เกาะคำสาปจันทร์ดำ
เสียงคลื่นซัดกระทบหินลาดหน้างานศิลป์วิจิตรที่ยังไม่เสร็จบนข้างเรือเล็ก ทุกสายตาแปรเปลี่ยนไปตรงกลางทะเล มีเพียงเกาะเล็ก ๆ ที่ไร้ผู้คนเป็นจุดหมาย นักศึกษาห้าคนยืนอัดแน่นกลางเรือ—เกศา คริส รับขวัญ ตั้ง และบีม ต่างเงียบงัน ท่ามกลางอากาศชื้นเค็ม
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ตกลง เราต้องเดินติดต่อกันแบบนี้ตลอดเลยเหรอ?” บีมถามพลางหันหาคริสที่ถือกล้องถ่ายรูป คริสเฉไฉ พึมพำในคอ “ถ้ากลัวจะกลับก็ได้นะ” รับขวัญสบตาเกศาอย่างคาดคั้น
เกศาหลุบตา อ้อมแอ้ม “ที่นี่…แปลก ถ้ามีอะไรก็กลับ” สีหน้าเธอสะท้อนบาดแผลเก่า ไม่ใช่จากแผลกาย แต่เป็นใจ
กลุ่มนักศึกษาเดินลงจากเรือ สัมผัสทรายแฉะบนฝั่งคนละก้าว สายลมพัดกลิ่นไม้ชื้นกับบางสิ่งไม่คุ้นจมูกเกศา ตั้งเดินแยกออกมาก่อน หยุดตรงป้ายไม้สลักภาษาปริศนา เขาหยุด ชะเง้ออ่าน พึมพำคำนั้นซ้ำแบบขมขื่น
“จันทร์ดับ…คำสาป…อะไรของมันวะ”
สัมภาระหนักเกี่ยวไหล่เอียง คริสรีบควักสมุดจด จดอะไรรวดเร็วเหมือนกลัวหลงความจริง รับขวัญถือสมุดวาด เธอวาดภาพเงาสวนข้างสะพานที่ขาด ค่อย ๆ จ้องหน้าเกศา หวังให้เธอร่วมสเก็ตช์ด้วยกัน เกศาไม่ตอบ
บีมเดินไปไกลกว่าคนอื่นก้าวหนึ่ง “เรื่องเล่าในเน็ตบอกว่าที่นี่เคยมีเรื่อง…เด็กหายตัว ทุกคืนจันทร์ดับ” เสียงเธอไม่แน่ใจ เหลียวดูเพื่อนราวกับขอเครดิตจากกลุ่ม รับขวัญหัวเราะเบา ๆ กลบเกลื่อน “ถ้ามีอะไรจริง เดี๋ยวก็ได้ไอเดียภาพวาดใหม่ไง”
ตั้งถอนหายใจยาว ยกสมุดสเก็ตแห้ง ๆ มาถือแนบอก สายตาตั้งคำถามกับตัวเองว่า “เราเลือกมากับพวกนี้ทำไม”
พอเข้าห้องพักไม้เก่า เสียงประตูดังเอี๊ยดจี้ด ทุกคนมองกันอย่างระมัดระวัง ภายในมีเพียงเตียงไขว้ห้างสองเตียง โต๊ะไม้ และตุ๊กตาไม้เก่า ๆ เกศามองตุ๊กตานิ่ง มือสั่น จับแล้วรีบทิ้ง “ทำไมเหมือน…ใครมอง”
คริสหยิบกล้องขึ้นถ่ายภาพในห้อง “อย่าดึงหน้าแบบนี้สิ มันสวยนะ” เขาพูดติดตลกลวงโลก ทั้งที่ตาเหลือบถ่ายมุมผนังหลุดสี ใต้เงาไฟที่กระพริบบางครั้งเหมือนเห็นเงาตะคุ่มในมุมมืด
คืนแรกมาเยือน เสียงหวีดแหลมคลุ้งแว่วจากป่า บีมหันไปที่หน้าต่าง กระซิบเบา ๆ “ใครได้ยินเสียงนั้นบ้าง”
รับขวัญดึงผ้าห่มขึ้น “เป็นแค่สัตว์ป่าน่า ไม่มีอะไร” แต่เสียงนั้นวกวน ซ้อนทับ บางคำเหมือนคำพูดของคน
เกศาลุกพรึบขึ้นจากเตียง เดินออกมา ทุกคนตามไปหน้าบ้านพัก ไฟฉายส่อง ปรากฏรอยเท้าเล็ก ๆ จาง ๆ ลากไปในป่า ตั้งก้มดู “เด็กเหรอ?”
รับขวัญถอนหายใจ “ไม่หรอก มันแค่…ภาพหลอน ละครลวงดี ๆ นี่เอง”
คริสถ่ายรูปทิ้งอย่างเบื่อหน่าย แต่จับใจความไม่ได้ว่าเขาพยายามปิดบังอะไรไว้ เบื้องหลังกล้องคือความกลัวและบาดแผลที่ไม่มีใครให้รู้
เช้าแรกปลุกทุกคนด้วยเสียงตะโกนของบีม “ดูนี่ดิ!” เธอชี้ไปยังผนังบ้านไม้ มีรอยมือเปื้อนโคลนสูงต่ำไม่เท่ากัน เกศาค้าง หายใจสั้น หันขวับไปมองเพื่อน น้ำเสียงแตกพร่า “เมื่อคืน…เรานอนกันในห้องทุกคนใช่ไหม”
ความอึดอัดค่อย ๆ แทรกในกลุ่ม ตั้งแว่วเสียงกระซิบ มองรอบตัวเครียด รับขวัญแสร้งหัวเราะ “ใครทำคงอยากสั่งสอนเรา…”
คริสอมยิ้มข่มกลัว “ถ้างั้น มาล่าภาพกันเถอะ จะได้ไม่คิดมาก”
รับขวัญลากเกศาไปนั่งริมหน้าผา ทะเลสีน้ำเงินหม่น ลมตีหน้าเย็น เกศาเขียนเส้นสเก็ตอย่างลังเล เสียงมือสั่นกับกระดาษ “รับขวัญ…ทำไมมาที่นี่”
รับขวัญนิ่ง “มันมีบางอย่างในอดีต บางอย่างที่เด็กหาย…ฉันเคยเห็นคนหนึ่ง…”
เกิดเสียงดังวูบในป่า ทุกคนเงยหน้าดู สุนัขลายจุดตัวหนึ่งวิ่งพรวดออกมาแล้วหยุดตรงหน้ารับขวัญ ดวงตาสีเหลืองแปลกปลอม เกศาสะดุ้ง สบถ “มัน…จ้องเรา”
ตั้งเดินวนไปหลังบ้าน พบตุ๊กตาไม้ตัวใหม่วางอยู่ตรงต้นกล้วย ท่าทางเก่าแต่ยังอุ่นราวมีคนเพิ่งมาวาง เขาเดินกลับเข้ามือเปื้อนเศษไม้ รับขวัญถาม “เอามาจากไหน” ตั้งนิ่ง ไม่ตอบ ชายตามองคริสแปลก ๆ
กลางคืนกลุ่มรวมตัวในบ้าน คริสพูดกระตุก “คืนนี้อย่าออกไปนอกบ้านนะ”
บีมโยนคำถาม “กลัวอะไร คำสาปเหรอ?”
คริสไม่สบตา “ก็…เอาแค่ปลอดภัยไว้ก่อน”
เกศานอนพลิกตัวฝันร้าย น้ำตาคลอเบ้า ตั้งละเมอถึงเด็กผู้ชายคนเล็ก ๆ เสียงสะอื้นบางอย่างแว่วที่หน้าต่าง บีมลุกไปเปิดม่าน เห็นเงาภาพอะไรบางอย่างหายวับในเงา
รุ่งเช้าหมอกจัดหนาทึบ ทุกคนรวมตัวกลางลาน ตั้งมือเย็นเฉียบ หยิบสมุดสเก็ตออกมาฉีกหลายภาพ เหม่อมองรับขวัญ “ฉันวาดเด็กคนเดิมทุกครั้ง มัน…เหมือนได้ยินเสียงเดิม ๆ”
บีมหันควับ “เมื่อคืนฉันฝันด้วย เด็กคนหนึ่งอยู่ข้างต้นไม้ เขาอยากให้เรากลับ”
รับขวัญนิ่ง “เด็กที่นี่หายไปจริงหรือเปล่า? หรือมันเป็นเรื่องมากกว่าแค่ภาพวาด?”
เกศาคลำแขนตัวเอง ตาแดง “ฉัน…เมื่อเด็ก ฉันหายไปวันหนึ่งบนเกาะแบบนี้ กลับมาไม่ได้พูดอะไรอีกเลย”
ทุกคนเงียบ เริ่มคิดทบทวน คริสพลิกดูภาพถ่าย ภาพหนึ่งมีเงาเด็กหน้าซีดแทรกอยู่ข้างรับขวัญ เขาไม่กล้าบอกใคร พึมพำคนเดียว “มันกลับมา…”
กลางวันตั้งออกเดินสำรวจรอบเกาะกับรับขวัญ พวกเขาพบสุสานไม้เล็ก ๆ ข้างต้นจามจุรี เศษตุ๊กตาชำรุด ขวดนมเก่าถูกวางไว้ คล้ายมีคนนำมาวางซ้ำ ๆ รับขวัญงึมงำ “เหมือนที่แม่ฉันเคยบอก มีเด็กถูกทิ้งไว้ที่นี่…”
ตั้งหยุด หยิบไม้แกะสลักขนาดเล็กขึ้นมา รับขวัญสังเกตเห็นรอยขีดบนตัวไม้คล้ายตัวอักษร ‘คืนจันทร์ดับ’ เธอขยับถอยตั้งถาม “นายเห็นอะไร?”
ตั้งตาแดง “ผม…ผมจำได้ ไม่ใช่แค่เด็กหาย มีบางอย่างกลืนเด็กเหล่านั้น”
เสียงลมกระโชก ต้นไม้สั่นไหว ตุ๊กตาทันใดร่วงลงกับพื้น เสียงหัวเราะแผ่วประหลาดดังมาจากในป่า
เกศาและบีมเดินออกตามเสียง พบเงาเด็กสองคนวิ่งลับต้นไม้ เกศากระชับมือบีม “เรา…เราต้องรู้ให้ได้”
สองสาวตามร่องรอยจนถึงปล่องหินกลางเกาะ ปากปล่องมีผ้าขาดปลิว ก้อนหินวางเรียงเหมือนใครตั้งไว้ บีมกระซิบ “เหมือนหลุมศพ…” เกศาแตะผ้า สะอื้น อยากจะพูดอะไรแต่ไม่กล้า
ค่ำวันถัดมากลุ่มทั้งหมดรวมตัวที่บ้านพัก เสียงฝีเท้าแปลก ๆ เดินวนรอบบ้าน คืนนี้สนิท เมฆบดบังจันทร์ทุกเสี้ยว ทุกคนจับกลุ่มแน่นในห้องเดียว บีมร้องไห้ รับขวัญพยายามปลอบ คริสถือกล้องแนบอกลุกขึ้นกะทันหัน ทนไม่ได้ พูดเสียงแข็ง “ผม…เคยเห็นเด็กที่นี่มาก่อน”
รับขวัญงุนงง “นายหมายถึงอะไร?”
คริสกัดฟัน “ผมมาที่นี่กับพ่อเมื่อสิบปีก่อน เด็กๆที่มาในเกาะนี้…หายไปต่อหน้าต่อตา…”
บีมตะโกน “แล้วนายพาเรามาทำไม!”
คริสหลบตา “ผมหวังว่ามันจะไม่เกิดขึ้นกับใครอีก…”
เกิดเสียงหวีดลากยาวขึ้นอีกครั้ง ไฟห้องดับ ทุกอย่างมืดสนิท เกศากรีดร้อง เงาร่างเล็กๆปรากฏกลางห้อง รับขวัญยื่นมือไป “มะ…ไม่ อย่า…”
เงาเด็กโผล่กะทันหัน ทุกคนต่างพากันแตกฮือ เสียงครวญคล้ายร้องขอความช่วยเหลือ เกศาข่มน้ำตา “ถ้าเธอต้องการกลับบ้าน…บอกเรามา…”
ในห้วงพายุอารมณ์ กลุ่มแต่ละคนเผชิญหน้ากับความผิดของตน รับขวัญทรุดตัวลงกับพื้น สารภาพเสียงสั่น “ฉัน…ฉันเคยหลบตา ไม่ช่วยเด็กคนนั้น”
ซากตุ๊กตากระจายทุกทิศทาง เงาเด็กชะโงกหน้าแววตาตัดพ้อ ตั้งล้วงในกระเป๋า หยิบเศษภาพที่เขาวาดไว้