ร่องรอยแห่งสายลม
เสียงฝนกระหน่ำลงบนหลังคาสังกะสีจนแทบกลบทุกเสียงอื่น พฤกษ์นั่งกอดเข่าบนเตียงไม้สั่นคลอน ดวงตาเขาจับจ้องไปยังหน้าต่างบานเก่า ใต้แสงฟ้าแลบที่ฟาดลงเบื้องบน เงาเคลื่อนไหวแว้บหนึ่งปรากฏขึ้นบนกระจกหยดน้ำ กลิ่นดินเปียกและความเย็นยะเยือกแทรกผ่านไม้ที่แตกร้าวเข้ามาข้างใน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“แม่… พ่อจะกลับมาจริงไหม?” เสียงของพฤกษ์แผ่วเบา ทะลุเงามืดในห้อง ในความเงียบ แม่ของเขาลอบถอนหายใจ ริมฝีปากสั่นราวกับอยากพูดแต่ก็กลืนมันลงไป พร้อมเสียงเปียโนเก่าในห้องข้าง ๆ ที่ถูกบรรเลงช้า ๆ ท่ามกลางสายฝน
“สักวันหนึ่งลูกต้องกล้าเผชิญลมนั้นด้วยตัวเอง” คำของแม่สั้นๆ ทิ้งไว้ก่อนเดินออกจากห้องอย่างเงียบงัน ทิ้งให้พฤกษ์จมอยู่กับทั้งเสียงเปียโน ลมหายใจตัวเอง และภาพพ่อที่หายไปตั้งแต่เขาแปดขวบโดยไร้ร่องรอย
สายลมวูบแรง แผ่นกระจกสั่นคลอนราวกับอะไรบางอย่างกำลังพยายามบอกความลับ พฤกษ์ขยับตัวลุกขึ้น เขาก้าวไปใกล้หน้าต่าง มองเงาทะลุฝน รอยขีดเขียนคล้ายสัญลักษณ์บางอย่างปรากฏขึ้นคล้ายลมหอบเอามา ทว่าเมื่อเขาเอื้อมมือไปแตะ มันก็เลือนหาย…
เช้าวันต่อมาหมู่บ้านเหมือนถูกปลุกด้วยเสียงลมประหลาดที่ผิวผ่านยอดไม้ ชาวบ้านออกมายืนมองท้องฟ้าที่บิดเบี้ยว ลลิน เพื่อนวัยเด็กของพฤกษ์ เดินถือหัวหอมออกจากบ้าน พลางหันไปชะเง้อดูเพื่อนที่ยังยืนนิ่งหน้าบานหน้าต่าง
“เมื่อคืนฝันเหรอ?” ลลินเอ่ยแนบเนียนระหว่างเก็บผัก พฤกษ์ยังจ้องมือของตัวเองคล้ายไม่หายงุนงง “ถ้าฉันพูดว่าสัญลักษณ์นั้นมีจริง เธอจะเชื่อไหม…” เสียงเขาสั่น
ลลินเงียบไปครู่ ดวงตาเธอหลบ “ถ้าบางอย่างเราไม่กล้าเชื่อ… มันก็จะอยู่ค้างในใจไปตลอด” เธอเอียงคอ “พาไปดูไหม?”
ทั้งคู่เดินฝ่าป่าหลังหมู่บ้าน ท่ามกลางความชื้นและกลิ่นหญ้าเปียก เสียงลมขู่อื้ออึงขึ้นเรื่อยๆ พฤกษ์หยุดตรงต้นไม้ใหญ่ที่โอบกอดทางเก่า เส้นสายบนเปลือกไม้ราวกับใครขีดไว้ คล้ายกับเมื่อคืน “นี่แหละ” เขาแตะรอยนั้น รู้สึกถึงความเย็นขึ้นปลายนิ้ว
“พ่อเคยเล่าเรื่องสายลมวิญญาณใช่ไหม?” ลลินถามเสียงต่ำพลางเบนสายตา ผีเสื้อกลางคืนบินผ่าน “บางตำนานจริงกว่าที่ใครคิด”
“แต่ทำไมต้องกลับมาตอนนี้” พฤกษ์กัดฟัน ยืนแน่นอยู่หน้าเส้นสาย “แม่ไม่เคยพูดอะไรจริง ๆ ทุกอย่างปิดเงียบหมด”
ลลินเอื้อมจับแขนเขาเบา ๆ “บางที…ถึงเวลาหาคำตอบด้วยตัวเองแล้ว ไม่ใช่ให้ใครเล่าต่อ”
เสียงลมโหมกลายเป็นเสียงกระซิบ คล้ายใครหลายสิบคนกำลังสนทนาอยู่ใต้แผ่นดิน พฤกษ์กับลลินสบตากัน ก่อนตัดสินใจเดินลึกเข้าไปในป่า ทิ้งทุกสิ่งข้างหลัง เสียงฝีเท้าดังไปตามทางดินเละ ท่ามกลางไอหมอกและเสียงลึกลับที่เวียนวน
ผ่านเส้นทางรกและความเงียบงัน ทั้งสองหยุดลงเมื่อพบกับบ้านไม้ร้างกลางป่า ประตูถูกพันด้วยเถาวัลย์ รอยขีดคล้ายเดิมปรากฏอยู่ที่ประตู ลลินลังเลชั่วครู่ก่อนพูดเบา ๆ “แน่ใจเหรอว่าจะเข้า?”
“ถ้าพ่ออยู่…ต้องมีบางอย่างในนี้” พฤกษ์ตอบเสียงแข็ง แต่ดวงตาแฝงความหวาดกลัว เขาผลักประตูอย่างช้า ๆ กลิ่นอับเก่าผสมกลิ่นดินตลบอบอวล ท่ามกลางเงามืดแว่วเสียงขลุ่ยแผ่วแทรกขึ้น
ข้างในบ้านเก่า เศษกระจกแตกร่วงกระจายเต็มพื้น มีของเล่นเก่า เสื้อผ้าขาดวิ่น บนผนังมีแผนที่ป่าและบันทึกเก่าแขวนอยู่ พฤกษ์เขยิบเข้าไปสำรวจ ลลินเดินตามหลังใกล้ ๆ สายตาทั้งคู่จ้องจุดเดียวกัน
“นี่คือ…ลายมือพ่อ?” พฤกษ์เอื้อมแตะ แทบไม่กล้าสัมผัส “มันเขียนถึง…สายลมที่ยังเฝ้ารอ…อะไรบางอย่างในป่านี้”
เสียงกระจกแตกดังอีกครั้ง ด้านหลังปรากฏเงาเคลื่อนไหว ลลินคว้าบ่าเพื่อนแน่น “รีบออกไหม?”
“แต่เราเพิ่งเริ่มเท่านั้น” พฤกษ์พูดเสียงสั่น ทว่าความเด็ดเดี่ยวฉายขึ้นในดวงตา
ขณะทั้งคู่ยังลังเล เงาในบ้านเริ่มมีรูปทรงชัดขึ้น กลายเป็นร่างโปร่งแสงเหมือนฝุ่นชนิดหนึ่ง ไหลเวียนรอบตัวพฤกษ์เชื่องช้า เสียงลมกระซิบเริ่มดังขึ้น “ขวัญ…อย่ากลัว…” ถ้อยคำจากบิดาดังลอยมากับสายลม
พฤกษ์น้ำตาซึม “ผม…ผมรู้ว่าคุณอยู่…” เขาเอื้อมมือหมายคว้าความว่างเปล่า ขณะลลินคอยพยุง ท่ามกลางความหวาดกลัวทั้งหมด สิ่งที่ทั้งคู่ได้รับกลับคือความอบอุ่นแปลกประหลาด
ลลินสบตาเงา ดวงตาเธอวูบไหว “แล้วคนที่เหลือ…ยังต้องรอใครอีกไหม?” คำถามแฝงทั้งความโกรธและเศร้า ปลายน้ำตาเธอไหลเงียบ พฤกษ์หันมากุมมือ
คลื่นลมรุนแรงขึ้น ร่างเงาถอยห่างออกไปจนกลายเป็นฝุ่นล่องลอย พฤกษ์กับลลินรวมใจก้าวออกมานอกบ้าน ทิ้งภาพในอดีตไว้เบื้องหลัง ฟ้าเปิด ลมสงบลง เสียงนกแซ่กเจื้อยแจ้วเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน
“เราจะทำอะไรต่อ?” ลลินถาม พยายามฝืนยิ้ม
“หาเรื่องใหม่ ๆ ให้ชีวิต… หาความหมายของการอภัยตัวเองมั้ง” พฤกษ์พูดพลางหัวเราะกลั้ว น้ำตาคลอเบ้าในแววตา
ทั้งสองเดินผ่านป่ากลับออกไป ทิ้งรอยขีดเก่าและบ้านไม้ร้างไว้ข้างหลัง สายลมเอื่อยเย็นพัดตามหลังราวกับอวยพร เสียงกระซิบของอดีตเลือนหาย เหลือไว้แต่ความหวังบนเส้นทางใหม่ที่กำลังจะเริ่มต้น…