มนตราในรอยแยกเวลา
เสียงหวีดของลมอันหนาวเหน็บปะทะกับกระจกสูงของตึกกลางเมืองลอยฟ้า โอนิก้าเดินช้าๆ ริมริมตึก ยามราตรีนั้นเมืองดูสงบราวรูปวาดแต่ใจเธอแทบระเบิด มือซ้ายกำสายสร้อยเส้นจิ๋ว ท้องฟ้ายังคงสว่างจางๆ ด้วยแสงจากออร่าพลังงานฟ้าเหนือหัว เมืองลอยฟ้า ซิเรลล่า ฉากหลังอันวิจิตรของตระกูลชาวผู้มีวิชาเวท—เธอคือผู้หญิงเพียงคนเดียวในรุ่นที่กล้าที่จะก้าวข้ามคติเดิม
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาจากเงามืด “ดูไม่เหมือนคนจะนอนหรอก” เสียงทุ้มเอ่ย มาจากชายแก่หุ่นสูงที่ใส่ผ้าคลุมหลวมๆ ดวงตาแฝงความเศร้าปนแข็งกร้าวคืออาจารย์ซิมารุ พ่อมดประจำเมืองซึ่งครั้งหนึ่งเป็นสหายของแม่เธอ โอนิก้าชะงักแต่ไม่พูด เงียบงันแทนคำขัดแย้ง
“แม่น้องของเจ้า…เขาจะกลับมาไหม” ประโยคนี้แทงหัวใจจนมือยิ่งกำสร้อยแน่น “เขาไม่ได้หายไปเพราะหลงทาง” เสียงของเธอแห้ง “แม่รู้แน่…”
ซิมารุถอนหายใจยาว “ไม่มีใครเข้าใจว่ารอยร้าวบนพื้นเวลาเกิดมาได้ยังไง ไม่เว้นแม้แต่ข้า” ท่าทีเขาโอนอ่อนผิดกับภาพลักษณ์สื่ออำนาจ โอนิก้าขบริมฝีปาก—แม้น้ำเสียงของอาจารย์ละมุนแต่ก็ไม่มีคำตอบใด เธอละสายตาจากเขา สัญญากับตัวเองว่า ชาตินี้จะต้องตามน้องชายกลับคืน
แสงจากประตูเรือนใต้ธรณีลอยฟ้าแทรกออกมาบางเบา บรม นายช่างผู้คุมแผ่นเวทมนตร์พลังงานยืนรออยู่ ตาเขามีรอยเหนื่อยล้า “เจ้าจะไปที่นั่นอีกจริงเหรอ” เขาถาม โอนิก้าไม่ตอบแต่ก้าวเข้าไป เสียงครั้งสุดท้ายนั้นคือ “ถ้ามีใครรู้ว่าเจ้ายุ่งกับรอยแยกเวลา เราจะลำบากกันหมด…”
ขณะไต่บันไดเวียนลงชั้นล่าง ภาพความทรงจำสะท้อนในจิตใจ วันสุดท้ายนั้น น้องชายเธอสวมเสื้อสีฟ้าวิ่งหัวเราะรอบโต๊ะไม้ มารดายิ้ม เอ่ยเตือนอย่าดื้อ แค่ชั่วอึดใจรอยแยกบนผนังกำแพงลอยขึ้นกลางห้อง กระแสพลังดึงน้องชายเข้าไป—เสียงสุดท้ายคือ “พี่…!”
หลังจากนั้นทุกอย่างเปลี่ยน พ่อเธอกลายเป็นเงาจืดจาง มารดานั่งสวดมนต์หน้าต่างแต่ละคืน ขณะบรรจบกับปัญหาความขัดแย้งในตระกูล รอยร้าวบนเพดานเพิ่มขึ้นทุกคืน คำมั่นในใจเธอแน่นแบ่งไว้เพียงสองอย่าง—ไขความลับแห่งรอยแยก และพบตัวน้องชายก่อนเมืองจะแตกสลาย
ลมหายใจหอบ สัมผัสอากาศเย็นแต่งแต้มด้วยกลิ่นสนิมและน้ำมันกลไก มือโอนิก้าสัมผัสกลอนประตูข้างล่าง มันเย็นเยียบราวกับมีเวทแฝง เสียงก๊อกโลหะดังขึ้นประหนึ่งมีชีวิต ข้างในเต็มด้วยแผ่นคาถาเรืองแสง เธอกวาดตามองหาเบาะแสการใช้พลังแต่กลับพบสิ่งที่ไม่ควรจะมี—ก้อนหินสีดำงอกขึ้นใต้ฐานเวทนา。
“มันฝังรอยร้าวไว้จากด้านใน…” เสียงตัวเองสะท้อนในความเงียบ ระหว่างครุ่นคิด ซิมารุโผล่มาอีกด้าน “นั่นไม่ใช่สิ่งที่ควรอยู่ที่นี่” เสียงเขาหนักแน่นแต่แฝงหวาดกลัว “มีใครในตระกูลเรา…สร้างรอยร้าวอีก”
โอนิก้าเหลียวหลัง เหงื่อซึม เธอพลันคุกเข่าลงจนมือกระทบพื้นหิน “ไม่มีใครเข้าใจว่าทำไมแม่ถึงไม่พูดเลย ไม่บอกว่ารู้เรื่องนี้แต่แรก” เธอสบตาอาจารย์ “แม่ปกป้องอะไรอยู่”
ซิมารุเงียบ สายตาแข็งกร้าวคล้ายหินหลอมละลาย “ข้าไม่อยากบอกความจริง แต่มันถึงเวลาแล้ว—ข้าสร้างรอยร้าวแรก…เพื่อปกป้องแม่เจ้า”
บรรยากาศพลันเย็นยะเยือก โอนิก้ายืนเซ เชื่อมโยงเหตุการณ์อดีต เธอยกมือขึ้นลูบอก “แล้ว…พ่อกับแม่…ข้า…พวกเราทุกคน—เราเสียอะไรไป…”
“เส้นทางทุกเส้นต้องเลือก” ซิมารุเอ่ยช้าๆ “และทุกรอยร้าว…ย่อมทิ้งเศษเสี้ยวสิ่งสำคัญไว้ตลอดกาล”
ครู่หนึ่งโอนิก้าหันหลังกลับ เสียงสัญญาณเตือนดังทั่วเมือง เสียงเครื่องจักรหมุนกระตุก เมืองสั่นสะเทือน รู้ทันทีว่า “รอยแยก” เริ่มเปิดอีกครั้ง—แต่ไม่ใช่แค่ที่บ้านเธอ แต่ทุกเขตบนซิเรลล่า!
เสียงผู้คนหวีดร้องดังขึ้นจากถนนลอยฟ้า โอนิก้ามองหาใครสักคน เห็นเด็กเล็กถูกดูดเข้าไปในรอยแยกเล็ก ๆ อึดใจเดียว มันปิดตัวทันควัน เธอวิ่งกรูกลับจวนตามท้องถนนที่ฟ้าถล่ม เสียงผู้ควบคุมพลังงานส่งสัญญาณบทเวทฉุกเฉิน ดวงตาเด็กหญิงเต็มไปด้วยแรงกล้าปะปนความกลัวจนขาแทบหมดแรง
ในห้องประชุมสภาผู้ปกครองตระกูล ทุกคนโต้เถียงกันอึงมี่ เสียงชายชราแก่ที่สุดฟาดโต๊ะ “ไม่มีใครแตะรอยแยกเด็ดขาด!” หญิงสาวผมเทาร้องค้าน “ถ้าไม่ปิดตอนนี้ เราจะสูญเสียทุกอย่าง!” โอนิก้ายืนฟังอยู่ขอบประตู รู้สึกราวกับบางสิ่งกัดกินใจครอบครัว แววตาแม่หลบสายตาเธอ เธอกำลังปิดบังบางอย่าง
คืนนั้นโอนิก้าแอบลอบไปในห้องทำงานแม่ ใต้แท่นเทียนโบราณ เจอสมุดบันทึกลับ อ่านแล้วน้ำตาซึม แม่เคยข้ามรอยแยก—เพื่อช่วยพ่อ แต่ทำผิดพลาดจนถูกจับอยู่ในกาลเวลา น้องชายเธอเป็นคนเดียวที่สืบทอดพลังเดินทางข้ามเวลาได้แบบบริสุทธิ์
“ข้าต้องเดินเข้ารอยแยก…ตามเขากลับมา” โอนิก้านั่งจ้องสมุด มือสั่น “ถ้าข้าหายไปอีกคน…แล้วทิ้งเมืองกับใคร” เสียงพ่อดังแผ่วเบาจากหลังประตู “อย่าให้เจ้าต้องเลือกเหมือนข้า…ข้าเคยยืนอยู่ตรงนี้…แล้วข้าก็เดินออกไป”
“แต่ข้า…ข้าทำไม่ได้…ถ้าข้าไม่ลอง” โอนิก้าสูดลมหายใจ พ่อเดินเข้ามาโอบบ่า “ลูกอาจสูญเสียสิ่งที่รักที่สุด…แต่สิ่งสำคัญต้องเลือกเอง” คำพูดนั้นกล้าน้ำตา เด็กหญิงตัดสินใจ
เช้าตรู่ เธอเตรียมเวทมนตร์ผสมเทคโนโลยี พกสร้อยน้องชาย มือแตะประตูรอยแยกใต้จวน เสียงซิมารุปรากฏ “หากเจ้าข้ามไป ข้าจะรักษารอยแยกนี้ให้เปิดไว้…แต่หากเจ้ากลับมาไม่ได้ ทุกอย่างจะเปลี่ยนตลอดไป”
“ข้าเชื่อในน้อง กับตัวเอง” เธอพยักหน้า เดินเข้าสู่แสงสว่างวาบ ร่างหายเข้าในกาลเวลา ปลายแสงสีฟ้าเป็นม่านหมอกที่เต็มด้วยเสียงสะท้อนอดีต อนาคต ทุกตัวตน
เธอเหยียบย่างในโลกไร้กาลเวลา เห็นเงาน้องชายลอยไปมา มือกุมสร้อยเด็กชายอีกข้าง “พี่มาแล้ว…” น้องชายร้องไห้วิ่งเข้ากอด “หนูอยากกลับบ้าน แต่ทางออกมันเปลี่ยนไปทุกวัน”
โอนิก้ากอดน้องไว้แน่น เอนหลังไปกับแสงวูบวาบ รอบตัวเป็นเขาวงกตแสง เสียงอดีตซ้อนทับปัญหาและคำพูด เธอปิดหูแต่เสียงดังขึ้น “เจ้าต้องเลือกสิ่งสำคัญที่สุด” เสียงแม่เวียนรอบตัว
“ถ้าข้ากลับพร้อมน้อง เมืองอาจร้าวหนักกว่าเดิม…ถ้าทิ้งน้อง ไว้ที่นี่ ข้าก็ไม่เหลือหัวใจ” น้ำตาเธอไหลพราก เด็กชายกระชับมือแน่น “พี่…สัญญา”
วิญญาณพ่อโผล่มาตรงหน้า “คราวนี้ เจ้าต้องตัดสินใจเอง…แต่ไม่ว่าจะเลือกอะไร…ความรักจะพาเจ้ากลับมา”
โอนิก้ามองหน้าน้อง คำสัญญาคลอในใจ เธอโยนสร้อยเด็กชายขึ้นสู่แสงเวท ทุกเศษเสี้ยวย้อนคืนเป็นพลัง เปิดทางหลบใหม่ จูงน้องวิ่งทะลุม่านแสง ใจระทึกเพราะรู้ดี…ทุกสิ่งจะไม่เหมือนเดิม หากรอดกลับไป
อดีตกระฉูดกลับมาตรงประตูรอยแยก ร่างทั้งคู่กลิ้งออก รอบเมืองทั้งเมืองสั่นคลอน แต่โอนิก้ายืนหยัดอย่างไม่เหมือนเดิม มือเธออ่อนแรงแต่น้องชายยืนข้างพร้อมประกายในตา สะท้อนภาพชีวิตใหม่ที่ต้องสร้างขึ้นอีกครั้ง
ครอบครัวยืนมอง หนึ่งรอยร้าวจางลงบนเพดาน แม่กอดลูกทั้งสองไว้แน่น “เราจะเผชิญทุกอย่างไปด้วยกัน” และเมืองซิเรลล่ายังคงลอยฟ้าอยู่ได้ด้วยรักและการให้อภัย โอนิก้ามองน้องชาย—สายสัมพันธ์ที่เชื่อมต่อสองเหนือกาลเวลานี้ จะไม่มีอะไรมาพรากอีก แม้ในโลกที่ยังคงแตกร้าว