ทะเลหมอกกลางราตรี
ไฟฉายหัวกะโหลกสีฟ้าสาดแสงลอยไปมาในความมืด แสงนั้นสั่นไหวอยู่เหนือน้ำ เป็นค่ำคืนแรก ณ เกาะเมฆา กลุ่มนักศึกษาห้าเจ็ดคนยืนเงียบล้อมไฟแคมป์ ใบหน้าทุกคนแต้มความล้าและระแวงพอสมควร ทะเลหมอกเข้าปกคลุมทุกทิศ ลมหนาวพัดเสียงไม้ไผ่เสียดสีกันเป็นจังหวะ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ยศ หนุ่มร่างเล็กผมน้ำตาลยุ่งยาก กระซิบกับเพื่อนๆ “ถ้าอาจารย์รมย์ยังไม่ออกมาตรวจชื่อ พวกเรากลับไปที่พักก่อนดีมั้ย” เสียงเขาติดสั่น มือขยับกุมกระเป๋ากล้องแน่น ตามองไปรอบ ๆ คล้ายมองหาเงาตะคุ่มบางอย่างในทะเลหมอก
ตรี สาวหน้ากลม ผิวขาวจัด ถอนหายใจแรง “ใครมันจะกล้าเดินกลับคนเดียว ระหว่างนี้ฟังเสียงอะไรแปลกไหม เหมือนอะไรเคลื่อนไหวในป่า” ทุกคนหยุดฟัง เสียงใบไม้แห้งสวบสาบดังขึ้น ก่อนเสียงกรอบแกรบจะเงียบหาย
อรรค หรือ อารต์ หนุ่มผิวเข้ม หน้าตาเคร่ง กำปั้นชกกันมือแน่น “วันนี้ไม่มีใครออกไปนอกเส้นทางใช่ไหม” ตรีหันไปหาเอิ้น สาวผมสั้นดวงตาเข้มซึ่งเงียบที่สุดในกลุ่ม เอิ้นนิ่งมองไฟ ลมหายใจเบาเหมือนกลัวจะรบกวนความมืด
ทันใดนั้นแสงไฟจากกระท่อมบนเนินดับวูบ ทุกคนหันสบตากัน ป๋อม สาวตัวสูงเกินเพื่อน ซุกแขนเข้าสาบเสื้อ พึมพำระหว่างฟันกัดริมฝีปาก “เข้าไปดูด้วยกันไหม…กลัวจะมีอะไรไม่ดี”
พวกเขาตัดสินใจเดินรวมกลุ่ม ฝ่าหมอกขาวสูงถึงหน้าอก ขณะพูดคุยเบา ๆ ทุกคนแอบมองแววตากันอย่างไม่วางใจ ยศเดินนำด้วยไฟฉาย กล้องส่องทางแผ่นหลังของเพื่อน ๆ ภายในกระท่อมยังคิดว่าสว่าง รูปปั้นไม้ที่ตั้งอยู่กลางห้องคล้ายเงาเต้นรำ
ทันทีที่พวกเขาเปิดประตู ปรากฏเพียงแผ่นกระดาษแปะกับโต๊ะ ‘อย่าไว้วางใจใคร’ ลายมือขยุกขยิกของใครสักคน หน้าทุกคนเปลี่ยนสีทันที สายตาเอิ้นกวาดหาหลักฐาน ไหล่เกร็ง มือที่กำกล้องแน่นสะดุดกับขอบโต๊ะ
เสียงศิริ พี่ปีสามผู้ดูแลกิจกรรมดังขึ้นข้างนอก “ใครแอบเข้าไปในกระท่อม! อย่าเพิ่งออกมาก่อน ตรวจสอบรายชื่อทุกคน!” ศิริเดินย่ำหมอกมาหยุดหน้ากลุ่ม นักศึกษาทุกคนยืนนิ่ง เสียงหมอกเคลื่อนฟาดกับเปลือกไม้ราวกับเกาะเริ่มจะหายใจ
ไฟฉายส่องสบตาทุกคน ก่อนศิริจะหยิบรายชื่อขึ้นมา “ทำไมมีชื่อหนึ่งหายไป…ว่าแต่ ใครเห็นขวัญสบตาสุดท้ายบ้าง” ไม่มีใครตอบ เงียบกริบราวกับเกาะกลืนเสียงไปแล้ว ทันใด โทรศัพท์มือถือยศสั่นเตือนข้อความ ข้อความเพียงสั้น: ‘ถ้าอยากรู้ความจริง จงตามหาขวัญในป่า’ ทุกคนนิ่งงัน
สถานการณ์ตึงเครียดยิ่งขึ้น อารต์เอื้อมคว้าแขนยศ “อย่าไปคนเดียวเด็ดขาด พวกเราต้องไปด้วย” ตรีเค้นเสียงออกจากลำคอ “ทุกคนอยู่กับใครตอนแคมป์ไฟ ยืนยันได้หรือยัง” แต่ไม่มีใครตอบชัด หนึ่งในกลุ่มเอิ้นเบือนหน้าหลบสายตาทุกคน
ขณะที่กำลังรวมกลุ่มตัดสินใจ เสียงหวีดสูงเล็กที่ไม่เหมือนเสียงมนุษย์ดังแว่วลอดหมอก ทั้งกลุ่มหยุดนิ่ง ศิริตั้งสติ “ทุกคนเดินเรียงแถว ห้ามแยกกัน!” เท้าแต่ละคู่สัมผัสดินชื้นๆ พวกเขาเคลื่อนไปข้างป่า ตะเกียงแก๊สวูบไหวค่อย ๆ ดับลงทีละดวง เสียงใบไม้ขยับใกล้ขึ้น…เศษผ้าขาวบางปลิวลงบนฝ่าเท้ายศ
ผ้านั้นมีรอยแดงคล้ายเลือดเปรอะ ขอบผ้าเย็บตัวอักษรเลือนราง ‘ฉันกลัว’ ยศหน้าเสีย ตรีน้ำตาคลอ “หรือขวัญ…” อารต์พยักหน้า “ต้องหาขวัญให้เจอคืนนี้” เอิ้นเงียบก่อนจะพูดเบา ๆ “ไม่อยากให้ใครต้องหายไปอีก” ศิริเร่งฝีเท้า “เราจะไม่ปล่อยให้ใครหลงอยู่ในป่านี้”
พวกเขาแบ่งกลุ่มเล็ก ๆ เดินตามรอยเท้าที่ถูกลมหมอกปกคลุม ในหมู่ไม้ใหญ่ มีรอยข่วนลึกบนต้นไม้และเศษผมดำนองอยู่ เอิ้นแตะรอยแผลบนลำต้น มือสั่น เล็บจิกลำแขนตัวเอง “ไม่มีสัตว์แบบนี้บนเกาะนี้…หรือว่า…?” ป๋อมเสริม “หรือมันอาจเกี่ยวกับเรื่องคนหายเมื่อสิบปีก่อนที่เขาเล่ากัน…” ตรีสั่นหัว “อย่าเอาเรื่องบ้า ๆ มาปะปนตอนนี้”
เสียงฟ้าร้องเบา ๆ ไกล ๆ ศิริหยุดเดิน หันมาจ้องหน้ายศ “ในกลุ่มเรามีใครรู้เรื่องมากกว่าที่พูดใช่ไหม” ทุกคนหลบสายตา เอิ้นเงียบผิดปกติ อารต์หรี่ตา “เล่าเถอะเอิ้น เธอรู้ใช่ไหมว่าขวัญอยู่ตรงไหน” เอิ้นกลืนเสียง “ขวัญ…เขามาหาฉันเมื่อเย็น ขอร้องว่าอย่าให้ใครรู้ว่าเขาจะ…หนีออกจากเกาะ” ทุกคนตะลึง ตรีกอดอกแน่น “นี่ไม่ใช่เล่น ๆ นะ!”
ใจยศเต้นแรง มือสั่นขึ้นมา โทษตัวเองที่เมื่อเย็นเลือกสังเกตเอิ้นเก็บของแต่ไม่กล้าถาม ยศคิดวกวนถึงการตัดสินใจที่แล้วผ่านมา ศิริเข้มขึ้น “ไม่มีใครออกจากเกาะยามหมอกลงขนาดนี้ได้ เลิกโกหกกันเถอะ!” หมอกหนาทึบจนแสงไฟแทบถูกกลืนหาย ทุกคนกระชับวงรวมกันมากขึ้น
ในจังหวะหนึ่ง ตรีนั่งลงข้างต้นไผ่ หยิบสมุดบันทึกที่เก็บตกได้ระหว่างทาง ภายในหน้าสุดท้ายเขียนตัวอักษรเลือนลาง “ฉันเห็นคนในหมอก…เขาไม่ใช่คนที่พวกเราเคยรู้จัก เขามาคืนนี้…” ตรีวูบไหว เสียงกลืนน้ำลาย “นี่คือสมุดขวัญใช่ไหม”
ขณะอภิปราย เสียงฝีเท้าช้า ๆ ดังริมขอบป่า เงาดำระลอกหนึ่งเคลื่อนในม่านหมอก ทุกคนหยุดหายใจ ศิริค่อย ๆ ย่องนำไฟฉายส่องไป เผยเงาร่างสั่นสะท้าน กอดแขนขาตัวเองอยู่ลำพัง คนนั้นคือขวัญ ใบหน้าหวาดกลัวเต็มที่ เสื้อคลุมเปื้อนดินและผ้าขาวที่ถูกตัดเป็นริ้ว
อารต์ถลาเข้าไปหา “ขวัญ!” เสียงแทรกความเงียบกึกก้อง ขวัญสะดุ้ง ร่างไร้เสียง เอิ้นคุกเข่าข้างเพื่อน “เกิดอะไรขึ้น!” ขวัญเงยหน้าด้วยดวงตาเปียกน้ำตา “ใครบางคน…หรือบางอย่าง…ตามฉันจากในหมอก มันไม่ใช่คนในนี้…” มือขวัญกำกระดาษแผ่นหนึ่งแน่น ยื่นให้ยศ
ข้อความในกระดาษนั้นเขียนว่า ‘จงให้อภัย หรือจะไม่มีใครได้ออกจากเกาะนี้’ ความเงียบยาวคลุมกลุ่ม เท่าทุกคนเริ่มสังเกตว่าหมอกหนาและเย็นกว่าทุกค่ำที่ผ่านมา อารต์พูดแผ่ว “ถ้าเราไม่ยอมรับความผิด หรือพูดสิ่งที่ปกปิดไว้…หมอกนี้จะไม่รามือ”
ศิรินิ่งฟัง “ใครปกปิดอะไรไว้!?” ตรีมือไม้สั่น ยศหลบตา ใจเต้นตึงๆ อารต์เหลือบแลพวกเพื่อน “ผมเคยทำผิด ผมเคยชักชวนรุ่นพี่ปีหนึ่งเล่นพิเรนจนเขาเกือบจมน้ำเมื่อปีก่อน ผมไม่เคยกล้าขอโทษ…ถูกเขาไล่ออกจากกิจกรรมนี้แล้ว กลับมาไม่ได้” ทุกคนมองหน้าอารต์ ตรีหยิบมืออารต์ไปจับ “นายไม่มีใครกล้าเล่า หรือใครกล้าให้อภัยกันเองเลยเหรอ”
บรรยากาศอึมครึมหนาขึ้น เอิ้นพูดเสียงเบา “ขวัญ…ฉันสัญญาจะไม่บอกใคร แต่ฉันก็โกหกทุกคน เพื่อนๆควรได้รู้” ตรีร้องไห้ “ฉันขโมยเงินห้องเก็บอุปกรณ์ก่อนขึ้นเรือ เพราะกลัวไม่มีเงินกลับบ้าน” สารภาพของทีละคนค่อยๆพรั่งพรู ความลับดำมืดที่เก็บไว้ใต้หมอกบนเกาะกลางราตรีแห่งนี้
จังหวะหนึ่ง เสียงลมหายใจลึกลับดังแทรก ทุกคนหันขวับไปเห็นเงาหญิงผ้าขาวโผล่กลางหมอก บนใบหน้าเธอเปื้อนรอยน้ำตา มือยืนออกมาเหมือนเชื้อเชิญ แววตาว่างเปล่าแต่เศร้าอย่างหนัก ขวัญก้าวเข้าไปใกล้ ก่อนจะหันกลับ “ฉันรู้จักเธอ… เธอคือคนที่หายไปสิบปีที่แล้ว” ไม่มีใครกล้าขยับ อารต์ก้าวตามไปข้างขวัญ “เราให้อภัย ขอให้เธออภัยเราด้วย!”
หญิงในหมอกค่อยๆเลือนลาง หมอกค่อยๆจางลง ทะเลคืนดึกสว่างขึ้น พระจันทร์ทอดเงาแนวยาวลงทะเล ทุกคนจับมือกันแน่น ความหนักในอกคล้ายปลดเปลื้อง น้ำตาผสมกับเสียงหัวเราะโล่งใจ เสียงสายลมอุ่นโชยมาข้ามเกาะที่วันนี้หมอกถดถอย
ก่อนรุ่งเช้า นักศึกษาแต่ละคนเดินเคียงกันกลับกระท่อม ไม่มีใครพูดอะไร สายหมอกสุดท้ายลอยต่ำที่ชายป่า ศิริหันมากระซิบ “พรุ่งนี้เราเริ่มใหม่ ไม่มีความลับในระหว่างเราแล้ว” ยศมองกล้องของตัวเอง แสงใหม่แห่งอรุณฉายบนเลนส์ตา ภาพจำสุดท้ายคือกลุ่มเด็กวัยรุ่นยืนในแสงจันทร์ ความกลัวละลายกลายเป็นมิตรภาพที่แท้จริงท่ามกลางเกาะกลางราตรี