ท่วงทำนองของผู้หายไป
เสียงโทรศัพท์สั่นครืดขึ้นบนโต๊ะไม้เก่าในห้องรวมของหอพักหญิงชั้นสี่ บิวเงยหน้าจากแผ่นโน้ตเปียโน ยกมือขึ้นปัดผมที่รุงรังออกจากใบหน้า เธอตัดสินใจไม่รับ แต่จ้องข้อความที่ขึ้นเตือน — “ดาวไม่กลับห้องเมื่อคืนเหรอ” จาก ไข่มุก นักแต่งทำนองดาวรุ่งเพื่อนร่วมหอ ทุกตัวอักษรราวกับชักพาให้ลมหายใจของบิวขาดห้วง มือเธอสั่นน้อย ๆ ก่อนจะวางปากกาและเดินไปที่ระเบียงมืดซึ่งเย็นเพราะสายลมเย็นตั้งแต่พลบค่ำ เสียงกีตาร์หลุดมาจากห้องข้าง ๆ กลืนกับเสียงรถไฟฟ้าวิ่งไกลลิบ ทำให้บิวเหมือนหลุดเข้าไปในโลกอีกใบหนึ่ง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“บิว… ดาวอยู่ไหน?” เสียงไข่มุกถามซ้ำขณะเดินออกมาหน้าห้อง เธอเหงื่อซึม แม้ในอากาศหนาว มือจับมือถือแน่นเหมือนมันคือเครื่องราง บิวยิ้มอ่อน แต่แววตาเลื่อนลอย “เมื่อคืนดาวไปซ้อมไวโอลินกับอาจารย์ ไม่เห็นกลับมาเลย เธอรู้มั้ย”
ไข่มุกหยุดนิ่ง อ้าปากเหมือนจะพูดอะไรแต่ก็หุบปากลง “ดาว…ช่วงนี้แปลก ๆ มั้ย” เธอละสายตาไปมองกระถางต้นไม้กลางระเบียง พริบตานั้น บิวก็รู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างที่คลุมทับอยู่ในอากาศ นี่ไม่ใช่แค่เรื่องดาวหายไป แต่มันเหมือนทุกคนกำลังเล่นบทบาทที่ตัวเองยังไม่ชำนาญ
ดึกวันนั้น บิวเดินในโถงหอพักไปยังห้องซ้อมเปียโน เสียงกรีดสายไวโอลินแล่นเข้าหูเธอในความมืดทึม เสียงยังค้างอยู่นานหลังมือบิดลูกบิด บิวเปิดประตู พบแผ่นโน้ตเพลงของดาวตกพื้นกระจาย บนโต๊ะมีไวโอลินที่หักขาด เส้นสายถูกคลายเหมือนมีใครระบายอารมณ์เงียบ ๆ เอาไว้
รุ่งเช้าอึมครึม นักศึกษาหญิงในหอพักรวมตัววุ่นวาย ผู้ดูแลหอพักสุรีย์พยายามควบคุมสถานการณ์ “ใครพบดาวติดต่อที่นี่! อย่าแตะของในหอพักโดยพลการ!” ทุกคนพูดคุยเสียงดังประสานด้วยความกลัวและกลบเกลื่อนความอึดอัด บิวเลือกนั่งเงียบ มองนิ้วตัวเอง พยายามลอบฟังว่าใครพูดถึงอะไรเกี่ยวกับคืนสอบนั้นบ้าง
“เหมือนจะเห็นดาวเดินลงมายืนนอกรั้วนะ…” เสียงหนึ่งกระซิบจากมุมห้อง แว่วในเสียงลมหายใจคนกลุ่มเล็ก “แต่ทำไมไปยืนอยู่ตรงนั้น ไม่ออกไปเลยล่ะ?” คำถามค้างอยู่ในอากาศจนไม่มีใครกล้าตอบ
ไข่มุกเดินมากระซิบข้างบิว “ดาวคุยไรกับเธอคืนก่อนมั้ย”
บิวส่ายหน้า เธอจำได้ว่าไม่ได้คุยอะไรเป็นพิเศษ ดาวกลับดึกแทบทุกวันตลอดเดือนก่อนสอบ มือขวาของบิวกำแน่นกับกระดาษโน้ตกลางใจ แว่วเสียงเปียโนของใครสักคน ฝึกโน้ต Major ที่สามซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากห้องข้าง ๆ
คืนนี้บิวเดินไปในทางเดินคดเคี้ยวของหอพัก รู้สึกเหมือนมีคนตามแต่หันมาก็ไม่มี เธอหยุดฟัง เงียบจนใจเต้นแรง ทันใดเสียงเคาะประตูดังขึ้นจากห้องว่าง “ดาวอยู่ไหม!” เสียงผู้ชายแปลกหน้า—ซัน พี่นักทรัมเป็ตปีสี่ที่ขรึมที่สุดในหอชาย—เงยหน้ามองบิว ใจเขาอ่านไม่ออก “ขอโทษ…เมื่อคืนฉันเห็นดาวแวะห้องดนตรี เธอยิ้มให้ แต่เหมือนไม่มีใครสังเกต”
บิวลังเล เดินหลบสายตา “ดาวมีอะไรที่อยากบอกฉันหรือเปล่า…” เธอพึมพำกับตัวเอง
ไข่มุกกับบิวนั่งหน้าโทรทัศน์เก่า จอมืดสะท้อนภาพสองคน ใครสักคนเปิดเพลงบรรเลงเบา ๆ ไข่มุกพูด “ทำไมเรารู้สึกว่าแต่ละคนเหมือนมีอะไรซ่อนอยู่” บิวนิ่งนาน “บางทีเราเองก็มี…แค่ไม่กล้ายอมรับ”
มือไทกี้ มือกีตาร์หนุ่มปีหนึ่งโยนกระเป๋าบนโซฟา “ถ้าใครหาความลับของดาวได้ จะมีใครสนใจจริงมั้ย หรือทุกคนแอบหวังแค่ให้เรื่องมันเงียบไปเอง” เขาถาม ดวงตาเต็มไปด้วยแววซุกซนและขัดแย้ง
ไข่มุกถอนหายใจ “เราไม่ใช่ตำรวจนะ”
บิวพูดเบา ๆ “แล้วถ้าการตามหาดาว คือการเจอหน้าตัวเองล่ะ…” ไม่มีใครตอบ หัวใจทั้งกลุ่มแปร่งปร่า
วันต่อมา บิวนำภาพโปสเตอร์ประกาศหายไปติดหน้าลิฟต์ ไข่มุกช่วยจดหมายเหตุเบาะแสบันทึกไว้ ไทกี้ไล่ถามเพื่อนร่วมหอทีละคน ใครจะคิดว่าหอพักซึ่งวุ่นวายด้วยเสียงดนตรี กลับเก็บงำความเงียบที่หนักหนาที่สุด
เสียงไวโอลินในคืนถัดไปยังดังลอยมา บิวเดินเข้าไปในห้องซ้อม เจอน้ำตาในสายตาของซัน “คืนนี้เราได้ยินหรอ…” ซันถาม บิวพยักหน้า “ดาว…เคยมาขอให้ช่วยซ้อมดนตรีด้วย แต่เรา—” เขาหยุดนิ่งกลืนคำพูดไป พร้อมหยาดน้ำตา “เราใจร้ายไป…”
บิวนิ่ง เสียงเปียโนที่เคยเข้มแข็งในสนามสอบถึงวันนี้ไม่ช่วยอะไร บิวพูดเบา ๆ “บางทีทุกคนต่างก็ใจร้ายโดยไม่รู้ตัว” ห้องนั้นเงียบจนได้ยินเสียงหัวใจเต้นของแต่ละคน
คืนวันต่อมา ไข่มุกเรียกบิวไปที่สวนหลังหอพัก “เรารู้ว่าดาวไม่ชอบฝนตก แต่คืนนั้นฝนไม่ตกเลย…เธอกลัวเงียบ ทุกครั้งที่หายไป เธอจะร้องเพลง” ไข่มุกบอก หยิบสมุดจดทำนองของดาวขึ้นมาด้วยมือสั่น ๆ “แต่คืนสุดท้าย สมุดนี้ถูกฉีกแผ่นสำคัญออกไป”
ซันเดินมาร่วม เขาลังเลก่อนเงยหน้ามองดาวบนฟ้า “ผมเคยพูดแรงใส่ดาว บางทีเขาอาจเสียใจ”
บิวหันหลังกลับมองตึกหอสูง “แล้วพวกเรายอมรับอดีตหรือแค่กลัวเสียใจ” ทุกคนเงียบ ต่างยืนเปล่าอยู่นาน
วันที่เจ็ด ดาวยังไม่กลับมา ตำรวจมาสอบถาม แต่คำตอบเดียวที่ทุกคนให้คือ “ไม่รู้” เงียบหนักเย็นเยียบ บรรยากาศกดดันราวกับเวลาหยุดนิ่ง
คืนนั้นเอง เสียงเปียโนของบิวบรรเลงเพลงที่ดาวชอบกลางห้องโถง ทุกคนเงียบ ไฟสลัวส่องเงาเต้นระยับตามจังหวะเพลง ใต้แสงจันทร์—ไข่มุกเริ่มร้อง ทำนองเศร้าผสมนุ่มนวล พวกเขาเดินตามเสียงขึ้นไปยังห้องเปล่าของดาว ภายในมีเพียงแผ่นโน้ตแผ่นหนึ่งบนเตียง เก่าและมีคราบน้ำตา
บิวเดินไปหยิบ ดูเนื้อเพลงที่เขียนด้วยลายมือดาว “ขอให้ฉันได้ฟังเสียงจากโลกที่ไม่มีใครอยากมอง” ประโยคสั้น ๆ สะเทือนใจทุกคน
ไข่มุกสะอื้น “ทำไมเราไม่เห็นเธอเลยตลอดมา”
ไทกี้กระซิบ “ทุกคนมัวแต่กลัว เธอเองก็คงกลัวเราเหมือนกัน”
บิวมองหน้าเพื่อนทุกคน “ขอให้ดาวได้ยินเสียงเราสักครั้ง — แม้เธอไม่อยู่แล้ว” เธอเริ่มบรรเลงเปียโนอีกครั้ง ทุกคนร่วมกันร้องเพลงเป็นครั้งแรก ไม่มีบทบาทให้ใครหลบซ่อน ทุกคนอยู่ร่วมกันในความเงียบงันแฝงเสียงดนตรี
เช้าวันต่อมา หัวหน้าหอพักประกาศพบเบาะแสล่าสุด—ดาวฝากจดหมายไว้กับแม่บ้าน ใจความว่า “ขอโทษที่ทำให้ทุกอย่างยุ่งยาก ฉันแค่ต้องการเงียบ สักที่ที่ไม่มีเสียงคนขับไล่ ไม่มีเสียงกลบเสียงฉัน”
บิวอ่านจบ น้ำตาซึม เธอรู้ตัวว่าที่ผ่านมาทุกคนต่างทำร้ายกันด้วยความเงียบ ทุกคนต่างหวาดกลัวสิ่งที่ไม่กล้าเผชิญหน้า
วันที่แปด ดาวยังไม่กลับมา แต่ห้องของเธอเปิดรับแสงแดด ทุกคนผลัดกันมาเล่นดนตรี หน้าต่างเปิดให้เสียงไหลเวียนเป็นอิสระ
คืนนั้นเองในห้องเปียโน บิวถามไข่มุก “เราคิดถึงดาวใช่มั้ย”
ไข่มุกยิ้มจาง ๆ “คิดถึง และกลัวจะลืมเสียงเธอ”
บิวนั่งลงที่เปียโน โน้มตัว กำลังจะเริ่มเล่นก็เงียบไป ไข่มุกหันมา “เธอจะเล่นไหม”
“คืนนี้ขอฟังธรรมชาติก่อน” บิวหัวเราะเบา ๆ
ทั้งสองปล่อยให้ความเงียบโลมเลียหัวใจ ราวกับบทเพลงไร้เนื้อร้องที่ขับขานแด่ใครสักคนที่จากไป—แต่ยังคงอยู่ทุกท่วงทำนองในหอพักนั้น