แสงโคมไฟบนยอดสน
เสียงฝีเท้าเบาๆ ดังบนทางเดินหินที่เปียกชื้นกับกลิ่นสนคละคลุ้งไปทั่วอากาศ ใต้แสงไฟสลัวของโคมเก่า รินเดินเร่งฝีเท้าขึ้นเนิน มองเงาตนเองสะท้อนในน้ำค้างบนใบไม้ ดวงตาเธอเต็มไปด้วยเส้นเลือดแดง บ่งบอกถึงการนอนไม่พอเพียงเช่นทุกคืนในช่วงนี้
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“มาช้าไปอีกแล้วนะ!” เสียงห้วนของโชติ ดังลอยออกมาจากหลังต้นสน เขายืนกอดอก ใบหน้าเคร่งขรึม ริมฝีปากเม้มแน่นเหมือนกลั้นคำถามอะไรบางอย่างเอาไว้
“ขอโทษ แม่เพิ่งฟื้นไข้ ฉันเลยต้องช่วย…” รินกระซิบเบา มองไปยังเพื่อนอีกสองคนที่รออยู่ด้วย ทิว วิ่งวนไปรอบๆ กิ่งไม้กระทบกันดังกรอบแกรบ ท่าทางกระสับกระส่ายเหมือนมีบางสิ่งค้างในใจ
“งั้นเริ่มเลยมั้ย?” อร ร่างเล็กแต่ดวงตาคม มองทุกคนทีละคน สีหน้าดูกล้าเกินวัย เห็นนาฬิกาในมือก็ถอนหายใจ “คืนนี้ต้องรู้ให้ได้ว่าภูเขาด้านหลังมีอะไร ทิว นายเอาไฟฉายไหม?”
ทิวเงียบไป ก่อนรับไฟฉายจากอรอย่างลังเล เหงื่อผุดที่ข้างขมับ “ฉันยังไม่แน่ใจว่าเราควรมาที่นี่คืนนี้…”
“ถ้าไม่มา ก็จะไม่มีวันรู้ว่าคำสาปในหมู่บ้านเราจริงไหม” โชติพูดเสียงต่ำ น้ำเสียงประชดแต่แฝงความกลัว รินมองลอดกิ่งไม้ เห็นหมู่บ้านเบื้องล่าง บ้านแต่ละหลังหน้าต่างปิดสนิท ไม่มีใครกล้าออกมาเดินเวลานี้นอกจากพวกเธอ
พวกเขาเริ่มออกเดินตัดเข้าไปในป่า เสียงกิ่งไม้แห้งหักใต้เท้าดังแตกลั่น ไฟฉายส่องไปเจอแต่เงาดำของทรงต้นสน รินเดินใกล้โชติ ตาเหลือบมองพื้น พยายามไม่ให้น้ำตาซึมเพราะใจยังคิดถึงแม่ที่ป่วย
“อร เธอไม่คิดว่าคืนนี้มันเงียบผิดปกติไปหน่อยเหรอ?” ทิวพูดเสียงเบา
อรหยุดเดิน มองไปรอบๆ ยกมือป้องแสงไฟ “ตกลงถ้ามีอะไรโผล่ออกมาจริง เราจะทำยังไงกัน?”
โชติถอนหายใจแรง “คงได้แต่วิ่ง ถ้าเป็นเสียงลือกันจริงๆ มันต้องให้มีใครกล้าพอสักคน…”
รินยืนนิ่ง พลันสายลมเย็นวูบพัดผ่าน ใบไม้ร่วงกราวเหมือนเสียงกระซิบ เธอหันไปเห็นแสงสีม่วงอ่อนสั่นไหวเหนือยอดสนด้านหลัง
“ดูนั่น!” เธอชี้มือ เสียงสั่น โคมไฟกระดาษสีม่วงลอยอยู่เหนือยอดสนราวกับมีใครจุดมันขึ้นมาได้เอง รินก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว รู้สึกเหมือนถูกดึงให้เดินเข้าไปหา
“ไม่มีทาง…” ทิวพึมพำ ดวงตาเบิกกว้าง “พวกผู้เฒ่าบอกว่าถ้าเห็นแสงนี้ จะต้องมีคนจากตระกูลเจ้าหนี้ต้องชดใช้”
อรยืนนิ่ง มือกำไฟฉายแน่น เสียงหายใจถี่ขึ้น “แต่ปีที่แล้วก็มีคนเห็น—แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นซักอย่างนี่นา”
รินกลั้นหายใจ ความสับสนซ้อนซ่อนในหัวใจ ก่อนพยายามก้าวไปข้างหน้า แม้ขาจะสั่น “เรา…ไปดูใกล้ๆ มั้ย?” เสียงเธอแผ่วในความเงียบ เพื่อนๆ มองหน้ากัน ไม่มีใครตอบในทันที
พวกเขาเดินต่อ ลัดเลาะผ่านต้นสนสูงจนแทบมองไม่เห็นเดือนบนฟ้า จนจู่ๆ เสียงใบไม้แตกอีกครั้ง คราวนี้ไม่ได้มาจากฝีเท้าใครในกลุ่ม ทุกสายตาหันไปที่ต้นสนใหญ่ข้างทางอย่างหวาดระแวง
“ใครอยู่ตรงนั้น?” โชติร้องถาม ไฟฉายส่องกวาด เห็นเพียงเงาดำเคลื่อนวับผ่าน
ทันใด เสียงหัวเราะแผ่วเบากึกก้องออกมาจากเงามืด ทิวหันไปจับข้อมืออรแน่น ดวงตาไหวระริก
“กลับกันดีกว่าไหม…” ทิวกระซิบ อรส่ายหน้า “คืนนี้ต้องรู้” เธอหันไปทางริน “เธอกลัวรึเปล่า?”
รินลังเล เธออยากกลัว อยากถอย แต่สายตาเห็นแสงโคมไฟกะพริบอีกครา จึงส่ายหน้าเบา ๆ “ฉันต้องหาคำตอบ เพื่อแม่ด้วย…”
กลุ่มเดินต่อ เสียงกิ่งไม้ครืดคราดท่ามกลางลมแรงจนไฟฉายกระพริบ ทันใด ทุกคนหยุดชะงัก เมื่อเจอกระดาษเก่า ๆ ผูกติดกับต้นสนต้นหนึ่ง อรค่อย ๆ แกะออกมาอ่าน เสียงเบาเฉพาะพวกเธอ
“เจ้าบุญธรรมตระกูลผู้เฒ่า สาบานว่าจะรักษาคำมั่น หากทอดทิ้งจะต้องรับโทษ”
ทิวขนลุกซู่ “มันหมายถึงตระกูลใครกันแน่…”
โชติเม้มปาก มองรินแวบหนึ่งเหมือนมีอะไรอยากพูดแต่ไม่กล้าบอก แววตารวนระหว่างโกรธกับเศร้า
โคมไฟสีม่วงปรากฏอีกลูก คราวนี้ลอยต่ำลงมาจนเกือบแตะยอดสน กลุ่มหันขวับมองตาม ทุกคนใจเต้นแรง อรรู้สึกถึงความเงียบกล่าวโทษในอากาศ
“ทำไมเธอต้องเสี่ยงเพราะแม่ด้วย?” อรพูดเสียงเบา กังวลแฝงอยู่ในน้ำเสียง รินนิ่ง—ไม่แน่ใจว่ากำลังพยายามแก้คำสาป หรือต้องการหนีความผิดที่ตัวเองสร้างไว้ในอดีต
โชติก้าวเข้ามาใกล้ริน เสียงต่ำ “บางทีเรื่องของตระกูลเรา อาจไม่ใช่เรื่องของใครคนเดียว”
ทิวมองโชติ เหมือนอยากพูดอะไรบางอย่างแต่หยุดไว้ เพียงแต่ใบหน้าเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดที่เก็บงำมานาน
จู่ๆ ลมกรรโชกอีกระลอก ทุกคนต้องเอามือป้องตา กระดาษเก่าที่อ่านหลุดปลิวหายไปในความมืด รินมองตามสายลม พึมพำกับตัวเอง “ความลับต้องถูกเปิดเผยคืนนี้สินะ”
เสียงนาฬิกาในมืออรร้องขึ้น กลุ่มจึงตกลงกันว่าจะเดินต่อไปให้ถึงต้นสนที่แสงโคมไฟลอยต่ำที่สุด
ในขณะที่เดินเงียบ ๆ กันไป รินรู้สึกขาของตนสั่นระริก เธอเคยบอกโกหกเรื่องหนึ่งกับทุกคน รู้สึกผิดในใจที่ยิ่งเดินเข้าใกล้แสงโคมไฟก็ยิ่งแผดเผาความลังเลให้ลุกโชนขึ้น
“ถ้ามีอะไรมากกว่านี้ ฉันจะไม่หนีอีกแล้ว…” รินกระซิบกับตัวเองโดยไม่มีใครได้ยิน
เมื่อลอดเข้าไปใต้ต้นสนใหญ่ที่สุด โคมไฟสีม่วงลอยนิ่ง ราวกับรอคอยบางสิ่ง ทันใดนั้น เสียงร้องไห้แผ่วดังขึ้นจากด้านหลังต้นสน กลุ่มหยุดชะงัก ทุกคนหันมองหน้ากัน โลหิตในร่างกายรินเย็นเฉียบ
“นั่นเสียงอะไร…” ทิวถามเบาๆ
ทุกคนหยุดยืนนิ่งฟัง เสียงแผ่วของเด็กสาวร้องไห้ลอยมาตามลม รินสั่น เสียงหัวใจตัวเองดังกว่าลมหายใจของเพื่อน ๆ
โชติประสานมือแน่น “เราต้องไปดู”
พวกเขาเดินอ้อมต้นสนไป พบเด็กหญิงคนหนึ่งนั่งกอดเข่าในเงามืด ผมหยักศกยาวถึงไหล่ เสื้อผ้าเก่า ๆ เปรอะโคลน เธอกำลังมองโคมไฟสีม่วงบนยอดสนด้วยสายตาว่างเปล่า
รินหยุดอยู่ใกล้ที่สุด ใจเต้นแรง “หนูเป็นใคร?”
เด็กหญิงไม่ตอบ เพียงเงยหน้ามอง พึมพำเสียงแผ่วว่า “แม่อยู่ไหน…” แล้วหลบสายตากลับไปที่โคมไฟเช่นเดิม
อรเดินเข้าไปช้า ๆ นั่งลงข้าง ๆ พยายามพูดอย่างอ่อนโยน “เธอหลงทางเหรอ? เราจะช่วยเอง”
ทิวยืนลังเล บีบไหล่ตนแน่น “หลานตระกูลเจ้าหนี้ใช่ไหม…” ประโยคเหมือนพูดกับตัวเองมากกว่ากับเด็กหญิง
โชติเหลือบตามองริน เหมือนจะถามว่าความจริงเกี่ยวกับตระกูลเธอใช่ไหม รินพยักหน้าช้า ๆ อย่างยอมรับ
ไฟโคมสีม่วงแกว่งไกวเหมือนกระอักกระอ่วน รินสูดหายใจลึก ตัดสินใจสารภาพเสียงสั่น “แม่ของฉันเป็นคนสุดท้ายในตระกูลเจ้าหนี้… ฉัน ขอโทษ”
บรรยากาศเงียบงัน ทุกสายตาจับจ้องมาที่ริน ทิวเม้มปาก น้ำตาคลอ อรนิ่งฟังอย่างตกตะลึง เด็กหญิงยังคงนั่งกอดเข่าร้องไห้เบา ๆ อยู่ข้างโคมไฟ
โชติค่อย ๆ เดินมาหา มือแตะบ่ารินเบา ๆ “ถึงเป็นอย่างนั้น เราก็เป็นเพื่อนกัน เราต้องช่วยกันแก้ไข”
สายลมเย็นโชยผ่านอีกครั้ง โคมไฟสีม่วงดับวูบและติดขึ้นใหม่ คราวนี้เหนือศีรษะของกลุ่มเพื่อนทั้งสี่
เสียงร้องไห้ของเด็กหญิงเริ่มเบาลง เธอเงยหน้ามองริน น้ำตาเปื้อนแก้ม “ฉันรอแม่มานานแล้ว ทำไมไม่มีใครพาฉันกลับบ้าน…”
รินรู้สึกผิดในใจ ค่อย ๆ ไปนั่งข้างเด็กหญิง “ถ้าเธอเชื่อใจ เราจะพากลับเอง” เธอกุมมือเด็กหญิง เย็นเยือกแต่สัมผัสได้ถึงความเหงาและเจ็บปวด
ทันใดนั้น แสงโคมไฟขยับจากยอดสนลอยต่ำลงมาจนถึงมือเด็กหญิง เธอรับแสงนั้นไว้ น้ำตาหยุดไหล เสียงกระซิบจากรอบป่าแผ่วเบาลง หมอกบางลอยผ่านหน้าเพื่อนทั้งสี่
“คำสาปจะสิ้นสุดหรือยัง?” อรถาม ท่าทางหวาดหวั่นแต่คาดหวัง
เด็กหญิงจับมือรินแน่น “จะพาฉันกลับบ้านจริง ๆ ใช่ไหม”
รินพยักหน้า สายตาจริงจัง “ใช่ ทุกคนที่นี่จะช่วย” โชติ ทิว กับอร ต่างค่อย ๆ เข้ามานั่งล้อมวงรอบเด็กหญิง ราวกับวงเพื่อนที่ไม่เคยทิ้งกัน
แสงโคมไฟสว่างขึ้นเรื่อย ๆ ส่องใบหน้าทุกคนจนเห็นความกลัว ความเสียใจ ความรัก และความหวังปะปนกัน น้ำตาเอ่อขึ้นในตาริน เธอพูดเสียงสั่น “แม่ฉันทำผิดไว้จริง แต่ฉันอยากขอโทษแทนและจะไม่ยอมทอดทิ้งเธออีก”
ในชั่วขณะที่มือของทุกคนแตะกันและความเงียบเข้าปกคลุม โคมไฟสีม่วงพลันสว่างจ้าแตกกระจายเป็นละอองแสงโปรยเหนือยอดสน เสียงร้องไห้แผ่วหายไป เด็กหญิงค่อย ๆ คลายมือจากรินแล้วหันกลับมามองสุดท้ายพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ
“ขอบคุณ…” เสียงเธอแหบพร่า พูดออกมาช้า ๆ ก่อนแสงตัวเองค่อยๆ จางหายไปกับละอองโคมไฟ ทิ้งเพียงความสงบลึกซึ้งเหนือยอดสนและหัวใจของเพื่อนทั้งสี่
โชตินั่งนิ่งหลับตา น้ำตาหยดเดียวกลิ้งจากหางตา ทิวกับอรโอบไหล่รินไว้แน่น บรรยากาศเต็มไปด้วยความเข้าใจและการให้อภัยที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
เมื่อเสียงนกเช้าตัวแรกดังขึ้น กลุ่มเพื่อนค่อยๆ ลุกออกจากวง เดินลงเนินกลับหมู่บ้าน ทิ้งความกลัวและความผิดพลาดไว้กับยอดสนเบื้องหลัง หัวใจของรินเบากว่าเคย เธอกล้าสบตาเพื่อน ๆ อย่างเต็มภาคภูมิ รู้ว่าทุกคนเติบโตไปพร้อมกันในค่ำคืนที่แสงโคมไฟส่องนำทาง
เมื่อเดินถึงบ้านเช้าตรู่ รินสบตาแม่ที่เพิ่งลืมตาตื่นมานั่งรออยู่ในครัว แม่ยิ้มอ่อนโยน น้ำตาซึม เธอเดินเข้าไปกอดแม่แน่น รู้ว่าความลับและคำสาปได้สิ้นสุดแล้ว ในแสงอ่อนของเช้าใหม่ที่หมู่บ้านบนยอดสน