ท่วงทำนองลับแห่งเกาะเอเรีย
ดวงจันทร์ข้างแรมลอยอยู่เหนือคลื่นสีเงิน เกาะเอเรียนิ่งเงียบ มีเพียงเสียงใบไม้สั่นไหวคลอสายลม ภาธรยืนอยู่หน้าทางเข้าโรงเรียนเก่า หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาส่องดูหมายเลข เขายืนนิ่ง ถามตัวเองซ้ำ ๆ ว่าทำไมรัตน์ถึงยังไม่มา ทั้งคู่สัญญาจะซ้อมดนตรีในห้องชมรมคืนนี้ แต่รังสีขมุกขมัวที่ค่อย ๆ คลืบเข้ามาทำให้เขาเผลอกัดริมฝีปากเป็นเชิงกังวล
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงกุญแจตกกระทบพื้นทำให้ภาธรสะดุ้ง เจ้าของเสียงคือรุ่งฤดี เพื่อนหญิงที่มักมาพร้อมรอยยิ้มประหลาดใจ “ฝึกอยู่เหรอ หรือรอใคร?” เธอถามพลางเดินมาหยุดข้าง ๆ
ภาธรหลบตา “รอรัตน์ เห็นบอกจะมาดึก ๆ”
รุ่งฤดีปรายตามองนาฬิกาข้อมือ “สายกว่าปกติ นี่มันเกือบสามทุ่มแล้วนะ”
“อืม… ป่านนี้ควรถึงแล้ว” ภาธรพูดเสียงเบา ความเงียบเข้าปกคลุมช่วงหนึ่ง ก่อนที่รุ่งฤดีจะพูดขึ้น “ไลน์หาก็ไม่อ่าน” เสียงของเธอสั่นเล็กน้อยแต่พยายามเก็บซ่อน
ไฟฉายของภาธรส่องไปตามเงามืดภายในโรงเรียน รุ่งฤดีสูดหายใจลึก “เราลองเดินหากันไหม?”
ภาธรลังเล มือข้างหนึ่งกุมกระเป๋าเป้แน่น “…โอเค”
ทั้งสองเดินเลียบอาคารเรียน เงาของตนเองทอดยาวบนพื้นซีด ทันใดไฟฉายสะท้อนเข้าประตูห้องดนตรีที่ถูกแง้ม ภาธรชะงัก “เมื่อกี้ตอนซ้อม เราล็อกแน่นอนเลยนะ”
รุ่งฤดีกระชับเสื้อกันหนาว “เข้าไปดูเถอะ”
เสียงสนทนาแผ่วเบาหายไปเมื่อประตูห้องดนตรีถูกผลัก ภายในเงียบสนิท ยกเว้นเสียงเปียโนนุ่มลึกจากมุมห้อง เปียโนเก่าตั้งอยู่กับที่ แต่ไม่มีใครอยู่บนเก้าอี้ ภาธรใจเต้นแรง รุ่งฤดีขยับมาข้าง ๆ เขาเบา ๆ
“ใครเล่น…?”
เปียโนหยุดอย่างกะทันหัน ทุกอย่างกลับคืนสู่ความเงียบ เด็กหนุ่มฝืนกลืนน้ำลาย มองกันและกันโดยไร้ถ้อยคำ
รุ่งฤดีเดินไปลากม่านหน้าต่างออก ให้แสงจันทร์สาดเข้ามา ภาษากายในเงามืดดูอ่อนแรง ภาธรเอื้อมไปเปิดไฟผ่านสวิตช์ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น “ไฟดับ…”
ทั้งสองยืนฟังเสียงลม ภาธรถอนหายใจ “กลับบ้านเถอะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยมาใหม่” รุ่งฤดีไม่ขยับ หันกลับถาม “นายแน่ใจนะว่าจะปล่อยแบบนี้ เราก็รู้ใช่ไหมว่ารัตน์ไม่เคยหายตัวไปแบบนี้”
“ไม่…ไม่ควร” ภาธรตอบเบา เขามองไปยังภาพถ่ายวงดนตรีที่ติดผนัง รูปรัตน์ตั้งอยู่กลางกลุ่ม เพื่อนทุกคนยิ้มบาง ๆ แต่นัยน์ตารัตน์ดูห่างเหินชอบกล
รุ่งฤดีสะบัดมือปล่อยลมหายใจ “ถ้านายกลัว เราอยู่เป็นเพื่อน เอาสิ”
ที่ลานหน้าโรงเรียน ไทรร่มใหญ่โยกไหวในสายลมเย็นเฉียบ ภาธรเดินเงียบ รุ่งฤดีเดินขนาบ รอยยิ้มกลบเกลื่อนอาการประหม่าของเธอ
“นายกลัวผีหรือเปล่า” รุ่งฤดีแหย่ขึ้นมา
“ไม่ใช่กลัวผี… กลัวคนที่อยู่เงียบ ๆ มากกว่า” ภาธรตอบ พยายามหัวเราะแต่เสียงแห้ง
เสียงกรีดร้องแหลมหลุดมาจากอีกฝั่งของสนามหญ้า ทั้งคู่หยุดชะงัก ภาธรร้องเรียก “รัตน์!” แล้ววิ่งฝ่าไปทันที รุ่งฤดีตะโกนตาม “ภาธร เดี๋ยว!”
เสียงฝีเท้าครึกครื้นก้องไปถึงสวนข้างโรงเรียน ซึ่งมีเงาคนยืนนิ่งอยู่หน้าคฤหาสน์ร้างเก่ากลางหมู่ไม้ ภาธรหยุดหอบ รุ่งฤดีมาถึงข้างหลัง หายใจไม่ทัน
“ใคร!” ภาธรตะโกน
ร่างนั้นพลิกตัวอย่างว่องไว เห็นว่าเป็นปัณณ์ เด็กชายชั้นปีเดียวกับพวกเขา ใบหน้าซีดขาวและมือเกร็ง “นาย…พวกนาย…ได้ยินด้วยเหรอ?” ปัณณ์เสียงแผ่วต่ำ สายตาว่างเปล่า
ภาธรอ้ำอึ้ง “ได้ยินอะไร?”
ปัณณ์ชี้ไปทางคฤหาสน์ “เสียงเปียโนนั่น… ฉันได้ยินมาทุกคืนตั้งแต่รัตน์หายไป” เขาน้ำตาคลอ “เมื่อคืน พ่อฉันเข้าไป พ่อไม่ออกมา… ลองฟังให้ดี มันเศร้ามากจนใจจะขาด”
รุ่งฤดีถอนใจ “เราต้องแจ้งตำรวจไหม?”
ปัณณ์ส่ายหน้า “ไม่มีใครเชื่อ ไม่มีใครกล้าเข้า… คนที่เข้าไป ไม่มีใครกลับออกมา”
ภาธรกลืนน้ำลาย มองคฤหาสน์โบราณอายุร้อยกว่าปี สีขาวซีดเหมือนวิญญาณกลางเงามืด “ถ้ารัตน์อยู่ในนั้น…”
“ถ้านายเข้าไปฉันก็เข้า” รุ่งฤดีประกาศแน่วแน่ พวกเขาทำใจกล้าเดินเข้าใกล้ประตูเหล็กสนิม ปัณณ์ตามมาติด ๆ แม้จะขาสั่น
เมื่อประตูเปิด แผ่นดินใต้เท้าสั่นเบา ๆ กลิ่นฝุ่นกับกลิ่นบุหรี่อวลในห้องโถงใหญ่ เปียโนนั้นตั้งตระหง่าน มีโน้ตเพลงเก่า ๆ วางบนฝุ่นผง รุ่งฤดีชี้ไป “โน้ตนี่ชื่ออะไร?”
ภาธรมองตัวโน้ต “ท่วงทำนองลับแห่งเอเรีย”
ในแววตาของปัณณ์ฉายแววสยอง “แม่ฉันเคยเล่าว่าเพลงนี้เล่นได้แค่คนเดียว ถ้าใครเล่น มันจะพาความเศร้ากลืนกิน…”
เสียงแครกในเงามืด ก่อนเสียงเปียโนดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่แค่โน้ต มันเหมือนเสียงคร่ำครวญ ผู้เล่นยังคงไร้ตัวตน
ภาธรเข้าไปใกล้ คำถามในใจดังรุนแรงกว่าเดิม เขานึกถึงรัตน์ กับภาพรอยยิ้มอ่อนแรงในวันที่ผ่านมา เขาเดินไปจนฝ่ามือสัมผัสเปียโน แล้วเสียงก็ดับลงทันที
สะเก็ดไฟแวววับปรากฏขึ้นใกล้เทียนไขเล่มเดียว ปัณณ์ดึงแขนภาธร “พอแล้ว…เราออกไปเถอะ!”
เสียงประตูหน้าคฤหาสน์ปิดปัง ทุกคนชะงัก เงาร่างผอมสูงโผล่ขึ้นบนบันไดคฤหาสน์ ประกายตาในเงามืดยากจะเดา รุ่งฤดีกุมมือภาธรแน่น
เสียงเปียโนเพราะผิดมนุษย์ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ดังจากชั้นสอง เงาร่างขยับเคลื่อนลงทีละขั้น ก่อนหยุดที่บันไดหน้า ทุกสายตามองนิ่ง งันกับความกลัว และยังไม่ยอมถอย
“รัตน์?” รุ่งฤดีเพรียกเสียงสั่น กลั้นใจถาม
ร่างนั้นไม่ตอบ เงียบงัน ก่อนจะเริ่มเดินลงมา กลิ่นควันบุหรี่ลอยอวล เสียงรองเท้ากระทบบันไดแข็ง ในมือถือโน้ตเพลงขาดวิ่น ภาธรใจเต้นโครมคราม สองตาจ้องมองเจ้าของเงาไม่กระพริบ
ร่างนั้นหยุด “…นาย…อยากฟังเสียงเพลงจากข้างในไหม?” เสียงดังเบาราวคนละคนกับรัตน์ ลึกและเหงา
ภาธรถดถอยครึ่งก้าว ปัณณ์เบี่ยงร่างเข้าใกล้เพื่อน “รัตน์ นายเป็นอะไร?”
เงานั้นยกมือสั่น ๆ ขยี้โน้ตเพลงในมือ “มันไม่ใช่ผมหรอก…มันเป็นเสียงของเกาะนี้”
ประโยคนั้นปลุกความหวาดกลัวขึ้นมาในใจทุกคน เปียโนดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ค่อย ๆ กินพื้นที่จนทั้งคฤหาสน์สั่นสะเทือน โน้ตเพลงแปร่งปร่าเหมือนกระชากหัวใจภาธร รุ่งฤดีแจกยิ้มซีด ๆ ในน้ำตา “นี่ไม่ใช่ความจริงใช่ไหม?”
ภาธรสูดหายใจ ใจสั่น เขาโน้มไปยกฝาครอบเปียโน พบนาฬิกาพกใบเก่าขลุกขลิกในเงามืด ด้านหลังกระทบแสงสลักชื่อ “ภัทธา”
“คนที่เคยอยู่ที่นี่…” ภาธรพึมพำ
เงาร่างของรัตน์กระตุก มือทั้งสองกำแน่น “เพลงนี้…” เงียบพักยาว เขาสะอื้น “ผมขอโทษ…”
เสียงหัวใจทุกคนดังขึ้นพร้อมกัน ความเงียบถาโถม ภาธรประคองรัตน์ที่ทรุดนั่งลงข้างบันได
“เกิดอะไรขึ้น?” รุ่งฤดีถามเสียงแตกพร่า ไม่กล้าขยับ
ภาธรกลืนก้อนสะอื้น พยายามเรียบเรียงถ้อยคำ — แต่แล้ว เสียงประตูโครมใหญ่จากชั้นล่างดังลั่น ปัณณ์มองหน้าทุกคน “ใคร…มา?”
เสียงฝีเท้าหนัก ๆ เดินเข้ามาในความมืด แสงไฟกะพริบ พลังงานเย็นเฉียบไหลเวียน ม่านบนหน้าต่างปลิวซ่านจนฝุ่นตลบ ทุกคนชะงักจ้องประตูฝั่งตรงข้าม
ประตูเปิดออกอย่างช้า ๆ ผู้หญิงวัยกลางคนก้าวเข้ามา เธอชื่อสมพิศ ผู้ดูแลคฤหาสน์ตอนที่ยังไม่ร้าง สีหน้าเข้มเหมือนแบกอะไรไว้ตลอดกาล หล่อนหยุดมองกลุ่มเด็ก ๆ ในเงามืด
“ที่นี่ไม่ต้อนรับใครทั้งนั้น” สมพิศเอ่ยนิ่ง ๆ
ภาธรโค้งศีรษะอย่างเก้กัง “ขอโทษครับ…พวกเรามาตามหาเพื่อน”
สมพิศหัวเราะในลำคอ ดวงตาส่องประกายบางอย่างที่อ่านไม่ออก
“เพื่อนหลงอยู่ในเพลงนั้น ไม่มีวันกลับถ้าไม่ยอมรับความจริง”
รัตน์ทรุดร้องไห้ “ผมไม่อยากทำร้ายใครเลย…”