ใต้เงาเรือนหิมะ
แสงไฟนีออนเหนือลานหิมะส่องกระทบผิวทางจนกลายเป็นประกาย ซัน ลากร่างกระเป๋าศิลปะหนักอึ้งผ่านความหนาวเข้ามาในสตูดิโอแห่งนี้เป็นคนแรก เขาสูดลมหายใจรวยริน มองไปรอบห้องนิ่งๆ—ควันสีขาวขุ่นลอยผุดจากลมหายใจ ไม่มีใครอยู่ในห้อง อะไรบางอย่างเงียบเกินไปแต่ซันก็เลือกที่จะไม่ใส่ใจ เขาเพียงต้องการวาดรูปให้เสร็จเพื่อส่งเข้าประกวดต้านความเบื่อหน่ายของชีวิตซ้ำซากในเมืองแห่งหิมะนี้
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงดังเอี๊ยดจากประตูทำให้ซันสะดุ้ง อร ผู้มีดวงตาเฉี่ยวและเดินอย่างมั่นใจเข้ามา หอบกระเป๋ากล้องแนบอก “แอบมาแต่เช้าเหมือนกันเหรอ?” เธอทัก ไม่รอคำตอบ มือก็จัดขาตั้งกล้องตรงจุดที่เธอถือว่าดีที่สุดของห้อง เธอเหลือบตาไปทางซันแล้วก็เงียบ วางกล้องแล้วหยิบสมุดปกแข็งออกมาจากกระเป๋า
“อย่าใช้ตรงนั้นนะ เดี๋ยวโดนแสงมากไป” เสียงนิ่มๆ ของขิม ดังแทรก เธอเข้ามาอย่างเงียบเชียบ ผมยาวของขิมเกือบยาวถึงเอว เธอดูจะระแวงทุกอย่าง—รวมถึงคนรอบตัว เธอมองซันกับอรแล้วเดินไปมุมห้อง กระดาษวาดรูปของเธอถูกรอยขีดข่วนอย่างบ้าคลั่ง
ต่อมาตุ้ย ตัวโตกับเสื้อแจ็คเก็ตขาดตรงข้อศอกเข้ามา เขาหอบหายใจราวกับเพิ่งวิ่งหลบอะไรมา เขาเหวี่ยงสายตามองทุกคนที่เหลือเป็นรอบๆ “มีใครเอาของกินมาด้วยไหมวะ? ชักหิว” ไม่มีใครตอบ ตุ้ยยักไหล่ เลียปากแล้วหยิบขนมปังในกระเป๋าเอง
สุดท้าย แปม เด็กหญิงตัวเล็กนั่งรถเข็นปรากฎตัว เสียงล้อแบบแรงผ่านพื้นไม้ทำให้ทุกคนหันมอง เธอยิ้มจางๆ “หวัดดี… มาติวศิลป์ด้วยกันเหรอ?” แปมถาม ทั้งห้องเงียบด้วยความประหลาดใจระคนอึดอัด
ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง พายุหิมะก็กระหน่ำจนมองไม่เห็นอะไรนอกหน้าต่าง ซันเดินไปลองเปิดประตูหน้าแต่ประตูเหมือนติดกับอะไรจากด้านนอก พยายามกี่ครั้งก็ไม่ขยับ อรลูบแขน พึมพำในคอ “แย่ละ…ถ้าติดอยู่แบบนี้ทำไงดี”
ขิมตัดบท “ก็แค่รอ ฝนมันหยุดเอง” ตุ้ยหัวเราะเยาะ “หิมะ ไม่ใช่ฝนนะยะ หยุดทีเรียกว่าเดือนได้น่ะ” อรแค่นเสียง ขิมเบือนหน้าหนีไปวาดรูป เสียงลมหอนดังลอดหน้าต่างแต่ละคนหยุดพูด หันไปสนใจอุปกรณ์ศิลป์ของตัวเอง
ผ่านไปไม่นาน อรรู้สึกได้ว่าตัวเองถูกแอบถ่าย เธอเหลียวซ้ายขวา เห็นขิมขยับกระดาษเหมือนซ่อน บรรยากาศตึงเครียดขึ้นทันที อรหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา “จะถ่ายขนาดนั้นมาถ่ายฉันตรงๆ เลยมั้ย?” เธอเหน็บ ขิมชะงักนิ่ง—หน้าซีด ผิวแดงเรื่อ
ตุ้ยขยับมาขวางระหว่างสองสาว “หยุดเหอะ พวกเราแค่รอพายุหยุด เฮ้ย! เล่นเกมฆ่าเวลากันดีกว่า” ไม่มีใครหัวเราะ ตุ้ยทำท่าใส่อารมณ์ “ก็จะได้ไม่ต้องทำหน้านิ่งเหมือนผีอยู่แบบนี้ไง!” แปมหัวเราะเบาๆ แต่ไม่ทันขาดคำ ไฟก็กระพริบแล้วดับพรึบ
ภายในความมืด เสียงหายใจดังถี่ ซันตะโกน “มีไฟฉายไหม?” อรเปิดแฟลชกล้อง ฉายแสงขาวออกเป็นลำ ทุกคนเริ่มขยับตัวใกล้กันโดยไม่รู้ตัว สตูดิโอที่เดิมเคยกว้างกลับดูคับแคบและเย็นยะเยือกขึ้นมาทันที
เสียงบางอย่างขูดกับประตูด้านใน แปมถามเบาๆ “มีคนอยู่ข้างนอกหรือเปล่า?” ไม่มีใครกล้าตอบ อรชินกับความกลัวเลยกลั้นและพูดเสียงแข็ง “แค่หนู มั้ง… หรือเปล่า…”
เสียงขูดหยุด ทุกคนเงียบ ตุ้ยพยายามจะเดินไปดูที่ประตู แต่ขิมดึงแขนไว้ “อย่าไป! อาจจะอันตราย” เขานั่งลงข้างแปม และเปิดขนมบิสกิตแบ่งให้ทุกคนดูดึงความสนใจกลับมา
ทุกคนเริ่มเล่าเรื่องตัวเอง—เพียงเล็กน้อย—อรสารภาพว่ามาที่นี่เพราะหนีครอบครัว ซันหลบสายตา พูดติดอ่าง “…แค่… ไม่อยากกลับบ้าน” ขิมยิ่งฟังยิ่งเครียด บอกว่าเธอต้องวาดรูปให้จบก่อนจะกลับบ้าน ตุ้ยหาวแล้วบอกว่า “ก็แค่รอเมืองหิมะนี้จะหยุดหมุนเอง”
เสียงบางอย่างเคลื่อนไปตามฝ้าเพดาน แปมนิ่ง ฟังเสียง เธอพูดเบา ๆ ว่า “บ้านนี้เหมือนมีอะไรเดินอยู่ตลอดเวลาเลย” ขิมพลั้งปากออกมา “บางที มันอยู่กับเรา ก็เป็นได้” ทุกคนซึมลงอีกครั้ง อรเดินไปยืนริมหน้าต่าง มองออกไป—แสงไฟข้างนอกดับสนิท มีแต่หิมะกับเงาที่เคลื่อนไหว
บรรยากาศอึดอัดจนแทบจะหายใจไม่ออก ตุ้ยชวนคุย แปมถามซันแบบจู่โจม “นายเคยมีความลับอะไรที่ไม่กล้าบอกใครบ้างไหม?” ซันชะงักหน้าเสีย อรมองสบตาซัน—มีคำถามเดียวกันซ่อนอยู่
ไฟติดขึ้นอีกครั้ง แสงหลอกหลอนใบหน้าแต่ละคน ซันเห็นรูปวาดของขิม—ในนั้นวาดหน้าทุกคนชัดเจน ทุกคนในภาพดูมีแววตาหวาดกลัว ขิมรีบกอดกระดาษหนี อรจ้องขวาง “เธอแอบเฝ้าดูคนอื่นตลอดเวลาจริงๆ ด้วย”
ขิมพูดรัวเร็ว “ฉันแค่… ฉันรู้สึกปลอดภัยมากกว่า เวลาวาด… ก็เหมือนฉันควบคุมได้” อรถอนใจ แปมหัวเราะเบา ๆ “ไม่เห็นต้องขอโทษเลย เราทุกคนก็กลัวทั้งนั้น” ตุ้ยเงียบกว่าปกติ สายตาเขาซ่อนอะไรบางอย่าง
เสียงจากหลังห้องดังขึ้นเหมือนของหล่น ทุกคนตกใจ ซันเดินไปดู พบว่ากระเป๋าเงินของเขาถูกเปิดออก ของขาดไปหลายชิ้น—ความสงสัยปะทุขึ้นทันที ซันหันขวับไปทางทุกคน
การเผชิญหน้าจริงจังเริ่มต้นขึ้น ตุ้ยแสดงท่าทีอึดอัดมากที่สุด ซันถามทุกคน “มีใครหยิบของผมไปไหม?” แปมมองไปที่ตุ้ย ตุ้ยก้มหน้าหลบสายตา ขิมหลบไปที่มุมห้อง อรมองห่างๆ ก่อนเดินเข้ามาตรงประตูที่ถูกล็อค
อรจับลูกบิด ขยับแรงจนเสียงดัง “เราต้องหาทางออกไปจากห้องนี้ ต่อให้ต้องพังประตูก็เอา” ตุ้ยพยายามห้าม “อย่านะ! พังประตูไม่ได้!” อรหันมา “จะรอให้พายุมันพาไปเหรอไง? หรือว่านายมีอะไรซ่อนอยู่”
ความตึงเครียดปะทุขึ้นเป็นความขัดแย้ง ซัน เจ้าของของหายพูดเสียงดัง “ใครขโมยของผมไป คืนมาซะ! ไม่งั้นจะไม่ไว้ใจใครอีกแล้ว!” อรเสริม “เราอยู่ด้วยกัน ต้องเชื่อใจกัน! ถ้าอยู่แบบนี้ต่อไป เราจะบ้าไปเอง”
ความเงียบแผ่กระจาย ขิมวางมือบนกระดาษอย่างสั่น แปมรีบปลอบ “ถ้าใครหยิบไป แค่บอก เราจะไม่โกรธ… แต่มันอึดอัดจริง ๆ นะ” ตุ้ยยืนนิ่ง แล้วพูดเสียงเบาหวิว “ขอโทษ… ฉันเอง… ฉันแค่หิว ไม่ได้ตั้งใจจะหยิบไปซ่อน” ทุกคนเลิ่กลั่ก อรหน้าถอดสี แปมถอนหายใจยาว
แต่ยังมีบางอย่างผิดปกติ อรย้อนถาม “นายแค่หยิบของกิน แต่ของส่วนตัวซันก็หายไปนะ?” ตุ้ยเถียง “ฉันไม่ได้หยิบอย่างอื่น… ขิม เธอทำอะไรหรือเปล่า?” ขิมส่ายหน้าแรง ๆ ซันหันไปถามขิมด้วยสายตาอ้อนวอน ขิมตอบกลับด้วยความกลัว
กระนั้น ประตูล็อคแน่น ถนนด้านนอกไร้ผู้คน ทุกคนเริ่มรู้สึกเหมือนมีเงาอะไรซุกซ่อนอยู่ในนี้…