เพลงกล่อมเสี้ยวจันทรา
สายลมยามเช้าแหวกผ่านสายใบโกงกาง เสียงคลื่นกระทบโขดหินกึกก้อง ท่ามกลางหมอกจาง เด็กสาวรูปร่างผอมเกร็งเดินลากเท้าไปตามทางเดินไม้เก่าแก่ เธอชื่อเจียตา ผมหยักศกยุ่งเหยิง ตาโตคล้ายกระต่าย กระเป๋าผ้าขาดวิ่นใบเล็กเหน็บติดตัว สีผิวเหมือนถูกแดดแผดเผามานับปี
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“รีบเข้าไปข้างในสิ ก่อนไข่มุกจะมองไม่เห็นแก”
เสียงชายชราผิวคล้ำ ผู้เรียกตัวเองว่าลุงขุนแทะหัวปลาด้วยฟันหลอๆ เขามักเตือนด้วยเสียงห้วนผสมสำเนียงหัวเราะแห้งๆ ซ่อนบางอย่างไว้ในดวงตาหม่นหมอง เจียตาไม่ปริปาก ตอบด้วยแค่สายตาคาใจ ก่อนก้าวผ่านซุ้มประตูไม้ไผ่เข้าไปในลานบ้านที่ทั้งเก่าและแปลกตา
ใต้ถุนบ้านเต็มไปด้วยหีบเก่า ขวดแก้วใส่น้ำทะเล ท่อนไม้ลอย ท่ามกลางสิ่งเหล่านี้ มีกล่องดนตรีรูปพระจันทร์เสี้ยวที่ตั้งเด่นอยู่ เจียตาหยุดมองดนตรีกล่องครู่หนึ่ง ก่อนลุงขุนจะเลื่อนประตูเขียนเสียงดัง ชักเชิญเธอเข้าไปช่วยเก็บของ
“อย่าไปแตะเสี้ยวจันทร์นั้นล่ะ” ลุงขุนพูด ขณะเก็บเศษสมอเก่า ปลายเสียงคล้ายทั้งห่วงหาและหวาดระแวง
เสียงหีบเพลงด้ายขาดดังแว่วแทรกสายลม เจียตาตกใจ สายตาปะทะเข้ากับเงามืดข้างกล่องดนตรี เพียงพริบตาเงานั้นก็หายไป
กลางคืนมาถึงอย่างรวดเร็ว ทะเลเงียบสงัด มีแต่เสียงไม้ไผ่กระทบกันเบาๆ เจียตาเก็บข้าวของเข้าที่ พลางเงี่ยหูฟังบางสิ่งในอากาศ เสียงเพลงคล้ายบทกล่อมเด็กดังมาจากกลางอ่าว เธอกัดฟันอดกลั้นความกลัว ปีนขึ้นบนหลังคาเพ่งมองออกไป
“เสียงนั้น…มันเหมือนแม่กำลังร้องเพลงกล่อมฉันอีกครั้ง” เจียตาน้ำเสียงสั่น หยาดน้ำตาซ่อนอยู่ในแววตา เกาะกำเสื้อตัวเองแน่นขณะเพ่งมองทะเลสีเงินใต้แสงจันทร์เสี้ยว
เช้าวันถัดมา ลุงขุนพบเจียตานอนซุกใต้ผ้าห่ม บนเปลไม้ เธอเอ่ยเสียงเบา “เสียงเพลงนั่น…เป็นของใคร”
ลุงขุนอ้ำอึ้ง มือจับสร้อยพระจันทร์เสี้ยวแน่น “คนที่ร้องเพลงกลางคืน คือผู้คุมความลับของเกาะ เจียตา…ถ้าเจอเขา อย่าเดินตามเสียงนั้น”
แต่สายตาเจียตาแน่วแน่ เธอถามเบาๆ “แล้วถ้าหนูอยากรู้ความจริง เกี่ยวกับแม่ล่ะ”
ลุงขุนกลืนน้ำลาย “แม่เจ้า…ไม่ได้หนีไปอย่างที่คนเขาลือ ทุกอย่างเริ่มต้นจากกล่องนั่น” เขาพยักพเยิดไปยังกล่องดนตรีรูปจันทร์เสี้ยว
กลางคืนถัดมา เจียตาเดินลัดเลียบข้างลำธารเล็กๆ ผ่านป่าโกงกาง จนถึงริมผา เธอได้ยินเสียงกล่อมแผ่วลอยมากับลมเย็น เจ้าของเสียงคล้ายหญิงสาวผมหยาวในชุดขาว บนน้ำท่ามกลางจันทร์ซีก เงาปรากฏสะท้อนผิวน้ำ
หญิงสาวเงียบงัน ลมหายใจสั่น “แม่…” เจียตาเอื้อมมือแต่สัมผัสเพียงละอองน้ำ หญิงสาวจ้องตาแล้วกล่าวเบา ๆ “เจียตา…อย่าไว้ใจเสียงกล่อม มันพาเจ้าไปไกลกว่าความจริง”
ทันใดนั้น ฝูงนกทะเลแตกฮือ เสียงฝีเท้ากระชั้น เจียตาเผลอลื่นตกจากผา ร่างเธอถูกคลื่นดึงสู่ใต้ทะเล
เมื่อรู้สึกตัว เธอพบว่าตัวเองอยู่ในอุโมงค์ปะการังสีเงิน แสงจันทร์ลอดเข้าทางปลายถ้ำ สัตว์ประหลาดขนาดเล็กคล้ายปลาวาฬผสมปลาหมึกว่ายวนรอบ ๆ ส่งเสียงคล้ายเพลงกล่อม เจียตากลืนน้ำลาย ตัวสั่น
สิ่งมีชีวิตนั้นกระซิบ “จงไขปริศนาแห่งเสี้ยวจันทรา เจ้าจะพบคำตอบในความทรงจำที่ถูกลืม”
ทันใดนั้นสายน้ำหมุนวนแรง เจียตารู้สึกเหมือนจมนานนับชั่วอายุ ในความมืดมิดภาพอดีตผุดขึ้น—เธอเห็นแม่ร้องไห้อยู่หน้ากล่องดนตรี เห็นลุงขุนทะเลาะกับชายแปลกหน้า มีรอยเลือดติดที่แขนของแม่…
เจียตาสะดุ้งตื่นขึ้นกลางค่ำคืนบนหาดทราย ลุงขุนนั่งรอ เสียงคลื่นดังสลับกับความเงียบ เขายื่นน้ำให้ พลางถามเสียงแหบ “เจียตา เห็นอะไรในฝัน”
เด็กสาวสั่นเทา “แม่ถูกทำร้ายจริงหรือ”
ลุงขุนนิ่ง “แม่เจ้าถูกหักหลัง…แต่ไม่ใช่ข้าเป็นคนทำ เสียงกล่อมที่เจ้าได้ยินคือเสียงขอคืนลูกจากความมืดแม่เจ้าสละชีวิตปกป้องพิธีต้องห้าม ด้วยหวังจะให้เจ้าอยู่รอด”
เจียตากำฝ่ามือแน่น สายตาปะทะกับจันทร์ครึ่งเดียว “หนู…ไม่กลัวแล้ว ต่อให้มันเป็นใคร หนูจะหาความจริงเอง”
รุ่งสาง เธอกลับไปที่กล่องดนตรี รูปจันทร์เสี้ยว ด้วยความแน่วแน่ ลุงขุนเอ่ยเตือนเสียงขุ่น “อย่ารื้อฟื้นอดีตที่สร้างแต่บาดแผล เจียตา”
แต่เจียตาผลักกล่องเปิดออก เสียงดนตรีท่วงทำนองเศร้าหวานกรีดก้อง ทันใดนั้นสายลมมืดพุ่งออกมา ร่างของหญิงสาวในชุดขาวปรากฏขึ้นภายในกล่อง เจียตาขยับถอย หญิงสาวร้องไห้ “ข้าผูกจิตใจไว้กับเสียงเพลง เพื่อรอวันที่ลูกจะกล้าปล่อยข้าไป”
เจียตาน้ำตาไหล ปาดน้ำตา “แม่…ถ้าแม่ยังอยู่ที่นี่เพราะฉัน หนูขอโทษ”
เสียงเพลงเริ่มสั่นไหว เงามืดและเงาสว่างโอบล้อมกล่อง หญิงสาวสลายเป็นหมอกช้าๆ เจียตาหอบหายใจ “ไปเถอะ…ขอบคุณที่อยู่กับหนูถึงวันนี้”
กล่องดนตรีหยุดเสียง สายลมหยุดพัด ทุกอย่างเงียบงัน
ลุงขุนน้ำตาคลอ เขาเอื้อมมือกุมบ่าหลาน “ขอจงจำไว้ เจ้าเข้มแข็งกว่าอดีตของข้าและแม่เจ้า”
คืนนั้น จันทร์เต็มดวงครั้งแรกในรอบหลายปี เสียงกล่อมใต้เสี้ยวจันทร์เงียบสงัด เจียตาก้าวขึ้นลานบ้าน เหลือเพียงเสียงหัวใจตัวเอง เธอหันหลังให้กล่องดนตรีเป็นครั้งแรก สายตาสบลุงขุน ลมหายใจโล่งอกเหมือนได้เริ่มชีวิตใหม่
“หนูไม่กลัวเสียงกล่อมนั่นอีกแล้ว แม้แต่ความมืด…” เจียตาหัวเราะสะอื้น เสียงเธอสั่นแต่มั่นคง “เพราะมันคือเสียงรักของแม่”
สายหมอกจาง สายลมยามเช้าค่อยๆ พัดผ่าน เกาะเงียบสงบ รอเรื่องเล่าบทใหม่ของเจียตาในคืนต่อๆ ไปท่ามกลางแสงจันทร์เต็มดวง