เมืองลอยฟ้า คำสาปและรอยทรยศ
เสียงล้อเกวียนบินบดเบียดไปตามถนนกระจกใส ใต้เท้าเอราวัณ เงาตึกสูงลิบและเสาเวทมนตร์ส่องแสงฟ้าซีดเหนือเมืองลอยฟ้า ก้อนเมฆด้านล่างแหวกช่อง โปรยละอองประกายใส เธอก้าวเร็ว กระชับเสื้อนักเรียนเก่า ร่องรอยปะซ่อมย้ำถึงชนชั้นที่ต่ำต้อยของเธอในโรงเรียนบารมีที่มีแต่ตระกูลใหญ่เด็กที่ ‘บริสุทธิ์’
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงแว่วคำเหยียดดังเบา ๆ จากกลุ่มในสนาม ‘กลิ่นแปลก ๆ อีกแล้ว กลิ่นเด็กชั้นล่างไง’ เอราวัณเมิน ท่องใจให้แน่วแน่ เธอต้องจบปีนี้ ต้องสอบชิงทุน เรียนต่อวิชามนตราเพื่อหลุดพ้น แต่สายตาของ ‘บูรพา’ ลูกเจ้ากรมเวทมนตร์ ตัวแทนนักกีฬามาดเท่จ้องมอง ตั้งใจเหมือนไม่เคยเห็นมนุษย์อย่างเอราวัณ
ท้องฟ้ายามเย็น ไฟจากโคมแสงวิญญาณส่องละลาน เมืองลอยฟ้าปรากฏรูปร่างจริงจังในทุกซอกซอย แสงเทียนจุดในกระจกโบราณสะท้อนคนเหงา เอราวัณเดินข้ามสะพานพริ้ว เสียบบัตรเข้าอาคารเรียน ก่อนประตูจะเลื่อนปิดสะท้อนเงาหญิงชราหนวดเงินยืนรอคอยในเงาสลัวเพ่งสายตาตามหลังเธอ
เสียงพูดของ ‘ไหมฟ้า’ เพื่อนสาวหนึ่งเดียว ดังสะท้อนในห้องเรียนเวท เธอลากเก้าอี้นั่งข้างเอราวัณ “เมื่อคืนนอนไม่หลับอีกเหรอ เธอตาแดงมากนะ” เอราวัณเสสะอึกอัก หลีกเลี่ยงไม่ตอบ ไหมฟ้าเลื่อนมือแตะแขนแผ่ว “ฝันถึงอะไรอีกไหม” เอราวัณเม้มปาก เธอฝันถึงการตก เมฆอวดร่าง เงาดำลากใครสักคนหายไปในม่านหมอก
สายตาดื้อรั้นของเอราวัณเหลือบไปเห็น ‘อินทุ์’ เด็กหนุ่มหัวดีที่เหมือนวิญญาณหลงทางในการชั้นเรียน เขาเขียนอะไรลงในสมุดเวทหนักแน่น เอราวัณลังเลเอ่ย “มีใครในหอเพื่อนชั้นบน… หายไปใช่ไหม อินทุ์” อินทุ์ชะงัก หรี่ตา มองลึก “เธอรู้อะไร” เสียงของเขานุ่มเย็นแต่เจือหวั่น
“เมื่อคืนมีเสียงในทางเดิน ฉันได้ยินเสียงหวีด มันเหมือน… ไม่ใช่คน” เอราวัณขยับเก้าอี้เข้าใกล้ ไหมฟ้าเหลือกตาตื่น “อย่าพูดบ้า ๆ เมืองนี้ไม่มีอะไรนอกจากเวทมนตร์ กับคนหน้าเลือด” อินทุ์ขำแห้ง ก่อนจะหุบยิ้มทันที
ประตูห้องเรียนเปิดกระแทก ‘ครูธนู’ ดวงตามุ่งมั่นแต่หลบหลีก “วันนี้เราจะเรียนเกี่ยวกับ… ประวัติศึกคำสาปรุ่นก่อน กฎข้ามรุ่นพันธสัญญา” เอราวัณใจเต้น มือเย็นเฉียบชื่อ ‘คำสาป’ ในตำนานว่า มันเคยคร่าคนรุ่นก่อน เมืองลอยฟ้าจึงไม่เคยเหมือนใคร— แต่ไม่มีใครบอกว่าอะไรจริง อะไรซ่อนเร้น
ฉากเปลี่ยนเป็นทางเดินหอพักยามวิกาล ไฟติดบ้างดับบ้าง เงามืดขยับคลาน เสียงเกล็ดแก้วเสียดสีกระเบื้อง เอราวัณเดินถือไฟฉายเวทกับไหมฟ้า กลั้นใจหยุดหน้าประตูห้องว่าง ‘นักเรียนคนที่สาม’ ประตูเปิดเปล่า เสียงหวีดไหลออกมาจากรอยแตกพื้น
ไหมฟ้าหยุด หายใจขัด “เข้าไปไม่ได้ เอราวัณ…” เอราวัณยืนแน่นิ่ง ก่อนตัดสินใจผลักประตูอีก อากาศเย็นวาบ ร่างเงาหนึ่งพุ่งผ่าน ขนลุกซู่ เธอก้าวเข้าไปในห้องว่าง โต๊ะเรียนยังวางสมุดคั่นหน้าสุดท้าย เขียนว่า ‘ห้ามพูดถึงคืนนั้น แค่คนเดียวก็พอ…’
เสียงกุกกัก ชั้นใต้ดินลึกแค่ลม ‘บูรพา’ ยืนค้ำรออยู่ ทั้งสองสบตากัน เอราวัณอยากเดินหนีแต่ไม่มีที่ไป บูรพาพูดช้า ๆ “ฉันได้ข่าวว่าเมื่อเช้าเธอเดินใกล้ห้องที่เขาหายไป เธอเห็นอะไร” เสียงเขากรุ่นแรงแต่ทุ้มต่ำ เหมือนกลัวหลุดคราบมั่นใจ
เอราวัณสบตาก่อนหลบ “ฉันไม่ได้เห็นอะไรเลย แต่ได้ยินเสียง เดาว่าคุณก็ฝันร้ายเหมือนกัน… หรือเปล่า” บูรพาชะงัก เงยหน้าหัวเราะแห้ง เขาขบกรามก่อนยื่นมือคว้าแขนเธอแน่น “ไม่มีอะไรทั้งนั้น เลิกยุ่งกับเรื่องนี้ ถ้ายังอยากอยู่เมืองนี้ต่อ” น้ำเสียงสั่น เด็กชายผู้ไม่เคยหวั่นไหว กลับดูหวาดหวั่นเมื่อพูดถึงคำสาป
วันถัดมา กลิ่นพิรุธในห้องสมุดเวทมนตร์ ผู้รักษาห้องสมุด ‘แม่มดขาว’ กระชากหนังสือจากมือเอราวัณ “เรื่องบางเรื่องอย่าอ่านลึกนัก ถ้ายังไม่พร้อมจะสูญเสียทุกอย่าง” เอราวัณกลืนน้ำลาย รอยนิ้วบนกระดาษเย็นเยียบ ดวงตาแม่มดขาวลึกพร่า ถ้อยคำนี้ติดอยู่ในใจเธอ
คืนนั้น เอราวัณนั่งก้มหน้าใต้แสงเทียนข้างเตียง หยิบสมุดนักเรียนที่หายไปขึ้น เปิดหน้าสุดท้าย ภายในซุกเศษผ้าที่ฉีกขาดจากเสื้อบ้านขุนนางเก่า มีอักษรลี้ลับ มันบอกชื่อของชนชั้นสูงสามคน—คนเหล่านั้น ใครคนหนึ่งคือ ‘บูรพา’
เสียงเคาะประตูเบา ๆ อินทุ์ชะโงกหน้ามอง “เรามีเวลาไม่มาก เอราวัณ เธอเชื่อใช่ไหม ว่านี่ไม่ใช่แค่เด็กหนีออกไป” เอราวัณพยักหน้าใจสั่น “ฉันคิดว่า… บางคนอาจรู้เกี่ยวกับคำสาป รู้มากกว่าที่แสดง” ไหมฟ้าลังเลอยู่ข้างหลัง “พวกเราจะบอกตำรวจเวทมั้ย” อินทุ์ส่ายหน้าแรง “เรื่องนี้ ตำรวจคุมซ้อนคำสั่งใครบางคน อีกไม่นานจะมีคนหายอีก เราต้องลงไปใต้เมืองเอง”
ใต้ดินของเมืองลอยฟ้า ราวกับด้ายมืดพันกันเร้นลึก ทั้งสามคนเล็ดลอดเข้าอุโมงค์ เวทมนตร์สะท้อนผนังเย็นเฉียบ ท่อสายฟ้าซ่อนเสียงร้องไห้เก่าก่อน【อ่านข้อความเต็มcontent continued】