ห้องหมายเลขสิบเจ็ด
เสียงกรีดร้องแผ่วเบาดังลอดประตูไม้เก่าของหอพักหญิงกลางคืนเงียบสงัด ไฟในโถงทางเดินสลัวจนเห็นแต่เงาร่าง แพรเดินเร่งเท้าจากห้องน้ำ จังหวะเดียวกับโทรศัพท์สั่น แพรหยุดนิ่ง ลมหายใจขาดห้วง มือสั่นยกมือถือขึ้นดู ข้อความจาก “ไม้” เพื่อนสนิท : “เห็นใครเดินเข้าไปห้อง 17 มั้ย”
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!แพรกวาดสายตามองไปทางห้อง 17 ประตูทึบปิดสนิท คืนนี้กลิ่นสนิมจางๆ ลอยมากับลม หัวใจเธอเต้นไม่เป็นจังหวะ เธอเดินผ่านไปอย่างลังเล พยายามทำเป็นไม่สนใจ เสียงหัวใจตัวเองดังกลบทุกอย่าง เธอกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอแล้วรีบกลับห้องตัวเอง
บรรยากาศในห้องพัก ข้าวของวางระเกะระกะ เสียงกระทบของกระเป๋านักศึกษากระแทกพื้น แพรฟุบหน้าลงที่โต๊ะ ไม้กำลังง่วนกับการอ่านหนังสือ แต่สายตาเขาครุ่นคิดไม่เป็นสุข
“มีอะไร” ไม้ถามขึ้นกะทันหัน แพรเงียบ “เมื่อกี้…ฉันได้ยินเสียงกรีดร้อง” เธอกระซิบ
ไม้ยิ้มเย็น “หอพักนี้อ่ะนะ จะให้เงียบมันก็แปลก คนเยอะ ข้อมูลมั่ว”
“ห้อง 17 มันปิดมานาน…แต่วันนี้มีคนเข้าไป” แพรพูดเบาๆ
ไม้กลืนน้ำลาย สายตาหลบ “จะไปสนใจทำไม เดี๋ยวก็มีเรื่องเพิ่มอีก”
เสียงเคาะประตูดังกลางดึก สองคนสะดุ้ง ศรันย์ เพื่อนร่วมชั้นโผล่เข้ามาแบบไม่ทันตั้งตัว หอบแฮ่ก เสื้อเปียกเหงื่อ “พวกแก ได้ข่าวรึยัง ห้อง 17 อ่ะ…มีคนเห็นผู้หญิงเข้าไป แล้ว…ก็ไม่มีใครออกมา!”
แพรนิ่งอึ้ง “พูดอะไร เพ้อเจ้อหรือเปล่า”
ศรันย์หน้าเครียด “กูเจอกับตา ใส่รองเท้านักศึกษาขาว เป็นผู้หญิงผมยาว”
ไม้เริ่มไม่สบายใจ “แต่เมื่อคืนก็ติดป้ายแจ้งว่าห้ามเข้า คนเฝ้าหอพักล็อกประตูไว้”
ห้องเงียบลงชั่วขณะ มีแต่เสียงลมหายใจ ไม่มีใครกล้าหัวเราะกับเรื่องเล่าแบบนี้ ทุกคนต่างรู้ดีว่าคำว่า “ห้อง 17” สำหรับหอพักนี้คือข้อห้าม
วันถัดมา บรรยากาศที่โรงอาหารเงียบผิดปกติ ผิง—หญิงสาวผมสั้น ไฟแรงเพื่อนกลุ่มเดียวกัน—เดินถือถาดข้าวมานั่ง “พวกแก เมื่อคืนเค้าโพสต์ในกรุ๊ปใหญ่ ว่ามีเสียงกรีดร้องจากห้อง 17 จริง คราวนี้ไม่ใช่แค่ข่าวลือ”
ศรันย์กระซิบ “กูว่านะ มันต้องมีใครแอบเข้าไปแน่ๆ”
แพรหลบตา เธอจำได้ดีว่าเงาที่เดินเข้าไปคือคนตัวเล็กๆ กับเสียงกุญแจร้านชำ คุณป้าหลินแม่บ้านหอพัก นั่งเช็ดพื้นเงียบๆ นักศึกษาคนอื่นพยายามไม่เหลียวมองพวกเขา
ตกเย็น ผิงแวะแพรระหว่างทางกลับห้อง “เธอเชื่อเรื่องห้อง 17 ไหม”
แพรงง “ถ้าทุกคนต่างเลี่ยง ตั้งแต่เด็กยันผู้ใหญ่ ทุกคนมีเรื่องจะปกปิด?”
ผิงสวนทันที “เพราะทุกคนรู้ว่ามันอันตรายไง หอพักนี้เก็บความลับเยอะมาก เราต้องพิสูจน์เอง”
แพรกลืนน้ำลาย “แต่…ถ้ามีอะไรมากกว่านั้นล่ะ ถ้า…มันไม่ควรเปิดเผย”
กลางคืน หลังจากยืนยันกันเต็มที่ พวกเขาทั้งสี่ซ่อนกล้องมือถือ เดินมืดตามโถงทางเดิน พยายามเบาเสียงเท้า แพรถือไฟฉาย มือไม้เย็นเฉียบ ศรันย์เดินนำ ถาม “พร้อมนะ?” ไม่รอคำตอบ เขาไขกุญแจก็อกแก็ก ประตูไม้หนักค่อยๆ เปิดออก
แสงไฟส่องเข้าไป ในห้องไม่มีใคร กลิ่นอับแหลมคม สิ่งแรกที่เห็นคือกระเป๋าผู้หญิงเก่าๆ วางไว้กับพื้น และชุดนักศึกษาพับอย่างดีวางบนเตียง แพรเดินเข้า ดูลังเล มือสั่นเมื่อหยิบสมุดบนโต๊ะขึ้นมา
ผิงแอบยื่นหัวมาดูในสมุด “จดหมาย ใครเขียนถึงใคร?”
เสียงบางอย่างเคลื่อนไหวข้างหลัง กลุ่มเพื่อนผงะ ไม้เบาเสียง “เฮ้ย! ระวัง พอแล้ว ออกกันเถอะ”
ประตูถูกปิดจากด้านนอก เสียงกลอนดังลั่น ทุกคนวิ่งมาเปิด แต่แกะไม่ออก
แพรหน้าซีด “ใครอยู่ข้างนอก!” เธอทุบประตู เสียงสะท้อนก้องในห้องเปล่า
ศรันย์ใช้ไฟฉายส่องหาทางหนี ผิงไปดูที่หน้าต่าง แต่มันมีเหล็กดัดเก่า
สายตาไม้จับไปที่สมุดบนเตียง เขาคลี่หน้ากระดาษ ในหน้าแรกเขียนว่า “ถ้าใครอ่านถึงตรงนี้ จงรู้ไว้ ว่าความลับบางอย่างไม่ควรเปิดเผย”
“นี่มันอะไรกัน ใครกันแน่ที่ต้องการซ่อนห้องนี้ไว้” ผิงถามเสียงสั่น
แพรหยิบจดหมายในสมุด “มันมีชื่อ…เหมือนชื่อป้าหลิน”
ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าดังแผ่วนอกประตู ทุกคนหยุดนิ่ง เงียบจนได้ยินเสียงหัวใจ เหงื่อซึมเต็มฝ่า มือไม้เริ่มสั่น
ไม้พึมพำ “เราต้องออกไปจากที่นี่”
ศรันย์กระชากลูกบิดอย่างบ้าคลั่ง จู่ๆ ไฟฉายดับ ทีละอัน ทีละอัน
เสียงเคาะประตูเบาๆ ตามมาด้วยเสียงกระซิบ “อย่าเปิดความลับนั้น”
กลุ่มเพื่อนหยุดนิ่ง ผิงกลืนน้ำลาย “ถ้าไม่ออก เราจะตายที่นี่?”
ความเงียบปกคลุมห้อง มีเพียงเสียงหัวใจเต้นแรง เมื่อเสียงฝีเท้าห่างออกไป กลุ่มเพื่อนพูดคุยกันสั้นๆว่าจะเอาตัวรอดอย่างไร ศรันย์สังเกตว่ากระจกโต๊ะเครื่องแป้งมีคราบลึกๆ เป็นตัวเลข 2512 แพรเริ่มตั้งข้อสงสัย
ไม้ร้อง “ปี 2512 เป็นปีเกิดห้องนี้…”
ผิงค้นสมุดต่อ พบภาพเก่าๆ เด็กผู้หญิงผมสั้นใส่ชุดนักศึกษายืนอยู่กับผู้ชายหน้าตาซีดเผือด ด้านหลังเขียนว่า “วันสุดท้ายของการเป็นเพื่อน”
จู่ๆ ประตูถูกเปิดออกจากข้างนอก ป้าหลินยืนเงียบอยู่หน้าห้อง เธอไม่พูดอะไร เพียงแค่ตบมือสองครั้ง แล้วเดินหายไปในเงามืด
ศรันย์สบตากับไม้ “นี่มัน…ถูกวางแผนไว้?”
แพรเดินตามป้าหลินไปที่ระเบียง ป้าหลินหยุดหันมายิ้มจางๆ “ความลับของที่นี่ ไม่ได้มีไว้ให้ใครรู้ มันปกป้องใครบางคน และทำร้ายใครบางคนเสมอ” เธอพูดโดยไม่สบตา
แพรลังเล “บางที…เราควรปล่อยให้มันเงียบต่อไป”
วันใหม่ กลิ่นความกลัวหลงเหลือในห้องพัก กลุ่มเพื่อนไม่คุยกันเหมือนเคย ศรันย์เก็บตัว ไม้กลายเป็นคนพูดน้อย ผิงเดินไปนั่งอ่านจดหมายปริศนาคนเดียว แพรเอาแต่เฝ้าจดบันทึก
ผิงอดทนไม่ไหว “แกจะยอมให้มันจบแบบนี้จริงๆ หรือ?”
แพรนิ่ง ไม่ตอบ ผิงเดินออกไปแบบหัวเสีย
กลางคืน แพรฝันร้าย เธอลุกขึ้นค้นบันทึกในมือถือ บันทึกคำถาม “ใครกันแน่ที่เป็นเหยื่อ…ใครคือคนทำผิด” เธอทบทวนความสัมพันธ์เก่าๆ แสงไฟจากทางเดินลอดเข้ามาในห้อง
วันถัดมา แพรกับไม้ไปถามป้าหลินตรงๆ “ตอนอยู่ปีหนึ่ง ห้อง 17 ก็เกิดเรื่องแบบนี้?”
ป้าหลินถอนหายใจ “บางอย่างผ่านมาแล้วให้มันผ่าน เด็กพวกเธอ วุ่นวายเหมือนกันทุกปี”
ไม้ตัดสินใจ “งั้นเราจะไม่พูดถึงอีก พอ…”
แต่เย็นนั้น ศรันย์กลับหายตัวไป
ความตึงเครียดปะทุ ผิงร้องไห้ “รู้ไหม ศรันย์เคยเข้าไปในห้องนั้นกับเด็กปีเก่าคนหนึ่ง…ตอนนี้ไม่มีใครจำเด็กคนนั้นได้เลย”
ไม้เงียบ มีประกายบางอย่างในแววตา “บางที เรื่องราวของแต่ละคนก็ถูกกลืนหายไปจริงๆ”
แพรไปที่ห้อง 17 อีกครั้ง ภายในเงียบงัน เธอมองข้าวของเก่าๆ ค้นตู้จดหมาย พบโปสการ์ดสั้น “เพื่อนแท้ไม่ทิ้งกัน วันหนึ่งเมื่อกล้าพอ เธอจะเข้าใจ”
คืนวันสุดท้าย แพรเดินไปที่ระเบียงท่ามกลางลมหนาว เธอมองเห็นเงาศรันย์ยืนอยู่มุมลานในแสงไฟ พอจะตะโกน ศรันย์ก็เดินหายไปในเงามืด
ผิงกล่าวเสียงเรียบ “บางทีเราทุกคนต้องแบกความลับไว้คนละแบบ”
แพรเดินกลับห้อง นั่งลงที่เตียง คำถามในใจไม่เคยจาง แต่เธอก็เริ่มให้อภัยสิ่งที่ไม่เข้าใจ
ในหอพักเก่า ห้องหมายเลขสิบเจ็ดยังคงถูกปิดไว้ บางความลับก็แค่รอ…ให้ใครบางคนกล้าพอจะยอมรับ และทิ้งมันไว้เบื้องหลัง