เมฆเหนือสตูดิโอศิลปะ
เสียงแปรงถูกลากไปบนผ้าใบอย่างแผ่วเบา แสงแดดยามบ่ายลอดกระจกสีเก่าเป็นลายเส้นแปลกตาแต้มลงบนโต๊ะไม้สีน้ำตาลอ่อน เอินกำลังทาบสีฟ้าเข้มลงบนมุมด้านขวาของภาพวาดในสตูดิโอศิลปะ ลมหายใจเขาติดขัดเป็นจังหวะขณะที่ป้องกันไม่ให้หยดสีหล่นลงบนพื้น เงาของภาพวาดเก่าด้านหลังสะท้อนในดวงตาเขา—ภาพหญิงสาวในชุดขาวที่ไม่ว่าใครมองก็ดูเหมือนกำลังร้องไห้
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เอิน นายจะเข้าร่วมประกวดมั้ย?” เสียงจินดังขึ้นจากอีกมุมห้อง เธอนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้น กำลังร่างเส้นสายบนสมุดสเก็ต เปลือกตาเธอสั่นเมื่อเอินเงยหน้ามอง แววตาของเขาวูบวาบเหมือนซ่อนบางอย่าง
“ฉันไม่แน่ใจ ถ้ายังวาดไม่เสร็จแบบนี้” เอินตอบพลางฝืนยิ้ม ปลายนิ้วของเขามีคราบสีติดฝังแน่น เขาเหล่มองภาพหญิงสาวในชุดขาวอีกครั้งเหมือนมันกำลังพูดกับเขาในความเงียบ
แจนเดินเข้ามาใหม่ เธอถือถ้วยกาแฟที่มีรอยเปื้อนริมขอบวางลงข้างจิน “พี่เต๋อมาแล้วเหรอ?” น้ำเสียงแจนเอื่อยด้วยความเหน็ดเหนื่อยแต่ซ่อนความอ่อนโยน แขนซ้ายของเธอมีผ้าพันเพราะโดนแก้วบาดก่อนหน้านี้ “ฉันวาดไม่ได้ถ้าเขาไม่ช่วยหาสีม่วง”
เสียงประตูเก่าดังเอี๊ยด เต๋อ—ชายหนุ่มที่ดูเหมือนฝุ่นละอองศิลปะเกาะตามเสื้อผ้า—เดินเข้ามาพร้อมสีน้ำมันและผ้าผืนเล็ก “มาแล้ว พวกนายมีใครเห็นแมวในห้องเก็บของมั้ย? เมื่อคืนมันร้องเหมือนมีอะไรไล่ตาม”
กลุ่มวัยรุ่นทั้งสี่คนมองหน้ากันสลับไปมาชั่วขณะ เสียงจินเงียบลงระหว่างที่ใจหนึ่งอยากบอกเต๋อว่าสองอาทิตย์ก่อน เธอเห็นภาพวาดใบเก่าขยับเองในเงามืด แต่กลัวว่าใครจะหาว่าบ้า
เอินวางแปรง หันไปหาจิน “นายเห็นอะไรในภาพนี้ไหม?” เอินชี้ไปที่ภาพหญิงสาวชุดขาวนั้น จินไม่ตอบทันที เธอขมวดคิ้วนิ่งนาน ก่อนจะพึมพำเบา ๆ “เหมือนเธอจะอยากพูดอะไรกับเรานะ…”
เต๋อถอนหายใจ เขาโยนผืนผ้าเล็กให้แจน “เอางี้ พวกเราควรช่วยกันย้ายภาพนั้นไปไว้ห้องเก็บของดีไหม? ฉันรู้สึก…กลัวแปลก ๆ”
แจนยักไหล่ “ย้ายไปแล้วมันจะเงียบลงเหรอ?” ทุกคนต่างจ้องเขม็งเห็นด้วยกับความวิตกแบบไม่พูดออกมา
บรรยากาศในห้องอึดอัด แสงแดงจากกระจกหลอมเหล็กสะท้อนภาพวาดจนเหมือนมันเพิ่งกะพริบตา เอิน เม้มปากแล้วค่อยเดินไปจับขอบกรอบภาพ แจนกับจินช่วยพยุง เต๋อเดินนำ ขณะที่พวกเขาแบกภาพวาดผ่านบันไดแคบ ทุกคนได้ยินเสียงร้องคล้ายสะอื้นแว่วมาจากภาพนั้น
เมื่อภาพถูกพิงกับผนังห้องเก็บของ แจนยืนตัวเกร็ง เธอชูมือจะหันภาพให้พ้นสายตา “อย่า—” เอินร้องห้าม แต่สายไปแล้ว ใต้แสงไฟจาง เสียงออดประตูหน้าร้านดังขึ้นกะทันหัน ทุกคนสะดุ้ง ชั่วขณะกลิ่นน้ำมันดิบและฝุ่นผงคลุ้งขึ้นในอากาศ
เอินเดินไปสูดลมหายใจลึกหน้าโต๊ะกระจก “ใครมาดึกขนาดนี้?”
ประตูเปิดคลึง เสียงหญิงชราผมสีดอกเลาในเสื้อกันหนาวเก่าเข้ามา เธอเดินตรงมายังห้องเก็บของ สายตาหยุดที่ภาพหญิงสาวชุดขาว “อย่าดูถูกวิญญาณในสตูดิโอ” เธอกระซิบด้วยเสียงแข็ง ทุกคนชะงักและต่างลอบสบตากันอย่างงุนงง ปากใครบางคนในห้องสะอึกแผ่ว “ท…ที่นี่มีอะไรเหรอครับ?” จินถามออกมาด้วยเสียงเบาแทบกระซิบ
หญิงชราเงียบไปนานก่อนเดินเข้าไปกอดกรอบภาพไว้แน่น ดวงตาเธอรื้นน้ำตาแล้วเหลือบมองกลุ่มวัยรุ่น “อยากรู้เรื่องภาพนี้ไหม?”
ความเงียบปกคลุมห้องอีกครั้ง ก่อนเต๋อจะเอ่ย “ถ้าเราไม่รู้ มันจะ…ปลอดภัยกว่านี้ไหมครับ?” แจนหัวเราะแห้ง ๆ ราวกับกลบเกลื่อนความกลัว เอินเหลียวมองหน้าจินเข้มขึ้น “ฉันอยากรู้”
หญิงชรานั่งลงข้างแจน เธอเล่าด้วยเสียงสั่น ภาพวาดผู้หญิงในชุดขาวนี้เป็นของลูกสาวที่หายตัวไปอย่างลึกลับเมื่อสามสิบปีก่อน ทุกบรรทัดในใบหน้านั้นเต็มไปด้วยคำถาม—เธอปรารถนาให้ใครสักคนค้นพบและให้อภัยสิ่งที่เกิดขึ้น
เอินฟังแล้วรู้สึกเหมือนหัวใจบีบรัด แต่มือเขากลับจับแปรงไว้แน่น พลันได้กลิ่นสีคละคลุ้ง แจนมองหญิงชราด้วยสายตาเว้าวอน “ลูกสาวคุณ…” เธอเงียบไปครู่หนึ่ง “คุณคิดว่าเธอยังอยู่ที่นี่ไหม?”
หญิงชรามองภาพนั้นนาน “บางวิญญาณไม่อาจไปไหน จนกว่าจะได้รับคำขอโทษ”
เต๋อจับไหล่เอิน “ทำไมฉันรู้สึกเหมือนเราเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มากกว่าที่คิด?”
จินขบฟันแน่น เธอตวัดสมุดสเก็ตมาบังหน้าตัวเอง ไม่อยากให้ใครเห็นน้ำตา ราวกับภาพนั้นกำลังสะท้อนบาดแผลของเธอเอง เอินวางแปรงลง เดินเข้ามานั่งข้างหญิงชรา “เราช่วยคุณได้นะครับ แต่อาจต้องรู้ความจริงที่ทุกคนกลัวจะรับไม่ได้”
ความเงียบกินเวลานาน ทุกคนต่างเลือกนั่งเงียบข้างหญิงชรา—สายตาต่างถูกดึงไปยังภาพวาดนั้น เหมือนกำลังฟังเสียงร้องไห้แผ่วเบาในอากาศ
สามวันต่อมา บรรยากาศในสตูดิโอเงียบงัน เอินนั่งเพ่งหน้าภาพหญิงสาวในชุดขาวอย่างครุ่นคิด จินเดินเข้ามาหา สายตายังแดงอยู่
“นายจะทำยังไงกับรูปนี้?” จินถามเสียงเบา เอินก้มหน้านิ่ง “ฉันไม่รู้ ฉันกลัว…ถ้าเราสืบลึกลงไป อาจมีใครบาดเจ็บอีก”
“กลัวกับเสียใจมันต่างกัน” จินตอบเบา ๆ “บางที การปล่อยให้มันค้างคา มันก็ไม่ต่างจากทิ้งคนเป็นให้เจ็บปวด”
เอินลุกขึ้น กำมือแน่น “งั้นเราสืบดู แต่อย่าบอกแจนกับเต๋อ จนกว่าจะมั่นใจว่าปลอดภัย”
จินพยักหน้า แม้แววตาจะหวาดกลัว แต่แฝงด้วยความมุ่งมั่น
คืนนั้น เอินกับจินเดินสำรวจห้องเก็บของ พวกเขาพบใบจดหมายเก่าซ่อนอยู่หลังกรอบรูป ในจดหมายมีข้อความขอโทษจากแม่ถึงลูกสาว ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อสามสิบปีก่อนเป็นความผิดของเธอเอง ลูกสาวต้องจากไปเพราะถูกเข้าใจผิดจากสิ่งที่ไม่ได้ก่อ
เสียงลมหายใจอัดแน่นในห้องแคบ “จะบอกเธอไหม?” จินกระซิบ เอินส่ายหน้า “รอเช้า เราต้องร่วมมือกับทุกคนก่อน”
รุ่งเช้า แจนนั่งรออยู่ที่มุมห้องเงียบ เต๋อถือกาแฟเข้ามา เขาปรายตามองเพื่อน ๆ สับสน “สองคนนั้นแปลก ๆ ไหม?”
แจนเม้มปากแน่น “ฉันได้กลิ่นสีแปลก ๆ เมื่อคืน เหมือนมีคนมาป้ายอะไรที่ภาพวาด” เธอสบตาเอินทันทีเมื่อเอินกับจินเดินมา เอินมองเพื่อนทั้งสองก่อนถอนหายใจ “เมื่อคืนฉันกับจินเจอจดหมายนี่”
เขายื่นจดหมายให้เต๋อ ความเครียดตรึงในอากาศ เต๋ออ่านแล้วเงียบไปนาน “นี่…หมายความว่าลูกสาวเธอตายที่นี่?”
“เราไม่แน่ใจ แต่ความจริงคงไม่ใช่แค่เรื่องตายหรืออยู่” จินพูดเสียงสั่น “แต่ทุกอย่างที่ถูกมองข้าม ถูกละเลย…มันยังคงวนเวียนอยู่ในสี่เหลี่ยมนี้”
แจนเงียบ หล่อนกอดอกตัวเองแน่น “ฉันไม่สบายใจ ฉันเคยคิดจะขโมยภาพนี้ออกไปทิ้งขยะเมื่อตอนกลางคืน”
เอินมองหน้าแจน “นายเคยผิดพลาด ฉันก็เคย รู้ไหม? คำขอโทษจากปากเราอาจเปลี่ยนอะไรไม่ได้ แต่มันทำให้คนในภาพนี้อาจหวังอะไรใหม่ ๆ”
แจนนิ่ง อึดอัด น้ำตารื้น หยิบกระดาษกับดินสอ “ฉัน…อยากวาดจดหมายขอโทษ ถึงใครก็ตามในภาพนั้น”
เต๋อวางมือบนบ่าจิน “เราต่างล้มเหลว เราทุกคนล้วนมีอดีต”
หญิงชราเดินเข้ามาเงียบ ๆ ในแววตาเธอมีแววขอบคุณที่อ่อนโยน “แค่พวกเธอรู้สึก…ฉันก็พอใจแล้ว”
เย็นวันเดียวกัน พวกเขาตัดสินใจจัดนิทรรศการเล็ก ๆ ขึ้น เปิดโอกาสให้ผู้คนได้ระบายความรู้สึกถึงภาพหญิงสาวชุดขาว ภายใต้เสียงหัวเราะคละเคล้าความเศร้า มิตรภาพของวกเขาดูแน่นแฟ้นกว่าที่เคย พวกเขาหัวเราะ ร้องไห้ ร่วมกันขอโทษต่ออดีต
เอินเดินออกมายืนหน้าโต๊ะนิทรรศการ ภาพหญิงสาวในกรอบไม้เก่าเหมือนกลับยิ้มเลือน ๆ แสงจากกระจกสีส่องตรงเข้ามาที่ดวงตาของรูปเหมือนจะมีแสงประกาย เต๋อมองมาแล้วยิ้ม “นายกลัวน้อยลงแล้วสินะ?”
เอินพยักหน้า ดวงตารื้นน้ำตา “การให้อภัยตัวเอง…ยากกว่าการให้อภัยใครเสียอีก”
แจนเดินมาแตะแขนเขา จินยิ้มบาง ๆ ทุกคนมองไปยังภาพในกรอบไม้ด้วยสายตาเปี่ยมหวัง
ในค่ำคืนสุดท้ายของนิทรรศการ สายลมเย็นพัดเข้ามาในห้องแคบ เด็กวาดรูปทั้งสี่คนยืนเงียบ มองภาพวาดหญิงสาวในชุดขาว—รอยยิ้มบนใบหน้าเธอสุดท้ายเหมือนเปลี่ยนไป—คล้ายมีคำขอบคุณในแววตาของวิญญาณที่เพิ่งได้รับการปลดปล่อย