โปรเจกต์พายุหัวใจ (ห้องวิจัยวายวุ่น)
เสียงโทรศัพท์ปลุกดังก้องในห้องเช่าเล็ก ๆ เซฟพุ่งตัวลงไปเตะโต๊ะข้างเตียงอย่างจังจนขวดน้ำหกกระจาย “เฮ้ย! สายใครแต่เช้าวะ!” เขาหอบแฮ่ก ๆ ก่อนจะเห็นชื่อ ‘ภู’ กระพริบบนจอ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ตื่นยัง เซฟ? เราต้องเข้าแลบแต่เช้านะ” เสียงภูเบาตามสไตล์ แถมแอบประหม่าเหมือนกำลังขอความช่วยเหลือเรื่องเอกสารเข้าแลบ
“ตื่นสิ! ตื่นแบบคนพร้อมลุยโปรเจกต์!” เซฟโกหกหน้าตาเฉย การลุกขึ้นจริงใช้เวลานานกว่าพูด เขารีบคว้ากระเป๋า ใส่รองเท้าคู่ละข้างผิดกันแล้ววิ่งออกไปทั้งอย่างนั้น
ในรถสองแถว ภูนั่งจ้องสมุดจดบันทึก ย้ำในใจว่าวันนี้ต้องนำเสนอหัวข้อโปรเจกต์กับทีมให้ได้ ฟากเซฟกำลังมองออกไปนอกหน้าต่าง พลางคิดตามประสาคนคิดและมั่นใจว่า “เรานี่แหละจะเปลี่ยนประวัติศาสตร์ชมรมวิจัย!”
ถึงแลบ สภาพทุกอย่างยุ่งกว่าเดิม ลิลลี่เพื่อนร่วมกลุ่มสายเป๊ะ นั่งจัดแฟ้มเอกสารเรียงตามรหัสสี ส่วนต้า หนุ่มมาดนิ่งที่คิดแต่เรื่องเงินสปอนเซอร์ ยืนกอดอก ประกาศว่า “ใครทำของเค้าวางไม่เรียบร้อย แก้เองนะ ไม่ช่วยแล้ว!”
เซฟเดินชนขีดขวาง โน้มตัวพูดเบา ๆ กับภู “เดี๋ยวเราจะเสนอหัวข้อใหญ่ เธอคอยหนุนหลังด้วยนะ” ภูพยักหน้าเน้น ๆ ซึ่งจริง ๆ แล้วในใจลุ้นให้เสนอผ่านจะได้ไม่ต้องอยู่ดึก
“โอ้ย เซฟ รองเท้าแกผิดข้าง!” ลิลลี่แอบกระซิบ เซฟรีบยิ้มกว้าง “ของเท่ ๆ ทำเองได้ ใส่แบบนี้แปลกดีไง!” แล้วหันกลับไปเสนอไอเดีย “เราเห็นต่างจากทุกปีนะ ผมนำเสนอ “เครื่องตรวจจับอารมณ์โดยใช้ดอกไม้””
“เอ๊ะ…อารมณ์หรือดอกไม้?” ต้าถามกวน ๆ ลิลลี่เว้นจังหวะ “อย่าบอกนะ จะเอาดอกไม้ฝังชิปแทนเครื่องตรวจจับ?”
ความเข้าใจผิดเริ่มบาน ทีมแตกออกเป็นสองสาย สายเซฟเห็นด้วยแบบลังเล ส่วนสายนิ่งเฉยเริ่มบ่น “แล้วเราไม่ควรหาอะไรเรียบง่ายกว่าไหม”
ภูขยับปากจะพูด แต่โดนเสียงเซฟเบียด “เพราะโปรเจกต์นี้จะเปลี่ยนโลกวิทยาศาสตร์…เอ่อ…ชมรมเรา!” ลิลลี่ลอบขำ พร้อมเสียงกระซิบ “นี่มันเหมือนโครงการแข่งทำแจกันมากกว่า”
ผ่านจังหวะเงียบจริง ๆ ต้าจึงแก้บรรยากาศ “ผมว่าพวกเราทำแบบฟอร์มงบประมาณด้วยมั้ย จะได้ไม่ลืม” เซฟตบไหล่ “โอ้ย เรื่องงบฉันจัดเอง” ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นหายนะ
วันต่อมา ทุกคนกำลังตามหาแฟ้มงบประมาณที่หายไป แต่เซฟยังวิ่งประกาศ “ไม่ต้องห่วง ของแบบนี้อยู่ในหัว!” จนถึงตอนสาย หมอคำ (อาจารย์ที่ปรึกษาที่ดุมากแต่ชอบพูดเปรียบเทียบกับแกง) ก็เข้ามาแวะเยี่ยม
“แฟ้มงบอยู่ไหน? งบคราวที่แล้วโดนตีกลับเพราะเขียนเหมือนสูตรน้ำพริก” เขาพูดกระแทกเสียง ทุกคนมองหน้ากันเอง เซฟต่อเวลาประชุม จนภูต้องยื่นมือเข้าไปช่วย “งั้นเราส่งอีกรอบคืนนี้ครับ”
หมอคำเดินจากไปแบบยังไม่วางใจ ทิ้งความกังวลไว้ในห้อง ภูทบทวนสิ่งที่ต้องทำและพลั้งปากกับเซฟ “พรุ่งนี้นายอย่าประชุมเลทนะ ไม่งั้นอาจารย์แกบ่นเราจนถึงปีหน้าแน่” เซฟแกล้งทำหน้าขรึม “เราจะตั้งนาฬิกาสามเรือนซ้อน”
ในตอนเย็น ขณะลิลลี่กับต้านั่งตกแต่งอุปกรณ์ดอกไม้ตามแบบเซฟแบบหมิ่นสงสัย ภูนั่งเขียนงบประมาณอย่างเครียด เซฟเดินมาระบาย “เราอยากให้ทุกคนตื่นเต้นสิ ไม่ใช่แค่เก็บขวดล้างกล่อง” ภูพยายามควบคุมสถานการณ์ “งั้นแกช่วยดูเลขงบให้หน่อยได้ไหม?”
เซฟตอบเร็ว “ไว้ใจเรา!” แล้วหยิบปากกาไปขีดมั่ว ๆ กลายเป็นว่าตัวเลขถูกใส่ศูนย์เกินมาอีกสามตัว ต้าเห็นตัวเลขถึงกับเหงื่อตก
ขณะเดียวกัน ลิลลี่กำลังคิดว่าเครื่องตรวจจับอารมณ์ด้วยดอกไม้อาจเป็นแฟชั่นใหม่ เธอจินตนาการถึงการประกวดชุดประดิษฐ์ จนหลุดจากวงสนทนาไปไกล เซฟเห็นลิลลี่เงียบคิดว่ากำลังอินกับไอเดียตัวเอง จึงยิ่งมั่นใจในแผนใหญ่ขึ้น
ค่ำวันเดียวกัน ภูส่งไฟล์งบประมาณผิดฉบับไปให้หมอคำโดยไม่ได้เช็ก ทันทีที่หมอคำอ่าน เจอยอดขอสนับสนุนซื้อดอกกุหลาบทองคำทดสอบถึง 2 ล้านบาท หมอคำแทบโยนโทรศัพท์ทิ้ง!
เช้าวันใหม่เสียงโทรศัพท์ห้องแลบดังลั่น ภูหน้าซีด เซฟยืนฟังหัวเราะเบา ๆ เพราะเข้าใจว่าเครื่องตรวจจับอารมณ์คนอื่นจะโด่งดังข้ามประเทศ แต่ไม่ทันไร หมอคำก็เดินเข้ามาด้วยใบหน้าตึง
“โปรเจกต์นี้จะเป็นอะไรไม่ได้ถ้างบสองล้าน ถ้ามีเหตุผลขนาดต้องทองคำ งั้นเรามาทำเครื่องตรวจจับเจ้านายดูไหม?” ไม่มีใครกล้าเถียง เซฟรีบแถ “จริง ๆ เราแค่ลองใส่ตัวเลข จริงไหมภู?” ภูไม่กล้าพูดออกไป
ช่วงบ่าย ลิลลี่เริ่มลังเล เปรยเบา ๆ กับต้า “เราว่าเราเอ็มพาธีต่อโปรเจกต์เกินไปหรือเปล่า ทำไมอยู่ ๆ เหมือนจะเป็นแฟชั่นโชว์” ต้าเหลือบมองเครื่องต้นแบบที่หม้อดอกไม้แทบแตก “ขืนเราประกวดแบบนี้ ก็อาจได้รางวัลสุดเพี้ยนปี”
เซฟยังทนฟังเสียงบ่นไม่ไหว ไปแอบส่งข้อความในกรุ๊ป “ทุกคน เราต้องแสดงความมุ่งมั่น! คืนนี้ซ้อมนำเสนอ” ลิลลี่ตอบมา “งั้นขอเอาชุดดอกไม้ข้างสนามไปเปลี่ยน”
กลางคืนเซฟซ้อมบทนำเสนอ หน้าโต๊ะประชุม ปากก็พูดเรื่องดอกไฮเทค แต่มือพลิก PowerPoint ไม่ทันจนลิลลี่หลุดหัวเราะ ต้าแอบถ่ายวิดีโอเก็บไว้ รอปล่อยขำวันประกวดจริง
เช้าวันประกวด สถานการณ์ยังวุ่นวายที่ห้องแลบ ชุดต้นแบบดอกไม้หลายอันโยกเยกเหมือนดอกไม้เต้นรำ ลิลลี่ใส่ที่คาดหัวดอกแก้วบานสะพรั่ง ภูนั่งคิดประโยคจบที่ต้องกล่าวให้ทุกคนจดจำ ส่วนเซฟ สวมรองเท้าผิดข้างอีกตามเคย
ระหว่างรอเรียกชื่อขึ้นเวที ทีมอื่นโชว์ของล้ำยุคกันเต็มที่ กลุ่มของเซฟเริ่มมองตากันพลางหัวเราะด้วยความเหนื่อย ทุกคนต่างพยายามจำบทพูดตัวเอง แต่ภูยังเงียบผิดปกติ เพราะกลัวแก้ตัวเลขงบผิดซ้ำอีก
เมื่อขึ้นเวที เซฟปล่อยของทันที “โปรเจกต์นี้จะเปลี่ยนความสัมพันธ์ เพราะอารมณ์นำทางเรา!” ลิลลี่พูดเสริมแบบคำสวย ๆ ว่า “ก็เหมือนดอกไม้ที่บานในใจ” ต้าเตรียมเสียบปลั๊กเครื่องต้นแบบ แต่ดันเสียบเครื่องทำน้ำร้อนจนเสียงดังพรวด
ทุกคนบนเวทีหยุดชะงัก เครื่องตรวจจับอารมณ์ไม่ทำงาน เครื่องน้ำร้อนฟู่ ลิลลี่รีบยิ้มแก้เขิน “ทีมเราถ่ายเทพลังงานดีค่ะ” เสียงฮือฮาจากคนดูดังขึ้น ทุกคนในห้องหัวเราะและปรบมือให้ความกล้าทดลองแบบผิด ๆ อย่างมีมารยาท
หลังเวที ทุกคนปล่อยเสียงหัวเราะ คลายเครียดกันไปด้วยมุกประจำกลุ่ม ต้ายื่นมือถือเปิดวิดีโอซ้อมนำเสนอที่เซฟมือสั่น ลิลลี่กับภูส่งยิ้มให้กันแบบอิ่มใจ “ก็แค่นี้เอง… ไม่มีอะไรยุ่งเกินกว่ามิตรภาพเรา”
เซฟยิ้มบอก “ปีหน้า เอาคอนเซ็ปต์กล้วยแข่งดีไหม?” ทุกคนหัวเราะพร้อมกัน ย้อนนึกถึงความวุ่นวายที่กลายเป็นเรื่องเล่าและมุขประจำชั้นเรียน คล้อยหลังด้วยบรรยากาศอบอุ่นและเสียงหัวเราะจากกลุ่มเพื่อนที่ไม่มีใครเหมือน