คำสาปบทสุดท้ายแห่งหอพักเหนือฟ้า
เสียงประตูห้อง 602 ดังกรอบแกรบ กานต์เดินลากรองเท้าเข้ามา เหงื่อซึมข้างแก้มแม้เพียงเย็นย่ำ “เหนื่อยไหมวะ วันนี้” แทนถามเสียงเบาหวิวจากเตียงตรงข้าม ไฟสีส้มใต้ฝ้าที่กระพริบเป็นจังหวะเหมือนหายใจช้า ๆ กานต์ถอนหายใจแต่ไม่ตอบ เอื้อมหยิบสมุดปกหนาสีกรมท่าจากขอบโต๊ะที่วางค้างไว้มาหลายคืน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!แทนสอดตามองสมุดเล่มนั้นอย่างระแวดระวัง “ยังจะเขียนอีกเหรอ…หน้าสุดท้ายอะ ฝน (รูมเมตเก่า) ยังไม่กล้าทำเลยนะ” กานต์นิ่วหน้า “หน้าสุดท้ายทำไมวะ แค่นี้ ก็แค่เขียนแผนงานส่งอาจารย์เอง” แต่หัวเราะอ้อมแอ้ม กลบกลิ่นประหลาดที่แฝงเข้ามาในอากาศ
เสียงฝนด้านนอกหน้าต่างไม่ปรากฏ มีแต่เงาสะท้อนของขอบเมืองลอยสูงเสียดฟ้า ไฟถนนยาวไปจนสุดขอบเหว กานต์หมุนปากกาช้า ๆ แล้วจรดปลายลงบนหน้าสุดท้าย แต่เขาหยุด เหมือนรู้สึกถึงอะไรบางอย่าง แทนหลุบตา ในเงียบ มีเสียงบางเบาเหมือนกระซิบจากท่อน้ำบนเพดาน
คืนนั้น ชายสองคนต่างนอนไม่หลับ เสียงสนทนาแผ่วเบา กานต์เอ่ย “ถ้าสมุดนี่มันสาปจริง ๆ ก็ให้ชีวิตกูมีอะไรดี ๆ ขึ้นหน่อยเถอะวะ” แทนลุกขึ้นนั่งช้า ๆ จ้องสมุดปกกรมท่าในมือเพื่อนนิ่ง ๆ “มึงเชื่อในคำสาปจริงเหรอ หรือแค่กลัวตัวเองมากกว่ากัน”
รุ่งเช้า กานต์พบโน้ตแปลก ๆ แทรกอยู่ใต้ประตู เป็นลายมือใครบางคน เขียนว่า “อย่าเขียนหน้าสุดท้าย ถ้าไม่พร้อมจะเสียใจ” กานต์ร้อนใจ โทรศัพท์สั่น ไลน์จากเอื้อ: “นัดคุยเรื่องโปรเจกต์ตอนเที่ยง ห้อง 604 มาก่อนนะ ไม่อยากให้ใครได้ยิน” แทนทำหน้าไม่ไว้ใจ เอื้อเป็นพี่ชายปีสี่ที่พักห้องติดกัน ลือกันว่ารู้เรื่องคำสาปมากกว่าคนอื่น
เที่ยงวัน เอื้อเปิดประตูอย่างไม่เต็มใจให้กานต์กับแทนเข้าไป กลิ่นน้ำยาฉุนฟุ้ง ภาพในห้องรกเต็มไปด้วยสมุดเก่าและกล่องเอกสาร เอื้อนั่งลงหน้าเครียด “กฎข้อแรก คือ ห้ามเขียนหน้าสุดท้ายของสมุดเล่มไหนในหอนี้ ถ้าไม่อยากให้สิ่งที่สำคัญกับมึงหายไปจากชีวิต” แทนสายตาลดลง โมโหเล็ก ๆ “แล้วถ้าพวกกูไม่เชื่อวะ? หรือแค่มึงอยากกลัวคนใหม่ ๆ จะรู้มากกว่า” เอื้อสบตาแข็งกร้าว “ไม่สนใจมึงจะเชื่อหรือเปล่า แต่รุ่นพี่คนก่อน ๆ ก็หายไปเพราะหน้าสุดท้ายนี่แหละ”
กานต์กระฟัดกระเฟียดกลับมาเปิดสมุดค้างไว้ที่หน้าเดิม เหม่อลอยอยู่นาน มีสายโทรเข้า “แม่” บนหน้าจอ กานต์รีบรับ เสียงสั่น ๆ “กานต์ อยู่สบายใช่ไหมลูก แม่คิดถึง…” เขาเงียบไปนาน กานต์กลืนคำลงคอ ไม่ยอมถามถึงเรื่องเงิน เหมือนทุกครั้งที่แม่โทรมา
ค่ำวันเดียวกัน ห้อง 602 มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นเรื่อย ๆ แทนเปิดพร้อมหน้าตาตื่น การ์ตูน เพื่อนร่วมหออีกคนยืนหน้าซีด “พวกมึงมีสมุดบันทึกหน้าสุดท้ายมั้ย…คืนนี้อยู่ด้วยกันหน่อย มันเหมือนมีคนเดินวนรอบ ๆ ห้องกู” กานต์เชิดหน้า แต่หัวใจกระตุกเมื่อมองไปยังสมุดปกกรมท่า
กลางดึก การ์ตูนฝันเห็นผู้หญิงผมยาวนั่งเขียนอะไรบางอย่างในห้องสมุดเก่า มือเธอสั่น น้ำตารินลงบนหน้าสุดท้ายของสมุด บรรยากาศในฝันหนาวเย็นจนรู้สึกได้ เหมือนเสียงร้องขอความช่วยเหลือแว่วมา “อย่าให้ใครเขียนหน้าสุดท้ายอีก…”
การ์ตูนสะดุ้งตื่น เหงื่อแตกพลั่ก รีบคว้ามือถือ เหลือบเห็นสมุดเล่มหนึ่งเปิดอยู่ข้างหมอน เธอวิ่งไปเคาะประตูห้อง 602 ทันที กานต์กับแทนเปิดรับเพื่อนเข้า พวกเขานั่งล้อมกันบนพื้นห้องเล็ก ๆ ท่ามกลางความเงียบเสียดแทง
“มันมีคนเคยนั่งเขียนในนี้จริง ๆ หรือเปล่าวะ” การ์ตูนถามเสียงเบา แทนกระซิบ “เห็นคนเล่า ตรงนี้เคยมีเด็กหญิงปีหนึ่งหายตัวไป คืนนั้นเธอนั่งอยู่คนเดียวกับสมุดปกกรมท่านั่นแหละ” เงียบ ข้าวของในหอขยับเบา ๆ จากลมรั่วใต้ประตู
บ่ายวันถัดมา ห้อง 604 จัดประชุมย่อย กานต์, แทน, การ์ตูน และเอื้อรวมตัวกัน เอื้อเปิดกล่องเก่าค่อย ๆ พลิกสมุดออกมา “สมุดนี่อยู่กับหอนี้มานานกว่าที่คิด มีแต่คนกลัว กลัวจะเสียสิ่งที่รักไป กลัวความจริงบางอย่าง” เอื้อมองมือกานต์ เกือบสัมผัส ปลายนิ้วสั่น
กานต์จับแขนเอื้อไว้ “แต่มึงเองใช่ไหมที่เริ่มเรื่องนี้ ใครกันแน่ที่กลัวจะเขียนหน้าสุดท้าย” เอื้อสะดุดตา เงียบไปนาน ก่อนจะเอ่ยเสียงขาด ๆ หาย ๆ “ฉันเคยเขียน…ฉันเสียเพื่อนสนิทไป ฉัน…ฉันกลับไปแก้อะไรไม่ได้”
แทนสบตาเอื้อ สะกดกลั้นคำพูด “แต่เราเลือกได้ว่าจะเชื่อไหม หรือจะเป็นแค่ความกลัวที่เราสร้างกันเอง” เงียบอีกครั้ง กานต์พลิกสมุดดูหน้าสุดท้าย ปล่อยให้มือค้างอยู่กลางอากาศ จังหวะนั้นไฟในห้องกระพริบจนสว่างจ้า
เสียงสัญญาณไฟดับทั้งหอพัก ทุกคนตกใจ เสียงฝีเท้า วิ่งบนโถงทางเดิน แต่มองไม่เห็นใครเลย กานต์ใจเต้นแรง แทนคว้าสมุดมากอดแน่น การ์ตูนเอื้อมมือลูบหลังเพื่อน “อย่ากลัวนะ มันอาจเป็นสิ่งที่เราต้องเผชิญเอง”
ภายใต้แสงจากมือถือ เอื้อหยิบสมุดคืนมากอดไว้ ทั้งสี่คนนั่งล้อม ฟังเสียงลมหวีดหวิว หลายชั่วโมงผ่านไป กานต์เอ่ยเบา ๆ “ถ้าเรากลัวเกินกว่าจะเขียน เราก็จะไม่ได้เริ่มต้นใหม่เลยสินะ”
รุ่งเช้า ความเงียบแผ่นไปทั่วหอพัก มีเพียงเสียงรองเท้ากดลงบนทางเดิน กานต์เดินไปหน้าห้องสมุดของหอ ไฟใหม่เพิ่งเปลี่ยนสว่างจ้า เบื้องในมีเงาผู้หญิงผมยาวนั่งอยู่ กานต์ลังเล ก่อนจะหยิบสมุดขึ้นมาถือไว้แน่น
แทน การ์ตูน และเอื้อเดินตามมาเงียบ ๆ กานต์หยุดตรงประตู ใจสั่นแต่กัดฟันเข้าหาโต๊ะว่างกลางห้อง เงาผู้หญิงค่อย ๆ เลือนหาย ทิ้งไว้เพียงความเย็นจัดที่ตัดกับแดดรุ่งเช้า
กานต์วางสมุดตรงกลางโต๊ะ ลองจรดปากกาอีกครั้ง มือนิ่งก่อนค่อย ๆ เขียน ความกลัวกัดกินหัวใจ ปลายนิ้วขาวซีด เขียนสิ่งที่ค้างคาใจและขอโทษอดีตเพื่อนเรื่องตัดสินใจผิด ไม่มีใครพูดอะไรเงียบงันจนจบ
ทันใดนั้น ลมแรงบานประตูหน้าห้อง ใช้เวลาเพียงครู่เดียว ทุกอย่างนิ่งสนิท กานต์หลั่งน้ำตาไม่รู้ตัว เอื้อจับไหล่เพื่อนแน่น “ขอบใจ กูไม่กล้าเขียนมันมานานแล้ว” การ์ตูนโอบหลังเพื่อน ทุกคนเหมือนปลดปล่อยพันธนาการของความกลัวนั้น
แทนจ้องหน้าทุกคนอึ้ง ๆ “สุดท้าย…มันคือการให้อภัยตัวเองมากกว่าคำสาป” ไม่มีใครยิ้มออกทันที น้ำตาต่างหยดลงบนโต๊ะใบเก่า ๆ
ต่อมา ห้อง 602 กลับสู่ความสงบ กานต์เดินไปเปิดหน้าต่าง เมืองลอยฟ้าเบื้องล่างสดใสกว่าทุกเช้า เธอกลั้นน้ำตา ก่อนจะเงยหน้ารับแสงแดด แทนกับการ์ตูนเดินออกไปข้างนอกพร้อมเอื้อ หอพักกลับคืนสู่ปกติ
สมุดเล่มเดิมยังอยู่ แต่มันถูกเขียนไปจนหมด เราไม่รู้ว่าคำสาปคือเรื่องจริง หรือเป็นความกลัวของทุกคนเอง แต่ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนทั้งสี่เพิ่มพูนขึ้น ปล่อยอดีตวางไว้เบื้องหลัง
คืนสุดท้ายก่อนสำเร็จการศึกษา ทั้งสี่รวมตัวกันอีกครั้งที่ห้องสมุด พวกเขานั่งเงียบ ไม่มีใครพูดเรื่องคำสาปอีก เมืองลอยฟ้าเบื้องนอกหน้าต่างสว่างไสว เสียงหัวเราะและรอยยิ้มกลายเป็นเงียบเหงาแต่สวยงาม กานต์เปิดดูหน้าสุดท้ายที่เธอเขียนไว้ คำขอโทษกลายเป็นจุดเริ่มต้นใหม่สำหรับทุกคน
ตำนานสมุดหน้าสุดท้ายยังคงล่องลอยในหอพักแห่งนี้ แต่เด็กกลุ่มใหม่ที่เข้ามา จะเลือกเชื่อหรือไม่ ก็ย่อมขึ้นอยู่กับใจพวกเขาเอง รอยยิ้มและน้ำตากลายเป็นสิ่งที่ตกค้าง ท้องฟ้าเหนือหอพักลอยเปิดกว้าง รอรับเรื่องราวหน้าใหม่ที่รอจะถูกเขียนต่อไป