แสงจันทร์ในห้องสมุดร้าง
เสียงบานกระจกไม้บานใหญ่ของห้องสมุดเก่ากลางเมืองดังเอี๊ยดอ๊าด ขณะที่อิงอรผลักประตูเข้าไป ดวงตากลมวาวของเด็กหญิงสิบเจ็ดปีเบนมองรอบตัวอย่างระแวดระวัง กลิ่นกระดาษเก่าและฝุ่นละอองในแสงจันทร์ส่องลอดหน้าต่างช่องแคบ อิงอรกระชับเป้สะพายไหล่เอาไว้แน่น เธอสูดลมหายใจลึกแล้วเดินช้าๆ ลึกเข้าไปในห้องสมุดที่ไร้ผู้คน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!"ถ้างั้น…อยู่แถวนี้ไม่เห็นมีใครเลยนี่?" เสียงแผ่วแทรกออกมา อิงอรเอื้อมมือไปแตะกระเป๋าหยิบมือถือ แต่ยังคงเงียบงัน ไม่มีสายเรียกเข้า ไม่มีข้อความ หัวใจเต้นแรงด้วยความกังวลและความกลัวปะปนกัน
เธอเดินผ่านชั้นวางหนังสือที่เอนเอียงเชื่องช้า เงาของเธอทอดยาวไปตามพื้นไม้ เสียงร้องไห้เบา ๆ ดังลอดมาจากหลังโต๊ะทำงานไม้เก่าคล้ายเสียงแว่วจากอดีต อิงอรชะงัก เท้าหยุดนิ่ง ขนลุกวูบ
มือเธอสั่นเล็กน้อยก่อนจะรวบรวมความกล้าเดินเข้าไปช้าๆ เห็นเนตรฤทัย เด็กหนุ่มหน้าตาเฉยขรึมกำลังซ่อนร่องรอยน้ำตาไว้ใต้เงาสะท้อนของโคมไฟเล็ก ๆ บนโต๊ะ เขาหันมามองสบตาอิงอรด้วยแววสงสัยและตื่นกลัวปะปนกัน
"ขอโทษ… เราไม่ได้ตั้งใจจะทำให้ตกใจ" อิงอรเอ่ยเสียงเบา พยายามไม่เปิดเผยว่าตัวเองก็หวาดกลัวไม่ต่างกัน
"ไม่เป็นไร…เราเองก็…ไม่ได้อยากอยู่ที่นี่คนเดียวหรอก" เนตรฤทัยพูดโดยไม่เงยหน้า นัยน์ตามีแววเศร้าแปลก ๆ
ทั้งสองนั่งลงตรงเก้าอี้ไม้เก่าข้าง ๆ กัน เสียงนาฬิกาจากผนังดังก้องในความเงียบเชียบอึดอัด อิงอรพยายามหาเรื่องคุยเพื่อไม่ให้บรรยากาศอึมครึมจนเกินไป มือเธอลูบกระเป๋าสะพายคล้ายมองหาอะไรยึดเหนี่ยว
"ทำไมถึงมาอยู่ห้องสมุดนี้ตอนดึก ๆ?" อิงอรถาม
เนตรฤทัยกลั้นใจครู่หนึ่งแล้วตอบ "คุณยายเราเคยอยู่ที่นี่…แต่เมื่อสามสิบปีก่อนเธอหายตัวไปไม่มีใครพบอีกเลย ทุกคนคิดว่าเธออาจ…" เขาเว้นวรรค ละสายตาก้มต่ำ
บรรยากาศในห้องสมุดพลันเย็นยะเยือก พอเงียบเสียงลง เสียงเหมือนฝีเท้าเบาระริกดังไกล ๆ จากหลังห้อง อิงอรชะเง้อมอง สีหน้าสงสัย แต่ไม่กล้าลุกไปตรวจสอบ
แสงจันทร์สาดส่องลงบนโต๊ะไม้ตรงกลาง ดินสอที่วางอยู่กลิ้งตกลงมาเองเหมือนมีมือใครจับ อิงอรนิ่งงัน เนตรฤทัยมองเธอเป็นเชิงถาม
"เห็นมั้ย…ที่นี่มีอะไรประหลาด ๆ มาตลอดตั้งแต่ยายหายไป ไม่มีใครกล้ากลับมาอ่านหนังสือที่นี่อีก"
อิงอรกลืนน้ำลาย "แล้วเธอมาหาอะไร?"
"ผมแค่อยากรู้ความจริงเกี่ยวกับยาย…อยากรู้ทำไมเธอถึงหายไป…คุณล่ะ ทำไมมา?"
อิงอรเกร็งนิ้วเผลอจิกกระเป๋าแน่น "เราทะเลาะกับแม่…ไม่รู้จะไปไหน ก็เลยหนีมาที่นี่" เสียงอิงอรแผ่วลงในความมืดสลัว กลิ่นหนังสือโบราณลอยคลุ้งในอากาศ สองเด็กนั่งเคียงกัน ท่ามกลางความเงียบที่ปะปนไปด้วยอดีตและความสูญเสีย
เสียงประตูด้านในห้องสมุดดังแอ๊ด ฝุ่นปลิวว่อน นรินทร์–นักศึกษาฝึกงานห้องสมุดร่างสูง ผมกระเซอะกระเซิง แต่งชุดนักศึกษาเก่าๆ เดินเข้ามา มือถือไฟฉายส่องทางอย่างระมัดระวัง
"มาแอบทำอะไรที่นี่?" นรินทร์พูดพลางขยี้ตา ดูประหม่าแต่พยายามกลบเกลื่อน
"ก็…กำลังคุยกัน" เนตรฤทัยตอบเสียงเครียด
นรินทร์มองสลับไปมาระหว่างอิงอรกับเนตรฤทัย ดูเหมือนไม่ไว้ใจนัก ก่อนจะไปนั่งลงตรงชั้นวางหนังสือฝั่งตรงข้าม
"ผมฝึกงานอยู่ที่นี่…ตั้งแต่ยายหายไป มีเรื่องแปลก ๆ เกิดตลอด ผมแค่…อยากรู้เหมือนกัน" น้ำเสียงเขาแฝงความกังวลและความหวาดกลัว
สายลมวูบผ่านบานหน้าต่าง เสียงกิ่งไม้ขูดกระจกเบาๆ เหมือนเสียงกระซิบขอความช่วยเหลือ เนตรฤทัยลุกขึ้นเดินไปหยิบสมุดบันทึกเก่า ๆ ที่อยู่บนชั้นเปิดค้างไว้ หน้ากระดาษมีรอยปากกาขีดฆ่า กับตัวหนังสือบางบรรทัดลางเลือน
"นี่สมุดของยาย…แกเขียนทิ้งท้ายก่อนจะหายตัวไป" เนตรฤทัยเปิดหน้าสุดท้ายให้ทุกคนดู อิงอรเบือนหน้าหนีเพราะกลัวจะเห็นอะไรที่ไม่อยากรู้
ภายในสมุดบันทึก มีข้อความสั้น ๆ "คืนจันทร์เต็มดวง ฉันเห็นเงาในห้องสมุด…ถ้าใครเจอจดหมายฉบับนี้ โปรดให้อภัยในสิ่งที่ข้าทำไว้…"
ความเงียบงันตกลงบนทุกคน นรินทร์ถอนหายใจยาวๆ "มันคืออะไร? เงาอะไร? คุณยายทำอะไรผิด?"
เนตรฤทัยพูดเสียงเบา "ยายเคยทำผิดกับใครสักคน…วิญญาณบางตนยังติดอยู่ที่นี่"
แสงไฟฉายของนรินทร์ส่องไปที่ชั้นหนังสือมุมอับ เงาดำลังเลือนลางไหววูบอยู่ด้านหลังเหมือนตอบรับ อิงอรตัวแข็ง ไม่กล้าแม้แต่จะกระพริบตา
"แล้วเราต้องทำอะไร?" อิงอรถามเสียงแผ่ว
"เราต้องหาความจริง…และให้อภัย" เนตรฤทัยเอื้อมมือมาสัมผัสสมุดเบาๆ นัยน์ตาแน่วแน่ชั่วขณะหนึ่ง สายตาเขามองตรงไปไกลเกินกว่าความมืดในห้องสมุด
ท่ามกลางความเย็นยะเยือกทั้งสามต่างเฝ้าฟังเสียงความเงียบ เพียงเพื่อจะได้ยินเสียงกระซิบของใครบางคนที่ไหลมากับสายลม เสียงนั้นแผ่วจนแทบไม่ได้ยิน "ให้อภัย…"
ขณะที่ทุกคนเงี่ยหูฟัง เสียงประหลาดก็สงบลงทันที ความเงียบแปรเปลี่ยนเป็นความอึดอัด อิงอรมองหาอะไรรับรู้ไม่ได้ในเงามืด ความหวาดกลัวและความสงสารพัวพันกันในอก
นรินทร์ยกไฟฉายขึ้นส่อง เงาดำขยับหายเข้าไปในชั้นหนังสือเก่า มือของเขาสั่นเล็กน้อย "เธออยากเจอกับอดีตขนาดนั้นเลยเหรอ?" เขากระซิบถามเนตรฤทัย
"บางสิ่งต้องเผชิญ…ไม่ใช่เพราะอยาก แต่เพราะหลีกเลี่ยงไม่ได้" เนตรฤทัยตอบอย่างหนักแน่น
แสงจันทร์เปลี่ยนมุมสาดเงาประหลาดไปทั่วห้อง ทั้งสามมองหน้ากันเงียบ ๆ ไม่มีใครพูดอะไรอีกนาน อิงอรสัมผัสถึงหัวใจที่หนักอึ้งของแต่ละคนผ่านความเงียบนี้
เสียงพลิกหน้าหนังสือดังข้างตัวอิงอร แต่ไม่มีมือใคร อิงอรทนไม่ไหวผุดลุก "เรา… ต้องหาทางช่วยยายของเธอ กับใครก็ตามที่ยังติดอยู่ที่นี่"
"ช่วยยังไง?" นรินทร์ถามเบาๆ สายตาตื่นตระหนกแต่ซ่อนความอยากรู้อย่างแรงกล้า
อิงอรสูดลมหายใจลึก นัยน์ตาเธอสั่นไหว "เราต้องตามหาความจริง…ว่าทำไมถึงต้องขอการให้อภัย สืบทุกอย่างจากที่ยายของเนตรฤทัยเหลือไว้"
ทั้งสามเดินตามกันไปยังห้องบรรณารักษ์เก่า ประตูเหล็กขึ้นสนิม มีร่องรอยถูกงัด เสียงกลอนเก่ากระทบกันเสียงแหลม เมื่อประตูเปิดออก กลิ่นอับและผงฝุ่นฟุ้งเข้าใส่หน้า
ข้างในสลัว ตู้เอกสารไม้อยู่ตรงมุมสุด ประตูฝั่งหนึ่งปิดสนิท ลิ้นชักด้านบนถูกงัดเปิดคาไว้อย่างประหลาด ในลิ้นชักนั้นมีเพียงจดหมายฉบับเก่า เนตรฤทัยหยิบขึ้นมา อ่านด้วยมือสั่นเล็กน้อย
"ถึงผู้ที่พบ…ข้าขอโทษ ข้าคิดถึงอดีตคืนวันในห้องสมุดนี้ ข้าเผลอเอาความลับของคนอื่นไปบอกเล่า จนเกิดเรื่องใหญ่ขึ้น ข้ากลัวจะไม่มีวันได้รับการให้อภัย หากใครอ่านข้อความนี้ โปรดปลดปล่อยข้าจากความผิดด้วย…"
เงาแว่ววาบไปตามผนัง ราวกับเศษเสี้ยวของอดีตยังวนเวียนรอการให้อภัย นรินทร์นิ่งเงียบ สายตาทาบทับไปด้วยความเศร้าซึม สัมผัสถึงบางสิ่งที่หนักอึ้งในใจตนเอง
เนตรฤทัยครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะพูดว่า "ยายไม่ได้เลวร้าย แค่กลัว…เหมือนเรา"
"ทุกคนล้วนกลัวผิดพลาด" อิงอรตอบเสียงเศร้าๆ
สามคนเงียบงัน เฝ้าฟังเสียงนาฬิกาดังติ๊กตอกในความทรงจำ บรรยากาศกดทับด้วยอดีตที่ยังไม่จางลง
เสียงหนังสือหลุดจากชั้น ร่วงลงมากระแทกพื้นดังปัง ลมเย็นวูบผ่านหน้าต่าง บรรยากาศเปลี่ยนไปจนอิงอรต้องยืนขนลุกซู่ เงามืดขยายปกคลุมทั่วห้องอย่างช้าๆ
"ถ้าเกิดว่ามีวิญญาณจริง ๆ… เขาอยากได้อะไรจากเรา?" นรินทร์สั่นเครือ
"เขาแค่อยากให้อภัย อยากหลุดพ้นจากอดีต…เหมือนเรา" เนตรฤทัยเอ่ยเบาๆขณะมองไปยังควันบาง ๆ ที่เริ่มก่อตัวข้างตู้หนังสือ
เสียงกระซิบดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ชัดเจนกว่าเดิม "ให้อภัย…เธอเห็นแล้วใช่มั้ย" เสียงหญิงสูงวัย สะท้อนอยู่กลางห้อง อิงอรหลับตานิ่ง กลั้นใจแน่น
เนตรฤทัยร้องเรียก "ยาย!" เสียงสะท้อนในความว่างเปล่า
เงาโปร่งแสงเกิดขึ้นกลางห้อง ท่ามกลางแสงจันทร์ เพียงชั่ววูบเดียว ทุกอย่างเงียบลง สายลมหยุดไหว อิงอรมองสบตาเงาตรงหน้า น้ำตาคลอเบ้า เธอรู้ว่าไม่ใช่แค่ยายของเนตรฤทัยที่ร้องขอการให้อภัย แต่ตัวเธอเองก็อยากขอแม่เช่นกัน
"เราขอโทษ" อิงอรพูดในที่สุด น้ำเสียงสั่นระรัวแฝงความรู้สึกผิด
"ขอบใจที่เข้าใจ…" เสียงกระซิบตอบ เงานั้นค่อย ๆ จางหายไป
แสงจันทร์คืนนั้น ส่องลงบนหนังสือที่เปิดค้างไว้กลางห้องสมุด อิงอรนั่งนิ่ง หลั่งน้ำตาเงียบ ๆ เพื่อนทั้งสองคนขยับมานั่งข้าง ๆ ไหล่ชนกันอย่างเข้าใจ ต่างฝ่ายต่างสัมผัสได้ถึงบางอย่างที่เปลี่ยนไปในใจ
เสียงฝีเท้าเดินกึกกักค่อย ๆ หายลับไปในห้องสมุดร้าง คำว่า "ให้อภัย" ยังคงก้องอยู่ในใจของทุกคน ชีวิตใหม่ค่อย ๆ เริ่มต้นท่ามกลางแสงจันทร์ในห้องสมุดที่เปลี่ยวเหงา แต่ใจพวกเขาไม่เปล่าเปลี่ยวอีกต่อไป