วุ่นวายสายซิ่ง หอพักป่วนซอยแปด
“โอ๊ย! ยัยแสตมป์ นายจะวางขนมไว้ใกล้ปลั๊กไฟทำไมเนี่ย” อาร์มโวยวายขณะก้มลงเก็บถุงขนมขาไก่ที่ตกกระจัดกระจายเต็มพื้นห้อง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เดี๋ยวมันลามไฟขึ้นมา ห้องเรากลายเป็นข่าวขึ้นเพจหอพักแน่ ฉันว่าต้องจัดระเบียบกันใหม่” นทีพูดพลางหยิบผ้าเช็ดม่านอย่างคล่องมือ
“ก็ไม่ได้คิดอะไรนี่นา…ขนมมันก็แค่อยากอยู่ตรงนี้” แสตมป์ยักไหล่แบบจริงใจ ใบหน้าซื่อตรงจนสองเพื่อนเริ่มถอดใจว่าต้องรับกรรมกับพฤติกรรมโลกส่วนตัวสูงของเจ้าตัวไปอีกนาน
ขณะที่ทั้งสามกำลังวุ่นกับภารกิจจัดห้อง เสียงเคาะประตูดังปัง ๆ ดังขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทุกคนชะงัก สบตากันอย่างรู้กันว่าไม่มีใครสั่งอาหารเดลิเวอรี่ในเวลาเก้าโมงเช้าแน่ ๆ
สายตาอาร์มไวกว่าเพื่อน รีบลุกไปรับ กลับเป็นคุณลุงสนั่น เจ้าของหอพักในตำนาน หน้านิ่วคิ้วขมวดถือป้าย “โสดแต่อย่าโง่นะ” ห้อยเอวเหมือนมาจากสงครามอะไรสักอย่าง
“พวกเธอ! ห้อง 4/1 ใช่ไหม” ลุงสนั่นสีหน้าเอาเรื่อง
“ใช่ครับ…เอ่อ มีอะไรหรือเปล่าครับ” อาร์มฉีกยิ้มอย่างสุภาพผสมซุปเปอร์แมน รีบดึงนทีให้มายืนข้างหลัง
“เมื่อคืนลุงได้กลิ่นอะไรประหลาด ๆ กับเสียงเหมือนมีงานปาร์ตี้” ลุงสนั่นกระแอมเสียงเข้ม “ในห้องมีอะไรกำลังลุกไหม้หรือปล่าว? หรือว่า…มั่วสุมอะไรผิดกฎหมาย” เขามองกวาดเหมือนพร้อมจะรื้อฟื้นความจริงทุกตารางนิ้ว
“ขนมครับ! เอ๊ย…กลิ่นขนมไหม้ครับ—แสตมป์เอาขาไก่ไปอุ่นแล้วลืม” อาร์มพูดเร็วปรื๋อ
นทีรีบเสริม “พวกผมไม่ได้ปาร์ตี้ครับ ผมนั่งอ่านหนังสือถึงตีหนึ่ง…เอ่อ…เรื่องหลักทรัพย์”
“หลักทรัพย์…อ้อ อาชีพเสริมใช่ไหม” ลุงสนั่นพยักหน้าช้า ๆ “เดี๋ยวจะตรวจความเรียบร้อยหน่อย!” เขาเดินเข้าไปโดยไม่รอคำเชื้อเชิญ
สายตาลุงกวาดไปเห็นแสตมป์นั่งเก็บขวดน้ำเต้าหู้เก่าตั้งแต่เมื่อวาน ใต้โต๊ะกระจายเอกสาร เขาเริ่มจดบันทึกในสมุด หน้าขึงขัง
หลังจากลุงออกไป ทิ้งไว้แต่กลิ่นปริศนาและกระดาษโน้ตบนประตู “ห้ามเสียงดังอีก มิฉะนั้นจะไล่ออก” สามเพื่อนหน้างอเป็นปลาทูใส่เกลือ
“ฉันว่าเราต้องพิสูจน์ตัวเองให้ลุงสนั่นเห็นว่าห้องนี้ไม่มีอะไรผิด” อาร์มหมายมาด “ลองทำความสะอาดใหญ่เลยมั้ย? ให้มันวิ้งทุกซอก!”
“ขอคุยเรื่องวิธีพิสูจน์ดีกว่า ฉันว่าเราควรเชิญลุงกับเพื่อนบ้านมาดูเองเลย จะได้เห็นจริง ๆ ว่าห้องเราปกติ” นทีเสนอ
“ก็คงทำได้…แต่ว่าขอเวลาฉันจองขนมไว้ก่อนนะ” แสตมป์พูดอย่างฉลาดเฉลียวในแบบของเธอเอง
แผน “เปิดบ้านให้ชาวหอ” จึงถูกตั้งขึ้นอย่างทุลักทุเล อาร์มลงมือขัดพื้น ขัดโต๊ะจนก้มแก้มช้ำ นทีค้นยูทูบหาวิธีจัดบ้านให้น่าอยู่ ส่วนแสตมป์…เธอเลือกจัดมุมวางขนมให้ดูเหมือนโชว์รูมซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดย่อม
“เธอกะจะขายขนมในงานนี้หรอ” อาร์มหรี่ตา
“เปล่า แต่อย่างน้อยมันดูมีคลาสขึ้นนะ”
พอถึงเวลานัดหมาย ลุงสนั่นก็มาพร้อมป้าต้อยข้างห้อง ผู้เชี่ยวชาญด้านการเสนอหน้าว่าเรื่องอะไรควรยุ่ง เสียงกระซิบวุ่นวายมาก่อนตัว
“เห็นไหม—ทุกคนมากันหมดเลย” นทีสูดลมหายใจ “พูดชัด ๆ ละกันนะ เราไม่มีของผิดกฎหมาย ไม่มีปาร์ตี้ ไม่มีไฟไหม้ ห้องเราสะอาด และ…ขนมถูกเก็บเรียบร้อย”
ป้าต้อยหยิบกระดาษแผ่นเล็ก ๆ มายื่น “นี่ลิสต์เสียงแปลก ๆ ที่ฉันได้ยิน: หัวเราะตอนตีสอง, เสียงแตกขวด, เสียงร้อง ‘แม่จ๋า’ ชั่วโมงเดียวสามรอบ”
“โธ่ป้าต้อย! เสียงนั้นแสตมป์ฝันร้าย ที่เหลืออาจเป็นเสียงหล่นโน้ตบุ๊กครับ” อาร์มรีบอธิบาย
ลุงสนั่นเอานิ้วลูบคาง “เอางี้ ถ้าต่อไปไม่มีเสียงแปลก ๆ ลุงจะถือว่าพิสูจน์ได้ ถ้ายังมี…กฎคือกฎ”
ที่ประชุมเพิ่งจบ แต่อาร์มโดนข้อความไลน์จากเลขาของหอพักว่า “คืนนี้จะตรวจห้องด่วน เห็นไหม้ ๆ จากกล้องวงจรปิด” สามเพื่อนวางแผนป้องกันมลทินสุดฤทธิ์ ขนของไม่จำเป็นทั้งหมดเก็บซ่อนจนกลายเป็นห้องโล่งเหมือนกำลังจะย้ายออก
ขณะกำลังเคลียร์ห้อง นทีเจอซองเงินซ่อนใต้โต๊ะ “อะไรเนี่ย ใครเอาเงินสดมาซ่อนไว้?”
“ของฉันเอง ไว้ซื้อลอตเตอรี่” แสตมป์ตอบเฉย “แต่อย่าบอกคุณแม่ฉันนะ”
ทันใดนั้น เพื่อนบ้านจากห้องตรงข้ามเดินมาโวยวาย “ไอ้เสียงขำแบบปีศาจเมื่อคืนนี้ ห้องใคร?!” ทุกคนในห้อง 4/1 หันมองหน้ากัน รู้ทันทีว่าคืนนี้คงไม่ได้หลับ
นทีเสนอ “ฉันว่า…เรามาตั้งเวรหยุดขำดีกว่า” อาร์มรับมุกทันควัน “อือ ต้องแจกหูฟังสำหรับทุกคน และขอยืมหมอนอิงจากทุกห้อง”
แสตมป์ตั้งข้อสังเกต “แต่ถ้าเราห้ามขำ แล้วถ้าใครเผลอขำ?”
“ก็ต้องรับผิดชอบไปซะ!” อาร์มตอบจริงจังเกินพอดี
คืนต่อมา สามคนพยายามศึกษาสารคดีเสือโคร่งเพื่อไม่ให้เกิดเสียงหัวเราะ แต่กลายเป็นยิ่งดู ยิ่งเงียบ ยิ่งมีเสียงท้องร้องของแสตมป์ดังขึ้นทุก 7 นาที ทุกคนจ้องหน้ากันอย่างเครียด—แทบจะระเบิดขำในทุกวินาที
แผนการยุทธศาสตร์ความเงียบล้มเหลวลงเมื่อนทีก้มเก็บมือถือแล้วหลุดปากร้องเพลงชาติไทยเสียงดัง “ขอโทษที…มันขึ้นเพลงตอนเที่ยงตรง!”
ทั้งอาคารสะดุ้งตกใจ เจ้าของหอรีบขึ้นมาดู บรรยากาศตรึงเครียด “มีอะไรเกิดขึ้น?”
“นทีร้องเพลงชาติ!” แสตมป์ตอบน้ำเสียงภูมิใจ
“เอ้อ…เอางี้ ลุงให้โอกาสสุดท้าย พรุ่งนี้ห้ามเสียงดัง!” ลุงสนั่นสั่งเสียงแข็ง
พอหัวค่ำ อาร์มชวนเพื่อนเล่นไพ่สมสิบว่าใครขำก่อนแพ้ คนแพ้ต้องไปขอข้างบ้านหยิบถ้วยตวงน้ำปลา 2 ทุ่ม
แสตมป์ขำก่อนใครเลยต้องไปเคาะประตูแมวข้างห้อง ดูเหมือนจะง่ายแต่แมวไม่อยู่ เธอจึงกลับพร้อมถุงขนมที่เพื่อนบ้านฝากคืนแทนถ้วยตวง
“งั้นดูเหมือนต้องหาทางให้ลุงสนั่นกับป้าต้อยเชื่อใจแท้จริงแล้วล่ะ” นทีวิเคราะห์
อาร์ม “หรือเราจะเชิญลุงไปชิมฝีมืออาหารของสามเรากับป้าต้อยเลยดี?” สามคนจึงตกลงจัดงานเลี้ยงเล็ก ๆ โดยทุกคนร่วมมือกันทำไข่เจียวคนละแบบ แน่นอนว่าไข่เจียวของแสตมป์ใส่ข้าวโพดกับข้าวเกรียบเข้าไปด้วย
ในงานเลี้ยง ป้าต้อยรับบทชิมอาหารอย่างจริงจัง หยิบไข่เจียวกินแล้วนิ่งนาน ก่อนพูดเสียงเรียบ “แปลก…แต่ก็โอเคนะ” ลุงสนั่นหัวเราะจนเสียงดัง
เสียงหัวเราะนั้นดังก้องจนเพื่อนบ้านข้างห้องโผล่หน้ามา “มีปาร์ตี้รึเปล่า!”
ทุกคนหยุดอึ้งก่อนขำลั่นห้อง ทันทีนั้นเอง คุณลุงสนั่นประกาศ “ลุงขออภัย เข้าใจผิดว่าพวกเธอมั่วสุม—แต่ก็จริงแฮะ ห้องนี้เสียงดังจริง ๆ ฮ่า ๆ ๆ”
แต่หลังจากนั้นแทนที่จะโดนไล่ออก ลุงสนั่นติดใจไข่เจียวข้าวโพด และบอกจะเอาไปลองกับลูกบ้านคนอื่น พวกเพื่อน ๆ ต่างพากันขำ ป้าต้อยควักโพสต์อิทแปะหน้าประตู “ห้องนี้ เหมาะสำหรับเสียงขำเท่านั้น ใครเข้าใจผิดเชิญเข้ามาพิสูจน์!”
สามเพื่อนซี้สบตากันแล้วยิ้ม ชะล่าดีใจที่ความวุ่นวายจบลงด้วยดี แม้จะมีเสียงขำดัง ๆ แทรกมาไม่ขาดสายก็ตาม
“ไปหยิบถ้วยตวงน้ำปลามาคืนด้วยนะ!” อาร์มพูดสั่งท้าย แสตมป์หัวเราะ “พันบาทเป็นค่าถ้วยตวงได้ไหม?”
เสียงหัวเราะประหลาดลอยวนอยู่ในหอพักซอยแปดต่อไป ทุกปัญหาเปลี่ยนเป็นเรื่องเล่าขำ ๆ ที่ไม่มีใครอยากให้หมดไปสักที