เพื่อนห้องข้าง ๆ กับรอยสักกลางคืน
“ตื่นรึยังไอ้คิม? จะลงไปกินข้าวด้วยกันไหม?” เสียงตะโกนลอดประตูไม้เก่าทำให้คิมสะดุ้งตื่นจากการนอนกลับข้าง ไม่ทันได้ตั้งใจ เขาขยี้ตาก่อนเอ่ยเสียงอ้อแอ้ว่า “เดี๋ยว ๆ ขออีกห้านาที” แต่แล้วเสียงลูกบิดดังแกร๊ก ประตูเปิดออกเองจนคิมต้องลุกอย่างระแวง มองเห็นโจ้ยืนขวางประตูในชุดเสื้อยืดลายเสือกับกางเกงบอลขาสั้น ใบหน้าฉายแววรู้ทันจนอดขำไม่ได้
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!โจ้เดินเข้ามาดันคิมที่ยังงัวเงียให้ลุกขึ้น “เวรเอ๊ย ดึกดื่นแค่ไหนก็นอนไม่เป็นเวลา ดูใต้ตานายดิ” โจ้ว่าพร้อมชี้แผลเป็นสีจางใต้ตาขวาของคิม คิมหัวเราะแห้ง ๆ ก่อนเดินไปหยิบเสื้อคลุม ลากสลิปเปอร์ไปพร้อมโจ้ลงบันไดทางเดินไม้เก่าที่มีเสียงเอี๊ยดอ๊าดยามเหยียบ
ห้องโถงรวมที่ชั้นล่างของหอพักมีเพียงโต๊ะไม้ยาวกับเก้าอี้ชุดเก่า ๆ จูน นั่งหน้าสลอนอยู่ก่อนแล้วร่วมโต๊ะเดียวกับมายด์ หญิงสาวหัวทองผู้ดูเย็นชา ต่างคนต่างก้มหน้ากดโทรศัพท์จนไม่รู้สึกถึงเสียงฝีเท้าคิมกับโจ้กำลังเดินเข้าใกล้ โจ้ทิ้งตัวลงข้างจูน ตบหลังแรง ๆ
“แหน่ะ ยายหมู! ตื่น ๆ มานานยัง?” จูนหันมาเอาคางเท้าโต๊ะ “เออ ตื่นก่อนพระอาทิตย์อีก ถ้านายไม่รีบลงมาก็คงอดขนมปังละ” เสียงถากถางเบา ๆ แล้วยกขนมปังไปซ่อนไว้หลังตัว มายด์เหลือบตามองพวกเขา ก่อนพูดเสียงขรึม “เมื่อคืนได้ยินเสียงเดินที่ชั้นสี่มั้ย? ทั้งที่ปิดไฟหมดแล้วนะ”
โจ้หัวเราะหึหึ “ห้องสต๊าฟว่างเปล่า ไม่มีใครขึ้นไปเล่นหรอก อย่าคิดมาก” มายด์เงียบไปเอานิ้วเคาะโต๊ะ คิมเหลือบตามองอีกฝ่าย รู้สึกได้ถึงบางอย่างที่ไม่ปกติในน้ำเสียงนั้น
เสียงประตูเปิดขึ้นอีกครั้งในตอนสาย นักศึกษาปีสามชื่อป๊อปเดินหน้าซีดเข้ามา “เมื่อเช้ากลับมาที่ห้อง แต่เห็นรอยแปลก ๆ ตรงทางเดินชั้นสี่ เหมือนจะเป็นรอยเลือดหรือหมึกก็ไม่แน่ใจ ใครขึ้นไปบ้างเมื่อคืน?” คิมกับโจ้หันมองหน้ากันแวบนึง จูนย่นคิ้ว “หรือยายมายด์จะได้ยินอะไรจริง ๆ วะ?”
ความเงียบแทรกซึมในวงสนทนาเพียงชั่วครู่ โจ้ตัดบทยิงมุกขำ ๆ “ตีสามคงมีแต่ผีสิง รอยสักก็ลายเต็มหอแล้ว—ถ้ามีใครลากพวกเราขึ้นชั้นสี่เมื่อคืน ผมคงโดนลากหัวไปแล้ว”
มายด์จับคางนิ่งเหมือนครุ่นคิด จูนก้มมองแขนตัวเองราวกับเช็คว่าบนผิวมีอะไรผิดปกติบ้าง ก่อนที่ทุกคนจะลุกแตกแยกกันไป—คิมยังรู้สึกจิตใจสั่นไหว รอยสักสีดำจาง ๆ ที่ต้นขาเขาทำเอาใจคอฝ่อเมื่อนึกย้อนไปถึงคืนที่รับคำท้าของเพื่อนและลงมือสักกันเองในห้องพัก
ตอนบ่าย โจ้และคิมถือขวดน้ำขึ้นไปบนดาดฟ้า พลางชะโงกมองวิวตัวเมืองด้านล่าง ท่ามกลางลมแรงจัด โจ้เอ่ยเสียงแผ่ว “นายเชื่อเรื่องบังเอิญในหอนี้ไหม?” คิมนิ่งไปชั่วครู่ก่อนตอบ “บางอย่าง…มันก็เหมือนถูกจัดฉากมากกว่าบังเอิญ โจ้ นายกลัวบ้างมั้ย ถ้า—”
โจ้หัวเราะกลบเกลื่อน “กลัวไร ซ้อมเตะบอลวิ่งบันไดทุกวัน แข็งกว่าใคร เพ้อเจ้อไปเอง อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด” โจ้ทุบหลังเพื่อนเบา ๆ พลางหลบสายตา
ค่ำลง หอพักดูเงียบงันผิดปกติ คิมยืนมองหน้าในกระจก สำรวจรอยสักจาง ๆ ด้วยสายตาประหลาดใจ ไม่ทันสังเกตว่าข้างหลังมีเงาลางเลือนผ่านไป ก่อนที่โทรศัพท์จะดังขึ้นอย่างกะทันหัน ฝั่งปลายสายคือมายด์ เสียงสั่นไหว “นายอยู่ไหน? นายเห็นจูนล่าสุดตอนไหน? จูนหายไป… ชั้นหาห้องไหนก็ไม่เจอ”
คิมหน้าซีด เงียบไปนานจนมายด์ต้องทวนเสียงหนักแน่น “คิม! ฟังอยู่มั้ย! ช่วยกันหาหน่อย”
คิมค่อย ๆ วางสาย สูดลมหายใจลึก กลืนก้อนบางอย่างลงคอ กดเบอร์โจ้ทันทีแล้วพูดด้วยเสียงสั่น “จูนหาย”
ภาพต่าง ๆ แพร่กระจายไปทั่วหอพัก พวกเขาเดินหากันด้วยอารามร้อนรน เคาะทุกประตู ถามทุกเสียง จนถึงทางเดินชั้นสี่ที่เต็มไปด้วยเงาและสัญลักษณ์ประหลาดพื้นกระเบื้อง จู่ ๆ โจ้ก็เตะเข้ากับของบางอย่าง คล้ายเศษผ้าเปื้อนหมึก คิมก้มลงเก็บ พบชื่อของจูนถูกเขียนไว้ด้วยหมึกดำข้างประตูห้องที่ปิดสนิท
ทั้งสามยืนเงียบ มายด์ช้อนสายตาขึ้นดูคิม ท่าทีหวาดหวั่นแต่พยายามเก็บอารมณ์ “นายคิดว่านี่มันบ้าไปมั้ย? หรือแค่ใครมาเตี๊ยมเล่น?” คิมไม่มีคำตอบ เขาตัดสินใจไขประตูห้องช้า ๆ ภายในมีเพียงไฟสลัว รอยเท้าหมึกที่พาไปสู่ระเบียงนอกหน้าต่าง ทุกคนต่างเงียบงันจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้น
จู่ ๆ โทรศัพท์ของโจ้สั่น ไม่ใช่เบอร์จูน แต่เป็นเบอร์แปลก ๆ ส่งข้อความ “เธอจะตามมาพบกันไหม ถ้าอยากได้ตัวกลับไป?”
โจ้สบตาคิมและมายด์ พยายามกลั้นเสียงสั่น คิมกัดริมฝีปากจนเลือดซึม มายด์กอดตัวเองแน่น โจ้เอ่ยเสียงกลั้วน้ำตา “ถ้ามีใครล้อเล่น มันก็เล่นแรงเกินไปแล้ว”
แต่ลึก ๆ ทั้งสามคนสัมผัสได้ถึงความดำมืดที่เกาะกินใจ ทุกคนต่างโทษตัวเอง คิมนึกถึงรอยสักที่ไม่อาจลบออก นึกถึงคำท้าตอนกลางคืนและสายตาของจูนในคืนนั้น มายด์ร้องไห้พร่ำเบา ๆ โจ้ซบหน้าลงกับผนังอย่างหมดพลัง
ชั่วโมงถัดมา เหตุการณ์ดำเนินต่อแบบไร้จุดหมาย ความเงียบครอบคลุม ตัวแทนหอพักถูกเรียกมาคุยสอบถามแต่นักศึกษาทุกคนอ้างแต่ความไม่รู้เห็น เสียงกระซิบก้องข้างหูว่าหอพักนี้ถูกสาปมาตั้งแต่สร้าง ทุกครั้งที่มีรอยสักใหม่หนึ่งคนจะหายไป
คิมนั่งเงียบในห้อง อึ้งกับความรู้สึกผิดที่กัดกินลึกลงทุกขณะแม้โจ้จะพูดปลอบ “นายไม่ได้ตั้งใจ ทุกคนก็แค่ห่าม…อย่าโทษตัวเองเลยนะ คิม
เราหาจูนให้เจอก่อนดีกว่า”
มายด์เสนอ “เราต้องตามรอย รอยสักพวกนั้นมันเชื่อมโยงกับอะไรบางอย่าง ฉันนึกออกแล้วว่า…
วันสักคืนนั้น จูนเองไม่อยากทำด้วยซ้ำ แต่นาย—” มายด์ไม่พูดต่อ เงียบไปนาน คิมเม้มปากเข้าหากัน โจ้หลบสายตาทุกคน
การค้นหายังคงดำเนินต่อ สามคนนั่งล้อมโต๊ะเก่า มีสมุดจดหนึ่งเล่มถูกโยนกลางโต๊ะ เป็นสมุดบันทึกของจูน ข้อความหน้าปกถูกขีดฆ่าเหลือเพียงประโยคสั้น ๆ “คืนนี้จะขออภัย” คิมเปิดทุกหน้า พบเรื่องราวความเหงา อ้างว้าง และความกลัวในใจจูนที่ไม่เคยเอื้อนเอ่ยกับใคร คำสารภาพเจ็บปวดแทรกด้วยรอยเขียนสีดำช้ำ พวกเขานั่งนิ่งน้ำตาคลอเบ้า
โจ้พูดเบา ๆ พยายามหายใจลึก “เรา… ไม่เคยฟังเพื่อนเลยใช่ไหม?
ฉันคิดว่าทุกอย่างเป็นเรื่องเล่น ๆ…”
ทุกคนดูแก่ลงในชั่วข้ามคืน ความรู้สึกผิดกลืนกินมายด์ คิมมองฟ้าไร้ดาวในคืนนั้นอย่างหวาดกลัว รอยสักต้นขาแสบวาบ ลุกขึ้นเดินไปทางระเบียง เห็นเงาคนคล้ายจูนยืนอยู่ขอบหลังคา คิมรีบวิ่งตามด้วยหัวใจเต้นรัว เพื่อนทั้งสองกรูตามมา แต่ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น—มีเพียงเงาจาง ๆ ฝังไว้ในพื้นปูน และหยดหมึกดำสามหยดจาง ๆ บนขอบระเบียง
กลางคืนผ่านไปช้า ๆ พร้อมสายลมที่เย็นเฉียบ ทั้งสามคนเฝ้ารอ รอคล้ายลมหายใจสุดท้ายของความหวัง โทรศัพท์ไม่นิ่งเงียบ มีข้อความหนึ่งปรากฏ “ความจริงนั้นอยู่ที่ใจ ถ้าอยากให้อภัย เริ่มที่ตัวเอง”
คิมร้องไห้เป็นครั้งแรกในรอบปี เขาสารภาพทุกอย่างกับมายด์และโจ้ รวมถึงความผิดที่เขาเป็นหัวโจกในการเล่นกล้ารับคำท้าเรื่องรอยสัก โจ้สารภาพว่าแกล้งจูนเพราะอิจฉาที่จูนสนิทกับคิมมากกว่า มายด์พรั่งพรูความอ่อนแอของตัวเอง ทุกคนล้อมกอดกันอย่างไร้คำพูด
รุ่งเช้า ทั้งหอถูกตามหาจูนเหมือนปิดล้อม พวกเขาพบเศษเสื้อที่มีรอยหมึกเปื้อนอยู่ในพุ่มไม้หลังหอ ทั้งสามหยิบเศษนั้นขึ้นมากอดกันแน่น ไม่มีใครร้อง คราบน้ำตากับรอยสักเป็นเหมือนบาดแผลตรึงใจ
อาทิตย์สุดท้ายก่อนสอบ หอพักนี้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง สามเพื่อนที่เหลือต่างระแวดระวัง เงียบขรึมขึ้น แต่ใกล้ชิดและระลึกถึงกันมากกว่าก่อน จูนไม่เคยกลับมา แต่ทุกคนเลือกจะให้อภัยตัวเองต่อความผิดพลาดนั้นแม้รอยสักจะเป็นเครื่องหมายที่ไม่มีวันจาง ความกลัวเปลี่ยนเป็นความเติบโตทีละน้อย
คิมเอื้อมจับรอยสักด้วยนิ้วมืออย่างอ่อนโยน เงยมองท้องฟ้าใหม่
เสียงลมหวีดหวิวในหอเก่าที่ไม่เหมือนเดิม กลายเป็นเสียงเพื่อนแท้ที่ยังพูดอยู่ข้างหู แม้ไม่มีคำว่า “ขอโทษ” ก็ดังขึ้นกลางใจเสมอ