยุดมองสำรวจรอบ ๆ เจอรอยเปื้อนสีคล้ำบนผนังและประตูห้องชั้นล่างที่มีสัญลักษณ์ประหลาดขูดขีดด้วยของแหลม
“ใครทำล่ะนั่น…ดูสยองว่ะ” ไผ่กระซิบ
“อย่าใส่ใจ ของพวกเด็กอาร์ตชอบทำอะไรเพี้ยน ๆ” สมใจบ่นแต่สีหน้าวูบไหว จังหวะหนึ่งสายตาเธอเหมือนหลบเสียงหัวเราะเบา ๆ จากใต้บันได
เมื่อเข้าห้องอ่านหนังสือรวม โต๊ะยาวใต้หลอดไฟกระพริบ ทุกคนนั่งล้อมวง ไฟดับขึ้นๆลงๆเป็นระยะ จู่ๆเสียงฟ้าร้องแว่วไกลมา ทิวอ่านหนังสือเสียงขรึม สมใจแกล้งโยนปากกาใส่เก่ง เลยกลายเป็นชนวนถกเถียงเล็ก ๆ เรื่องข้อสอบวิชายาก
“ถ้าไม่มีไฟฟ้า พวกเราจะอ่านยังไงนะ” เก่งประชดเบา ๆ แล้วชงกาแฟ เทใส่แก้วพลาสติก
“หรือเราต้องจุดเทียน…จะดูโบราณไปมั้ย?” ไผ่พึมพำเสียงเบา พลางยื่นไม้ขีด
โอมรับไม้ขีดแท่งหนึ่งขึ้นมา มองขณะไฟจุดติด ความเงียบปกคลุม — แสงเทียนวูบไหวสะท้อนสีหน้าแต่ละคน ภายในเงาสลัวนั้น ทุกคนเหมือนได้พบกับตัวตนลึกลับของตนเอง สมใจถอนหายใจแรง บรรยากาศรอบข้างหนักอึ้ง ทิวเงยหน้ามองโอม สีหน้านิ่งงัน
“ถ้ามีสิ่งที่เรากลัว…แต่ต้องเผชิญ นายจะทำไง?” ทิวถามเบา ๆ โอมหลบสายตา ใบหน้าขึงเครียด มือขยี้ข้อสอบในมือจนยับ
“ก็…เผชิญแบบไม่ต้องเลือกน่ะ ถ้าหนีไม่ได้”
“แต่บางอย่าง มันทำให้เราสูญเสียโดยที่ไม่รู้ตัว” สมใจพูดเสียงแผ่ว เน้นชัดประโยคหลัง คล้ายซ่อนเจตนาในถ้อยคำ ทุกคนนิ่งเงียบ เพียงเสียงเทียนแตกช่อดังเบาๆ
ประตูห้องอ่านหนังสือค่อย ๆ หลุดออกมาเปิดกว้างเอง เสียงแปลก ๆ ดังมาจากโถงทางเดิน มืดสลัว ทุกคนหันมองไผ่ซึ่งเป็นคนที่นั่งใกล้ประตูมากสุด ใบหน้าซีดเผือดระคนกลัว เขากลืนน้ำลายอย่างช้าๆ
“เกิดอะไรขึ้นวะ…” ไผ่กระซิบ โดยไม่ได้คาดคิดว่าไฟในห้องดับพรึบ ทุกอย่างจมหายไปในความมืด ช่วงเวลาสั้น ๆ ที่สายลมเย็นเฉียบปะทะหน้า ก่อนที่ไฟจะกลับมา
สมใจหายไป ทุกคนตะโกนเรียกชื่อเธอ เสียงวิ่งพล่านในโถงหอพัก ไม่มีเงาตัวเธออยู่ตรงไหนเลย เก่งลูบหลังทิ้งร่องรอยหยดเหงื่อ มือสั่น เบียดตัวแน่นกับฝาผนัง หน้าตาแข็งค้างด้วยความกลัว
“สมใจ! อย่าหายไปแบบนี้ เอาจริงดิ อยู่ไหน!” เสียงทิวดังจนสะท้อน ทั้งสี่คนเริ่มออกค้นหา แบ่งกลุ่มออกเดินสำรวจแต่ละชั้นแต่ไร้วี่แวว
โอมเจอผ้าพันคอของสมใจตกอยู่ตรงบันได เธอไม่ใช่คนที่ลืมของง่าย ๆ เขาหยิบมันขึ้นมากำแน่น แล้วนิ่งงัน เสียงหายใจลึกๆ ของทุกคนดังแข่งกับเสียงนาฬิกาเดินช้า ๆ ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยแรงกดดัน
ขณะค้นหาชั้นล่าง ทิวพบประตูห้องน้ำเก่าปิดแง้ม เสียงเหมือนคนสะอื้นอยู่ด้านใน เขาประหม่าแต่กัดฟันเปิดเข้าไป กลิ่นอับรุนแรง ชักโครกน้ำไหลเบาๆ เห็นเงาผ่านเงาสะท้อนกระจกเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่มือเย็นเฉียบจะคว้าข้อแขน
ทิวสะบัดหลุดยืนหอบ หัวใจเต้นรัว เขารีบออกมาสมทบกับทุกคน แต่ไม่กล้าพูดอะไรมาก ท่ามกลางตะเกียงที่แสงริบหรี่ ทุกคนเงียบกริบ ไม่มีใครกล้าแสดงความรู้สึกว่าในใจนั้นหวาดกลัวและอาจจะเสียอีกคนหนึ่งไปจริงๆ
กลุ่มเพื่อนจมอยู่ในวงล้อมความคิดของแต่ละคน ความผิดพลาดในอดีตเริ่มกลับมาตามหลอกหลอน โอมมองไปยังผ้าพันคอในมือ พึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงแตกพร่า “ถ้าเราไม่เผลอพูดคำนั้น สมใจคงไม่หายไป…”
ไผ่เห็นทุกคนเงียบ เลยถามเสียงอ้อมแอ้ม “พวกพี่ๆ ทะเลาะอะไรกันหรือเปล่า?” เก่งหัวเราะแห้ง ๆ “ก็แค่…เข้าใจกันผิด ปล่อยให้เรื่องไม่ดีมันอยู่นานเกินไป”
ขณะนั้น เสียงหัวเราะแผ่วในความมืดแทรกขึ้นอีกครั้ง ทั้งหมดหันขวับพร้อม ๆ กัน ไปยังปลายสุดทางเดินหอพักที่เคยมืดสนิท สามารถมองเห็นเงาคนหญิงในชุดนอนลายดอก วิ่งแวบหายไปเร็วพริบตา
ทิว โอม เก่ง และไผ่ ตัดสินใจวิ่งตามเงานั้นไป ผ่านบันไดไม้ที่ขูดเสียงกับรองเท้าที่ยังเปียกฝน เงาสมใจหยุดอยู่หน้าห้อง 307 ซึ่งเคยเป็นห้องของรุ่นพี่ลึกลับที่ลือกันว่าเคยหายตัวไปแบบไม่เหลือร่องรอยหลายปีก่อน
เก่งเอื้อมมือเปิดประตูห้อง 307 ด้วยแรงฮึดแม้ใบหน้าซีด เงาภายในห้องสะท้อนแผ่นป้ายชื่อเก่า ๆ ตกบนพื้นไฟฉาย ทิวกลั้นหายใจ ทุกคนยืนอยู่ใกล้กัน เสียงประตูร้องเอี๊ยดดังในความเงียบ ไฟในห้องวูบวาบราวกับมีใครสัมผัสปลั๊กไฟขาหลุดๆ
ในห้อง…กลิ่นแปลกประหลาดรุนแรงเข้าปะทะ โอมส่องไฟมือถือบนผนัง เห็นข้อความว่า “อย่าเชื่อใครแม้แต่ตัวเอง” ข้าง ๆ มีรูปถ่ายหมู่ในอดีต — ภาพสมใจกำลังยืนอยู่กับกลุ่มเพื่อนคนเดิม แต่ภาพใบหน้าแต่ละคนถูกขีดทับด้วยหมึกดำและแถบผ้า เผยเพียงรอยยิ้มบาง ๆ ที่ผิดรูปร่าง
เสียงเคาะประตูตึกกลับดังขึ้นชัดขึ้นราวกับมาจากทุกทิศทาง ไผ่ตัวแข็งทื่อ ทิวเงียบพยายามกลั้นความกลัว เก่งยืนเกร็งริมประตู ขณะที่โอมก้มหน้าสั่นศีรษะ “เราเคยว่ากันว่าจะไม่พูดถึงเรื่องนี้อีก…แต่ทุกอย่างมันไม่จบง่าย ๆ เลยใช่ไหม?”
สมใจยืนอยู่ตรงกลางห้อง เธอหันมามองเพื่อนทุกคน ดวงตาสั่นระริกมีน้ำตาคลอ ช่องว่างระหว่างทุกคนแน่นขนัดไปด้วยบรรยากาศหลอนไม่สิ้นสุด เสียงหายใจถี่รัว เหงื่อชื้นทั่วใบหน้าของแต่ละคน สมใจยันตัวเข้าหาโอมเบาๆ
“นายจำได้มั้ย? วันนั้น…วันที่นายเลือกปล่อยให้ชั้นรับทุกอย่างคนเดียว” สมใจเสียงสั่น เบิกตากว้างจ้องโอม ด้านหลังเป็นภาพสะท้อนตัวเธอในกระจกแตก ๆ
“ชั้นขอโทษ… มันผิดเอง ชั้น…ชั้นกลัว ไม่มีใครช่วยชั้น” โอมเสียงพร่า มือกำผ้าพันคอแน่น “เราเห็นแก่ตัวเองมากไป ไม่เคยคิดว่ามันจะเจ็บแบบนี้” ความเงียบครอบคลุม สับสน ปรารถนาให้อากาศห่มคลุมทุกเสียงสะอื้น
ทิวเบือนหน้าหนี เบาเสียงเหมือนระบายใจ “ทุกคนเคยหลบหน้ากัน…แต่ก็เพราะกลัวเหมือนกันหมดนั่นแหละ เราต่างมีแผลเป็นของตัวเอง” ไผ่สูดลมหายใจแรง สีหน้าเริ่มเปลี่ยนจากกลัวเป็นทั้งเห็นอกเห็นใจและสับสน
ขณะที่สายตาทุกคู่สอดประสานกัน แสงไฟรอบตัวหยุดกระพริบ ห้องกลับสว่างขึ้นชัดเจน เงาในกระจกคล้ายละลาย ทุกคนตัดสินใจเดินเข้าใกล้สมใจ ราวกับต้องการข้ามผ่านบางสิ่งที่ขวางกลางใจ
“ถ้ายังอยู่ตรงนี้ เราจะให้มันจบ…ด้วยความจริงกันเถอะ” เก่งเอ่ย
สมใจหลับตา ลมหายใจลึกทั้งน้ำตา มือจับมือโอมแน่น ทิวจับไหล่สมใจ ไผ่ซบแขนเพื่อน น้ำเสียงขอร้องเงียบ ๆ ทุ้มในห้อง”ขอโทษ ขอให้เรื่องนี้สิ้นสุดเสียที”
แสงไฟในห้องสว่างวาบ ก่อนดับลงเหลือเพียงแสงจันทร์เบาบางส่องผ่านหน้าต่าง เมื่อแสงกลับมา ทุกคนถลันกอดกันแน่น สมใจยืนอยู่จริง น้ำตาเต็มใบหน้า ไผ่หัวเราะทั้งน้ำตา เก่งยิ้มเอียง ๆ ไฟในห้องค่อย ๆ กลับมาปกติอีกครั้ง
กลิ่นอากาศยามรุ่งสางปะทะหอพัก M7 ในวันที่ปริศนาปลดปล่อย ทุกคนจับมือเดินออกจากห้อง 307 พร้อมรับมือกับการสอบและความสัมพันธ์ที่แปรเปลี่ยนอย่างถาวร ไม่มีใครลืมร่องรอยคืนหลอน แต่ไม่มีอีกต่อไปสำหรับความกลัวที่ต้องเก็บซ่อน
ภาพจำสุดท้ายที่เงียบงัน — รูปถ่ายหมู่ใหม่หน้าหอพักในแสงเช้าจาง ๆ ทุกคนยิ้มทั้งน้ำตา ท่ามกลางบรรยากาศที่อึดอัดแต่เปี่ยมความหวัง