ในความเงียบงันของแสงดาว
กลุ่มนักศึกษานั่งกระจัดกระจายอยู่ในลานหน้าตึกคณะศิลปกรรมศาสตร์ ไฟสีส้มจากหลอดไฟเก่า ๆ ส่องไล้ผ่านเส้นผมของใครบางคน ให้สีทองเรื่อท่ามกลางความเงียบงันของค่ำคืน เสียงกีตาร์ดังแว่ว ๆ จากมุมหนึ่ง ผู้คนหัวเราะคิกคัก บ้างคุยกันเสียงดัง แต่ปรินซ์กลับเลือกนั่งเงียบอยู่คนเดียวมุมสุดทางเดิน พลางจ้องดาวบนฟ้า
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!มายาเดินเข้ามา เธอใส่กางเกงยีนส์ขาด ๆ กับเสื้อยืดสีซีด ๆ มีรอยเปื้อนสีอะคริลิกแห้งกรังตรงปลายแขน มือถือสมุดสเก็ตช์เล่มหนาเดินผ่านกลุ่มเพื่อนมายิ้ม ๆ แล้วนั่งลงบนพื้นไม่ไกลจากปรินซ์ เธอไม่ได้พูดอะไรทันที เพียงแค่เปิดสมุดวาดรูปและเขียนอะไรบางอย่างลงไปอย่างเงียบ ๆ
“ขอนั่งตรงนี้ได้ไหม” มายาเอ่ยขึ้นหลังผ่านไปพักใหญ่ เงยหน้าสบตาปรินซ์ แววตาเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นแต่ก็ระวังตัว
“อื้ม…” ปรินซ์พยักหน้า ไม่รู้จะปฏิเสธยังไง ความเงียบปกคลุมอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่ลมเย็นจะพัดใบไม้ไหว
“นายชอบดูดาวเหรอ” มายาถามต่อ เสียงยังคงเบา ไม่ก้าวร้าวแต่ก็ไม่อ่อนโยน
“บางที…มันก็เหมือนการมองหาทางออกจากอะไรบางอย่าง” ปรินซ์ตอบพลางกระตุกยิ้ม มายาชำเลืองมอง
“ฉันว่า ดาวมีแต่จะเตือนให้รู้ว่าทุกอย่างมันไกลเกินเอื้อม” เธอพูดเหมือนไม่คาดหวังคำตอบ
“แล้วเธอมาทำไมตรงนี้ล่ะ”
มายายิ้มจาง ๆ ตอบสั้น ๆ “หนีเสียงดัง”
เสียงหัวเราะแผ่วเบาหลุดจากปากปรินซ์ ก่อนทั้งสองจะปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่ของมัน
สายลมต้นฤดูหนาวพัดให้เสื้อยืดของทั้งสองขยับไปมากับร่างผอมบางของมายา เธอยกมือขยี้ผมที่ปลิวใส่หน้าตัวเอง ปรินซ์แอบหันไปมอง ก่อนจะหลบสายตาอย่างประหม่า
“ฉันเห็นนายวาดรูปในห้องเรียน สวยดีนะ” มายาพูดเสียงเบาพลางมองลงที่สมุดของตัวเอง
“ขอบใจ…” ปรินซ์กลืนน้ำลาย ก่อนจะกล้าคุยต่อ “ของเธอก็เก่ง ฉันว่านะ”
มายาหัวเราะเสียงนุ่ม “ลองดูสมุดฉันไหม” เธอผลักสมุดสเก็ตช์ไปให้ ปรินซ์ค่อย ๆ เปิดดู หน้าแรกมีแต่เส้นสายคดเคี้ยว แสดงถึงอารมณ์ปะปนกัน บางหน้าวาดเต็มไปด้วยความสับสน กระดาษบางแผ่นขาดริ้ว ๆ ตรงขอบ
ปรินซ์พลิกไปทีละหน้า ทุกภาพเหมือนบอกเล่าเรื่องราวที่ไม่มีใครพูดออกมา เสียงลมหายใจแผ่วดังมากขึ้นในค่ำคืน
“มันดู…เศร้าหน่อย ๆ นะ” ปรินซ์พูดเสียงแผ่ว มายาหลบตา
“ใช่ บางทีมันก็อย่างนั้นแหละ” เธอยิ้มเสี้ยวเดียว ก่อนจะรีบเปลี่ยนเรื่อง “นายจะกลับห้องหรือยัง”
“ยังไม่อยากกลับ”
ทั้งสองต่างนั่งนิ่ง ปล่อยให้ลมหอบความรู้สึกบางอย่างที่ยังไม่กล้าเอื้อนเอ่ย
เช้าตรู่วันต่อมา มายาเดินไปยังห้องเรียนสายตาเต็มไปด้วยเงารอยยิ้มเมื่อคืน เธอหยิบสมุดสเก็ตช์ แอบจิ้มข้อความไว้หน้าสุดด้วยปากกาสีแดง ‘ขอบคุณที่ไม่ให้ความเงียบมันน่ากลัว’ ก่อนจะเดินหาโต๊ะประจำ ปรินซ์นั่งอยู่แถวหน้าต่าง ข้าง ๆ ว่างอยู่ เธอวางสมุดลงโต๊ะข้าง ๆ แล้วนั่ง เงียบแต่สื่อสารได้มากมาย
“เมื่อคืนฝันถึงดาวไหม” ปรินซ์เอ่ยเสียงเบา มายาสั่นหน้า ยิ้มลึก ๆ ในใจ เธอหัวเราะอย่างกลั้น ๆ
กลุ่มเพื่อนเดินเข้าห้องอย่างจอแจ เสียงหัวเราะดังตัดความเงียบ มายาหลบสายตาเพื่อน ๆ เมื่อใครบางคนแซวพึม ๆ ว่าทำไมถึงมายืนอยู่ข้างปรินซ์ เธอนิ่ง อมยิ้มแต่กลบเก็บความรู้สึกไว้
คาบเรียนศิลปะประกอบดนตรี อาจารย์ให้เลือกคู่ทำโปรเจกต์ชิ้นสำคัญ มายาชะงักเพราะอิง เพื่อนสนิท เธอเคยสัญญาจะทำโปรเจกต์นี้ด้วยกัน อิงกลับกระซิบกับเธอ “เอาเลย ลองดูเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง” แล้วเข็นมายาไปหาปรินซ์
“จับคู่กันสิ กำลังวาดดาวอยู่แล้วนี่” อิงขยิบตา
ปรินซ์มองหน้าอิง แล้วหันกลับไปสบตามายา ทั้งสองยิ้มแหย ๆ
ตลอดสัปดาห์ถัดมา ทั้งสองใช้เวลานอกคลาสด้วยกันบ่อยขึ้น ทั้งเดินหอศิลป์ ไปนั่งเล่นร้านกาแฟเล็ก ๆ ภายในมหาวิทยาลัย ค่อย ๆ เปลือยเปล่าความคิดกันทีละน้อย
ค่ำหนึ่งใต้ฟ้าครึ้ม ฝนตั้งเค้ามาเยือน มายายืนหลบใต้กันสาด ปรินซ์ตามมาสมทบ เงาสองตัวยืนใกล้กัน เธอแข็งกระด้างเล็กน้อยเวลาเงียบ มือซุกกระเป๋ากางเกงแน่น
“กลัวฝนเหรอ” ปรินซ์ถาม
มายาหัวเราะขื่น ๆ “เปล่า กลัวเปียกมากกว่า ไม่ได้เอาร่มมา”
“ถ้างั้น…” ปรินซ์เปิดเป้ หยิบสมุดร่างออกมา “เล่นเกมไหม”
มายาเลิกคิ้ว ส่ายหน้ากับความกล้าของเขา “อะไรวะ?”
“วาดดาวคนละจุด คนหนึ่งเริ่ม อีกคนต่อ จากนั้นให้แต่ละจุดเติมเรื่องราวสั้น ๆ ว่าจะเอาไปที่ไหน”
มายายักไหล่ แต่หยิบปากกา ปรินซ์เริ่มวาดจุดแรก มายาต่อไป พวกเขาสร้างกลุ่มดาวแปลก ๆ ไม่มีในตำรา แล้วหัวเราะกับเรื่องราวไร้สาระ เหมือนคืนแรกที่นั่งใต้เสาไฟเก่า ๆ อีกครั้ง
ค่ำนั้นฝนยังไม่หยุด มายากลับถึงห้องเปียกนิดหน่อย เปิดสมุดดูดาวแปลก ๆ ที่สร้างกับปรินซ์ คราวนี้เธอนอนหลับสนิทกว่าทุกวัน
ช่วงสอบกลางภาค ทั้งคู่หลีกเลี่ยงกันโดยไม่ตั้งใจ ต่างคนใช้เวลาง่วนกับห่อกระดาษและหนังสือ ไม่ได้พูดอะไรกันหลายวัน ในกลุ่มไลน์ไม่ตอบข้อความเลยสักครั้ง
อิงสังเกตเห็นความเย็นชานั้น วันหนึ่งจึงดึงปรินซ์ออกมาคุยนอกรั้วสำนักวิชา
“นายแอบชอบมายารึเปล่า?”
ปรินซ์หยุดและหลบตา “เปล่าสักหน่อย แค่อยากเป็นเพื่อน”
อิงเบ้หน้า “เพื่อนบ้านไหนนั่งวาดดาวด้วยกันทุกเย็น”
“เขาคงไม่คิดอะไรกับฉันหรอก” ปรินซ์พูดเงียบ ๆ
ในขณะเดียวกัน มายานั่งวาดรูปอยู่ที่ลานเดียวกันแต่ไม่มีเขา กลับกลายเป็นรูปคนเดียวนั่งเงียบใต้เสาไฟ
ทุกอย่างดูเหมือนจะกลับไปที่เดิม ปรินซ์ตัดสินใจว่าควรเลิกคิดอะไรที่ไกลตัว มายาก็พยายามไม่สนใจใจเต้นของตัวเอง
กระทั่งคืนวันประกวดศิลปะกับโปรเจกต์ดนตรีมาถึง มายายืนดูคนทยอยเดินบนเวที หัวใจเต้นแรง เธอกำลังจะแสดงเปียโนเป็นฉากประกอบผลงานศิลป์ของปรินซ์ ซึ่งเป็นภาพที่เธออยู่ใต้แสงดาว—แต่วาดจากมุมมองของปรินซ์เอง
ขณะขึ้นเวที มายามองตาปรินซ์ที่อยู่เบื้องหลัง เธอชะงักชั่วครู่ มือเย็นเฉียบแต่ก็ลุกเดินออกสู่เปียโนพร้อมใจสั่น
เสียงโน้ตแรกที่เธอกดดังขึ้น เธอเริ่มคิดถึงช่วงเวลาทั้งหมดที่ผ่านมากับเขา น้ำเสียงของเครื่องดนตรีแปรเปลี่ยนไปตามจังหวะหัวใจ
หลังงานเลิก ทั้งสองเดินออกจากห้องประชุม ความเงียบเข้ามาแทรกกลางระหว่างพวกเขา ก่อนมายาจะกลั้นใจพูดขึ้นมา
“รูปนั่น…นายเห็นฉันยังไงเหรอ?”
ปรินซ์นิ่งอยู่พักใหญ่ ไม่ตอบทันที
“เหมือนดาวที่อยู่ใกล้แต่ก็เอื้อมไม่ถึง” เสียงห้วนเล็กน้อย แววตาซ่อนความกังวลและเสียดาย
“งั้นเหรอ…แล้วนายอยากเอื้อมถึงไหม”
กลิ่นอายของความลังเลและความกลัวแผ่ซ่านในอากาศ
“ไม่รู้…ฉันเคยเอื้อมไปหาบางอย่างแล้วมันหายไปหมด” ปรินซ์พูดเป็นนัย ชายตามองพื้น
“นายไม่กลัวพลาดอีกเหรอ” มายาถาม น้ำเสียงเปราะบาง
“กลัวสิ…”
จากนั้นต่างคนต่างแยกย้ายกลับหอ ไม่มีใครยิ้ม ไม่มีคำสัญญา
วันถัดมา มายานอนแน่นิ่งบนเตียง เธอนึกถึงอดีตที่เคยถูกเพื่อนทรยศ ความเชื่อใจจึงกลายเป็นกำแพงสูงในใจเธอ ปรินซ์เองก็เคยถูกครอบครัวกดดันเรื่องเส้นทางชีวิตที่บ้านต้องการ ส่งผลให้เขาไม่มั่นใจที่จะเปิดใจให้ใคร
ทั้งคู่เริ่มหลีกเลี่ยงกัน เวลาหลบสายตาในห้องเรียน บทสนทนาที่เคยง่ายดายกลับกลายเป็นเรื่องยากเย็นขึ้น
บ่ายวันหนึ่ง ฝนตกหนัก มายาเดินเปลี่ยวไปยังห้องสมุด เจอปรินซ์บังเอิญอ่านหนังสืออยู่มุมเงียบ
“วันนี้…ว่างไหม” มายาเอ่ยแทบกระซิบ
“ว่าง” ปรินซ์เห็นเธอแล้วยิ้มบาง ๆ
ทั้งสองนั่งจ้องหน้า ระหว่างเสียงฝนด้านนอก มายาตัดสินใจพูดสิ่งที่ค้างคาใจ
“ฉันกลัว…กลัวไว้ใจ กลัวเสียใจอีกครั้ง ฉันไม่อยากกลายเป็นด้อยค่ากับคนอื่น”
ปรินซ์มองเธอนาน เขาถอนใจเบา ๆ
“ฉันก็กลัว…แต่ถ้าเราเอาแต่กลัว สุดท้ายก็ไม่มีใครเหลือข้างกาย”
ในค่ำคืนนั้น หลังฝนซา ทั้งคู่เดินเคียงข้างไปในความเงียบ เงาสองเงาซ้อนกันใต้แสงไฟทางเดิน และเริ่มเรียนรู้ที่จะพูดกันตรง ๆ ทีละน้อย
ความสัมพันธ์เริ่มเปลี่ยน มายาไปให้กำลังใจปรินซ์ในนิทรรศการภาพวาดครั้งสำคัญ ส่วนปรินซ์ก็ไปรอชมคอนเสิร์ตเล็ก ๆ ของมายา แม้วันนั้นจะมีผู้ชมไม่ถึงสิบคน
แต่แล้วเรื่องไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อข่าวจากทางบ้านปรินซ์แจ้งว่าพ่อของเขาเข้าโรงพยาบาลกะทันหัน ปรินซ์ต้องกลับบ้าน ต่างจังหวัดทันที มายาพยายามไลน์หา แต่เขาเงียบหายไปเกือบหนึ่งเดือน
ในเวลานั้น มายาทบทวนทุกอย่าง เธอรู้ว่าการปล่อยให้ความกลัวครองใจ มีแต่จะเสียโอกาสของความสัมพันธ์ เธอเขียนจดหมายฉบับเล็ก ๆ ใส่ซองสีฟ้า ฝากเพื่อนส่งถึงปรินซ์
“ถ้าวันหนึ่งนายกล้าที่จะเอื้อมถึง ฉันจะรออยู่ตรงนี้”
หลายวันผ่านไป มายาเริ่มท้อใจ ใจเธอเหมือนถูกแขวนอยู่กลางอากาศ
กระทั่งเช้าวันหนึ่ง ขณะเดินผ่านลานหน้าตึกศิลปกรรม เธอเห็นใครคุ้นเคยนั่งอยู่ตรงมุมเดิมใต้เสาไฟเก่า ๆ
ปรินซ์กลับมา เขาดูโทรมลงนิดหน่อย ตาแดง ๆ มองดูสมุดสเก็ตช์ที่มายาเคยให้ เขายิ้มให้เธอ แม้ยังมีรอยแผลบางอย่างอยู่ในใจ
“ขอโทษที่หายไปนาน”
มายานั่งลงข้าง ๆ ไม่พูดอะไร สองคนนั่งนิ่งเหมือนกลับไปคืนแรกที่รู้จัก
“ฉันอ่านจดหมายนั่นทุกเช้า” ปรินซ์เปิดใจอย่างช้า ๆ “มันทำให้ฉันคิดได้ ว่าหากปล่อยให้กลัว เราจะสูญเสียทุกอย่าง”
มายายิ้ม น้ำตาซึมนิด ๆ “ฉันเองก็เหมือนกัน”
ทั้งสองนั่งเงียบ พลางยิ้มให้กัน แสงดาวที่วาดในสมุดคืนวันนั้นยังอยู่ที่เดิม แต่คราวนี้อยู่ในหัวใจของทั้งสองด้วย
ในคืนสงบนั้น ดาวส่องแสงบนฟ้าเหนือหัว ฝนซาลง ความกลัวในใจของทั้งคู่ก็ค่อย ๆ คลาย แล้วปล่อยให้ความกล้าเข้ามาแทนที่ ท่ามกลางความเงียบงันของแสงดาว รักที่ไม่กล้าบอกวันแรก ค่อย ๆ เติบโตจนต่างกล้าที่จะเอื้อมถึงกันในที่สุด