คืนแสงสุดท้ายที่หมู่บ้านผาสว่าง
เสียงจักจั่นเร่งเร้าแผ่วเบาตามสายลมเย็นที่หอบกลิ่นสน เขยื้อนกลิ่นฝุ่นดินกรุ่นระอุบนผิวถนนลูกรังแคบ ไผ่เดินลากรองเท้ายางเก่าคู่ใหญ่ผ่านหน้าร้านของเก่า ลมห้วงเย็นรินมาจากยอดเขาด้านหลังหมู่บ้าน ความเหน็ดเหนื่อยเกาะตัวเขาหนา—ไม่ได้จากการปีนเขา หรือช่วยแม่แบกข้าวสาร—but จากการนอนไม่หลับในแต่ละคืน เพราะ ภาพหน้าธันวา เพื่อนสนิท หายสาบสูญเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“มองหาอะไรนักหนาวะ ไผ่?” เสียงฝีเท้าเร่งร้อนของซิน เพื่อนสาวข้างบ้าน กระทบหินกรวดหยาบ ๆ เธอกอดหนังสือแนบอก สายตาชั้นเจ็ดชั้นชังในแบบหญิงสาววัยสิบหก “มันคงไม่กลับมาแล้วล่ะ”
ไผ่หยุดฝีเท้า เขามองไปยังขอบป่า กิ่งไผ่โยกไหวคล้ายมือมนุษย์โบกเรียก “ถ้าใช่ล่ะ” เสียงเขาไม่สู้ เชื่องช้า แต่เจือด้วยความหวังอย่างบ้าคลั่ง “เคยมีใครหายตัวกลางหมู่บ้านผาสว่าง แล้วไม่กลับบ้างไหม?”
“ธันวาไม่ใช่คนแรก” ความเงียบราบเรียบของซินปะปนกับเงาของต้นสน เธอเบือนหน้าหนี–พูดเบาเสียกว่าสายลม “แต่ไม่มีใครกล้าพูดมากกว่า ชาวบ้านกลัวคำสาปพระจันทร์ดับ”
แก้ว หนุ่มร่างสูงผอมโซ เดินช้าๆ ตามหลัง เขามองนิ่ง ๆ แววตาย้ำคิดย้ำทำ “มันไม่ใช่คำสาปหรอก พวกเราหาไม่ทั่วเอง…”
เสียงรองเท้าผ้าใบเย็บมือของติณห์กระทบพื้น เขาซุกมือในกระเป๋า สายตาดื้อดึงตลอดเวลา “คืนนี้เราว่าไปดูที่ถ้ำริมหน้าผา ปะ?”
ซินดูลังเล เธอเม้มปาก กางแขนปิดอก “แล้วถ้าไม่ใช่แค่คำร่ำลือล่ะ”
“ถ้าไม่เสี่ยง ก็ไม่มีวันรู้ความจริง” ไผ่พูดเสียงเบา สายตาสั่นไหวเล็กน้อย
เงายามเย็นยืดยาว กลิ่นสนจางลง ปล่อยให้กลิ่นกลัวกลืนกินพวกเขาทีละน้อย
ค่ำมาแล้ว ไฟหน้าห้องเรียนเล็ก ๆ บนเนินโรงเรียนวาวส้ม ทุกคนรวมตัวกันในแสงริบหรี่ กล่องไฟฉาย แผนที่เก่า รอยดินเปื้อนมือ “พ่อด่าว่าบ้าที่จะเข้าไปในถ้ำ” แก้วบ่น สุ้มเสียงแหบพร่าแอบเก็บความกลัว
“เราลองหาทางเข้าใหม่ตรงลำธาร ดูที่ธันวาชอบไปปิกนิกดีไหม” ติณห์เสนอแต่ปากยังสั่นเจือ กลบด้วยเสียงหัวเราะสั้น ๆ
ซินยื่นไฟฉาย แต่ไม่สบตามองตรง ไผ่ผลักใจรับ “ขอบใจซิน”
ทุกคนออกเดิน พยามขบเม้มความไม่มั่นใจ อากาศเย็นยะเยือกราวมีใครจับจ้องตลอดเวลา หญ้ารกทึบคมบาดแข้งขา เสียงน้ำลำธารกระทบหินดังขลุกขลัก ใต้เงาจันทร์ที่หลบหลังเมฆ กลุ่มเพื่อนหยุดตรงเนินหินที่ธันวาชอบนั่ง
“ตรงนี้…” ไผ่ก้มสำรวจดินเปียก มีรอยเท้าเล็ก ๆ และเศษผ้าสีแดงขาดวิ่น “ผ้าธันวา…” เสียงเขาสั่นมือเย็นเฉียบ
“อย่าบอกนะว่าเลือด?” เสียงซินเคร่งขรึม ทว่ากล้าเดินเข้ามากอดหลังไผ่ไว้แน่น
ติณห์ย่อตัวส่องไฟฉายลง ทุกคนจ้องรอยลึกบนหิน มันเหมือนรอยเลื้อยของบางสิ่ง “เราเจอทางเข้าถ้ำแล้ว…”
แก้วกำเสื้อตัวเองแน่น “พวกเราต้องเอาจริง ขืนไม่ช่วยตอนนี้ ไม่มีวันได้ธันวาคืนแน่” น้ำตาวาวพราวในตาแต่เขากัดฟันกลั้นไว้ ทุกก้าวที่มุ่งหน้าสู่ถ้ำ กลิ่นกลัว แค้น หวัง ม้วนปนจนใจหนักอึ้ง
ภายในถ้ำมีเสียงหยดน้ำ น้ำหนักของดินแดนโบราณถาโถมลงทุกลมหายใจ ทุกคนเบียดเดินลัดตามแสงไฟ ผนังถ้ำเต็มไปด้วยสัญลักษณ์ประหลาด เงามืดไหวตามฝาผนังจนกลายเป็นรูปทรงคนบ้าง สัตว์ประหลาดบ้าง ซินแตะผนัง
“แม่เราว่า บรรพบุรุษขังบางอย่างไว้ที่นี่”
ไผ่หันขวับ แววตาปริแตกด้วยความแปลกใจ “เอ็งไม่เคยบอก”
ซินเม้มริมฝีปากนาน “มันเป็นความลับของตระกูล…ถ้ามีใครปลุกของที่หลับ ก็จะมีบางคนหายไปตลอด”
ติณห์ส่องไฟซอกซอน มองสบซิน กับไผ่อย่างลังเล “ธันวาเป็นคนนั้นจริงๆ เหรอ?”
แก้วเลื่อนมือแตะสัญลักษณ์รูปวงตา “แล้วเราจะช่วยได้ไหม…หรือทุกอย่างสายเกินไป”
ไผ่กัดฟันแน่น เสียงในหัวว่าเขาเคยละเลย สายตาวับวาบถึงเหตุการณ์เมื่อ ไม่ยอมฟังธันวาในวันที่เพื่อนต้องการ ที่สุด เขาตัดสินใจ “ฉันจะไม่ปล่อยให้เพื่อนตายเพราะความกลัวของเรา”
เสียงแผ่นดินไหวย่อยๆ ดังกึกก้อง ถ้ำสั่นสะเทือน เงามืดพุ่งทะยานเข้าหาพวกเขา เสียงร้องของธันวาแว่วมาวิ่งปะทะหัวใจไผ่ ทุกคนถอยกรู เสียงร้องนั้นไม่ใช่ความกลัว หากแต่เต็มไปด้วยความเว้าวอน
ไฟฉายดับพลัน ความมืดกลืนกิน ทุกคนจับมือกันมั่น เสียงหัวใจเต้นแรงแทนคำขวัญกำลังใจ ซินปลุกปลอบ ไผ่ตะโกนฝ่าเสียงพายุ “ธันวา! พวกเรามาแล้ว!”
เงามืดกระชากขาไผ่ เขาร้องลั่น แต่แก้วกับติณห์ช่วยประคองไว้ ซินสวดมนต์เงียบๆ มือกำสัญลักษณ์ไม้กางเขนโบราณไว้แน่น ในความมืดไม่มีใครเห็น แต่ต่างรู้สึกถึงความอุ่นบางเบาแทรกเข้ามาในอก
เมื่อทุกคนตั้งสติ ไฟฉายกลับมาวูบวาบ ห่างออกไปเพียงเมตรหนึ่ง ธันวานั่งคุดคู้ ตัวซีดเซียว เหงื่อซึมทั่วหน้า ดวงตาโบกว้างอย่างหลงทาง
“ทำไมเอ็งถึงอยู่ตรงนี้?” ไผ่ถามเสียงสั่นเครือ
“อย่ามาตาม เราต้องอยู่…” ธันวากระซิบ น้ำตาคลอ “ของในนี้ต้องมีคนสังเวย เอ็งกลับไป!”
ไผ่ปัดหน้าธันวา “ต่อให้ต้องตาย พวกเราจะไม่ทิ้งกัน!” เสียงเขาฟังแน่นสนิท
เงานั้นล้อมรอบ พวกเขายืนกับธันวาเป็นวงกลม มือจับกันมั่น ไผ่ตัดสินใจถอยจากความกลัว ก้าวไปข้างหน้าเผชิญหน้ากับเงา เห็นภาพอดีตเพื่อน ความสนิท ความผิดพลาด เวียนกลับมาเป็นสายใย
“เราให้อภัยตัวเองไม่ได้…แต่จะขอใช้โอกาสนี้แก้ไข”
แสงวาบหนึ่งแทรกออกจากผนังถ้ำ ส่องร่างเพื่อนทั้งสี่ เงามืดค่อย ๆ สลายหายไปทีละนิด ลมหายใจทุกคนหนักอึ้ง แล้วค่อยเบาลง
ธันวาฟุบเข้ากอดไผ่ น้ำตาไหลอาบแก้ม เสียงซินและติณห์ยังสั่นไม่หาย ต่างโอบกันไว้แน่น
ถัดมาไม่นาน พวกเขานั่งเรียงต่อกันริมแนวเนิน แสงอาทิตย์ลาโรยแตะปลายยอดไม้ เสียงจักจั่นขับกล่อมเหมือนบทเพลงปลอบโยน อากาศอุ่นตัดกับเย็นในถ้ำ ไผ่มองเพื่อนด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป เขาสบตาธันวา ซิน และแก้ว สะท้อนคำมั่นในใจ
“เราจะไม่แบกความกลัวไว้คนเดียวอีก—ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น”
เสียงหัวเราะแผ่วเบา เงาภูเขาในยามค่ำค่อย ๆ กลืนแสงสุดท้าย เหลือเพียงความผูกพันและบทเรียนล้ำค่าของรอยแผลกลางใจ เหนือหมู่บ้านผาสว่าง—ตลอดกาล