ทางสายรุ้งระหว่างเรา
เสียงฝนตกกระทบหลังคาเมทัลชีทดังกรุ๋งกริ๋ง ภายในห้องสตูดิโอเก่าบนชั้นสองของบ้าน เพียวกำลังวาดลายเส้นตัวการ์ตูนเด็กหญิงในชุดกันฝนด้วยดินสอกด มือเลือนลางจากความชื้น รอยมือลูบเส้นอย่างลังเลดั่งกลัวสายตาของใครสักคนตกมาเห็นความฝันของเธอบนกระดาษนี้
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ว่าไง… งานประกวดถึงไหนแล้ว” เสียงครามดังขึ้นจากประตู ทำให้เพียวสะดุ้ง เธอรีบดึงสเก็ตช์บุ๊กเข้าหาตัว ลมหายใจติดขัด ขณะที่สายตาครามจ้องมาเหมือนรู้ทันทุกอย่าง
“อีกนิดเดียว” เธอพูดสั้นๆ พยายามไม่เงยมองคราม ครามยิ้มน้อยๆ มือถือแก้วโกโก้ใส่นมหอมกรุ่นยื่นให้ เธอรับมาถือไว้ อุณหภูมิจากมือเขาส่งผ่านแก้วเซรามิก ทำให้ใจเพียวสั่นไหว
ครามลากเก้าอี้มานั่งข้างๆ ร่างสูงโปร่งของเขาดูอบอุ่นแต่ก็มีระยะห่างคล้ายใส่เกราะไว้
“รู้ไหม มรรคาเมื่อวานเพิ่งร้องไห้กับผมนะแก…” เสียงพูดแผ่วเบาท่ามกลางสายฝน เพียวเงยหน้ามองแววตาของคราม เหมือนเขากำลังพยายามเลี่ยงประเด็นตัวเอง เต็มไปด้วยรอยแผลลึกที่ไม่อยากเปิดเผย
เพียวลังเล เธออยากถามออกไปว่า “แล้วคราม…ร้องไห้บ้างไหม” แต่สุดท้ายก็ปล่อยให้คำถามจมไปกับเสียงฝน ครามยิ้มให้ สายตาหม่นหมองวูบหนึ่งก่อนจะเบือนหน้าหนี
ต่อไปนี้คือเรื่องราวของพวกเขา ตั้งแต่ความคุ้นเคยไปสู่ความซับซ้อน ผ่านความใกล้และความห่าง ผ่านวันที่กล้าจะพูด กับวันที่เงียบเพราะเก็บงำอะไรบางอย่างไว้
เวลาผ่านไปเที่ยงแล้ว เพียนั่งวาดรูปต่อ ส่วนครามนั่งตรวจรายชื่อเด็กในแฟ้มฝึกงาน เขาเล่าเรื่องเด็กน้อยที่มีปัญหาครอบครัว เรื่องที่เด็กไม่มีใครรับฟัง เพียเงียบ ฟังด้วยแววตาที่เข้าใจ เพราะเธอเองก็เป็นเด็กคนนั้นในอดีต
ครามถามว่า “ถ้าเลือกได้ จะบอกความลับกับพ่อแม่ไหม”
เพียวหยุดมือ เสียงดินสอกระทบกระดาษเบา ๆ ก่อนจะนิ่งไปชั่วครู่ “ความลับบางอย่างมันยาก… กลัวเค้าจะผิดหวัง”
“แต่ไม่บอก…ก็ปวดใจ” ครามเติมให้ เบา ๆ
อากาศเย็นระบายเข้ามาทางหน้าต่าง เพียวเหลือบตามองครามที่นั่งเหม่อมองฝน ทั้งคู่ปล่อยให้ความเงียบคั่นกลาง แต่ในความเงียบนั้นต่างได้ยินเสียงหัวใจของตัวเอง
เมื่อตกเย็น เพียวช่วยแม่ล้างจานในครัว เธอแสร้งทำเสียงหัวเราะบอกมีเพื่อนจะชวนไปร่วมประกวดวาดรูปที่เชียงใหม่ แม่เงียบไป ก่อนจะบ่นเบา ๆ ว่า “ตั้งใจเรียนจะได้เอกดี ๆ เหมือนคราม”
เสียงโทรศัพท์ของเพียวดังขึ้น ข้อความจากคราม แจ้งว่าเขาต้องอยู่ช่วยงานมูลนิธิเลทกว่าเดิม ประโยคสั้น ๆ ไม่มีอีโมจิ ไม่มีชวนคุยอะไรต่อ เพียวลูบหน้าจอเบาๆ รู้สึกว่างเปล่าโดยไม่รู้สาเหตุ
ค่ำวันเดียวกันนั้น ครามนั่งในห้องตัวเอง เสียงพ่อกับแม่เถียงกันเรื่องค่าใช้จ่ายของคลินิก เสียงแม่ถามถึงความคืบหน้าในการสอบวุฒิบัตรจิตแพทย์ ครามหลับตาแน่น เขาอยากบอกว่า “ผมอยากเป็นครู” แต่ไม่มีใครเปิดโอกาสให้เขาพูด
เขาเปิดมือถือ ดูภาพร่างที่เพียวส่งให้เมื่อคืน เพียงเสี้ยววินาทีก่อนกดปิด เขายิ้มกับตัวเองเบา ๆ ก่อนเสียใจที่ไม่ได้อยู่ข้างๆ เธอในวันนี้
วันอาทิตย์ เพียวเดินในสวนใหญ่กับสีน้ำ ชวนน้องชายออกไปเพื่อหลบหนีงานบ้าน เธอเล่าเรื่องมหาวิทยาลัยให้ฟัง พลางแอบเก็บดอกไม้ป่ามาวาดรูป สีน้ำถาม “พี่เพียวชอบวาดรูปเพราะอะไร” เพียวเงียบคิด ก่อนตอบเบา ๆ ว่า “มันเป็นที่เดียวที่ไม่กลัวจะผิด”
ตอนเย็น เพียวโทรหาคราม เสียงเบา ๆ ติดแทรกฝน “อยู่ไหนเหรอ”
“มูลนิธิ เด็กกลุ่มนี้นั่งรอผมอยู่” เขาตอบพลางหัวเราะอย่างเหนื่อยล้า เสียงเด็ก ๆ ดังแทรกเข้ามา ด้วยความสนุกสนานและวุ่นวาย เพียวได้ยินเสียงหัวเราะนั้นแล้วรู้สึกอุ่นใจ อย่างน้อยคืนนี้เธอก็ไม่เหงาจนเกินไป
วันถัดมา เพียวกับครามนั่งกินข้าวกลางวันใต้ต้นจามจุรีข้างตึกเรียน เพียวเก็บข้าวในปากด้วยความเครียด อยากเล่าผลงานประกวดที่เธอพึ่งได้รางวัลชมเชย แต่ลังเลเพราะกลัวเสียงดูถูกหรือชื่นชมจอมปลอม ครามเข้าใจดีและแกล้งเล่าเรื่องเด็กที่เขาสอนจนผ่านปัญหามาได้แทน เพียวหัวเราะ น้ำเสียงจริงใจของครามช่วยบรรเทาความกลัวในใจ
ระหว่างเดินกลับ เพียหยุดที่สวนหย่อม ครามเดินตามมาอย่างลังเล จากนั้นเสียงฝนเริ่มลงเม็ด เพียวส่งร่มให้คราม ร่มอีกคันของเธอเสีย เธอยิ้มหยอก “นายวิ่งได้เร็วกว่าฉันอยู่แล้ว”
ครามนิ่งไปนิดหนึ่ง ก่อนตัดสินใจสละร่มคืนให้เพียว “แต่เธอไม่สบายง่ายกว่าฉัน” สีหน้าและเสียงของเขาทำเอาเพียใจเต้นผิดจังหวะ ทั้งๆ ที่เป็นแค่ประโยคธรรมดา ๆ
ต้นเดือนหน้า เพียกับครามต้องห่างกัน เพราะครามย้ายพื้นที่ฝึกงานใหม่ ในคืนก่อนวันสุดท้าย เพียและครามนั่งหน้าริมระเบียงบ้านหลังเล็ก เพียวดูดาวเงียบ ๆ ครามพูดขึ้นว่า “อย่าลืมส่งรูปวาดมาให้ดูด้วย”
“อืม ถ้ามีเวลาว่าง…” เพียหลบตา เธออยากขอให้เขาอยู่ต่อ แต่กลับเงียบ
ครามเองเหมือนจะพูดอะไรสักอย่าง แต่ก็หยุดไว้
ช่วงเวลาห่างกัน เพียวทำงานวาดภาพประกอบด้วยความหวาดกลัวไม่ทันเส้นตาย จนเกือบล้มงานสำคัญ เธอหันไปขอคำปรึกษาครูอ้อย ครูให้กำลังใจและถามเสียงเรียบ “เคยกลัวอนาคตขนาดนี้ไหม” เพียวไม่ได้ตอบ เธอได้แต่น้ำตาไหล
ฝั่งครามก็เต็มไปด้วยความกดดันจากบ้าน เขาต้องเผชิญหน้ากับแม่ที่พูดซ้ำ ๆ ว่าครอบครัวหวังสูงในตัวเขา เพื่อนๆ กดดันถึงเป้าหมายชีวิต จากความเหนื่อยหน่ายนั้น ครามเงียบขึ้น เขาเริ่มไม่ตอบไลน์เพียวบ่อยๆ แม้ในใจอยากทักกลับทุกครั้ง
เย็นวันหนึ่ง เพียวได้รับข่าวดีจากการประกวด แต่กลับไม่มีใครบ้านเธอยินดีด้วย เธอโทรหาคราม เสียงเธอสั่น ๆ ถามเขาว่า “ถ้ามีคนไม่ดีใจที่เราได้ในสิ่งที่รัก… เราควรรู้สึกยังไงดี”
ครามนิ่งไป เขาพูดเบาช้า ๆ ว่า “ก็รู้สึกได้… ไม่ต้องอาย ไม่ต้องฝืน”
“แล้วถ้า…เราอยากขอโทษที่ไม่ได้เป็นอย่างที่เขาหวังล่ะ” เพียวถาม
“บางทีมันไม่จำเป็นต้องขอโทษ… แค่กล้าที่จะเป็นตัวเองก็พอแล้ว” คำตอบนี้สะเทือนใจเพียวเหมือนดั่งอ่านใจเธอได้จริง
ฝนตกหนัก เพียวตัดสินใจเดินฝ่าไปบ้านครูอ้อย ขอลงชื่อในประกวดวาดภาพเชียงใหม่อย่างเป็นทางการ เธอยืนนิ่งในสายฝน ร่างกายเปียกปอนแต่ใบหน้ามีรอยยิ้ม
ฝั่งครามตัดสินใจเคลียร์ใจกับแม่ เขาพูดช้า ๆ แต่หนักแน่น “บางที… ผมควรเลือกเส้นทางของตัวเองสักที” แม่เงียบ สายตาไม่พอใจแต่ก็ไม่พูดอะไรต่อ
คืนส่งประกวด เพียวส่งสไลด์งานให้ครามดู ก่อนจะพิมพ์ว่า “ขอบใจที่อยู่ด้วยกันมา…” ครามไม่ตอบทันที เพียกดล็อคหน้าจอ ความเศร้าปะปนรอคอยในใจ
เวลาผ่านไปสองสัปดาห์ เพียวไม่เจอครามเลย เธอเรียน ทำงาน ส่งรูปวาด ไม่กล้าทักหาเขาก่อน ขณะที่ครามก็จมกับงานฝึก เขาพยายามส่งข้อความแต่ก็ลบทุกครั้ง เพียงแต่เปิดดูรูปวาดที่เธอเคยส่ง รอยยิ้มเศร้า ๆ แตะริมฝีปากของเขาทุกครั้ง
วันหนึ่ง เพียวได้รับอีเมลแจ้งว่าเธอได้ shortlisted งานประกวดระดับประเทศ เธอดีใจมากแต่คนเดียว เธอร้องไห้ เธอคิดถึงคราม เธออยากโทรไปหาเขา แต่ลังเลอยู่เป็นชั่วโมง…จนสุดท้ายเลือกกดโทรออก
“สวัสดี…ว่างไหม?” เสียงเธอสั่น ๆ
ครามเงียบไปนาน ก่อนพูด “คิดถึงนะ” เสียงนี้ทำเอาความกลัวในใจเพียวละลายไปทีละน้อย เธอหัวเราะทั้งน้ำตา
ทั้งสองนัดเจอกันที่ร้านกาแฟเล็กใกล้สวนศิลป์ เพียวมาถึงก่อน มีภาพร่างงานประกวดซุกในกระเป๋าใบใหม่ ตากลมของเธอเฝ้าดูประตูเหมือนรอปาฏิหาริย์ จนเห็นครามเดินเข้ามา เธอชะงัก มองเขาที่ยิ้มอ่อนโยนแต่ดูโตขึ้นกว่าเดิม
“ขอโทษที่หายไปนาน” ครามพูด
“ฉันก็ไม่ได้ตามหาเธอเหมือนกัน…” เพียพูดเสียงเบา ทั้งสองหัวเราะเบาๆ ความอึดอัดคลายลง พวกเขานั่งคุยกันนานกว่าที่คาดหมาย คำสนทนาไม่จำเป็นต้องจีบ ไม่จำเป็นต้องโหยหา แค่อยู่ข้างกัน
ก่อนจาก เพียวหยิบภาพวาดในงานประกวดขึ้นมา “ถ้าได้รางวัลฉันอยากให้นายเป็นคนแรกที่เห็น”
ครามเงียบไปนาน ก่อนพูดเสียงจริงจัง “ไม่ว่าเธอจะได้หรือไม่ได้ ฉันก็จะอยู่มองเธอวาดต่อไปนะ”
ทั้งสองยิ้มให้กันในความเงียบ คนหนึ่งรอดชีวิตจากความคาดหวัง คนหนึ่งกล้าสู้เพื่อตัวเอง วินาทีนั้นเอง ฟ้าหลังฝนก็ส่งสายรุ้งปรากฏผ่านกระจกหน้าร้าน พวกเขาหัวเราะเมื่อเห็น สายตากอดกันแทนกาย
เพียวกลับบ้าน เธอส่งภาพแห่งความหวังให้ประกวดและเริ่มเตรียมตัวสำหรับการเดินทางครั้งใหม่ ส่วนครามเริ่มสมัครงานครูตามฝัน เขียนอีเมลบอกแม่ด้วยถ้อยคำหนักแน่นกว่าเดิม
ในช่วงเวลาสั้น ๆ ความรู้สึกเปราะบางและไม่แน่นอน ถูกทดแทนด้วยความกล้า…ที่ค่อย ๆ เติบโตขึ้นระหว่างสายฝนและสายรุ้ง
และในที่สุด ทั้งสองก็ได้เดินบนทางสายรุ้งที่สร้างขึ้นจากหัวใจของกันและกัน