ดาวส่องใจ
เสียงฝนดังเปาะแปะใส่กันสาดเหล็กดักหน้าตึกเรียนเก่า นาเดียยืนอังหนังสือเล่มบางไว้กับอก ใบหน้าเหม่อลอยขณะมองหยดน้ำฝนที่เกาะสายไฟระโยงระยางตรงหน้ามหาวิทยาลัย เธอแอบสูดลมหายใจลึก เหมือนพยายามกลั้นคำบางอย่างไว้อย่างแน่นหนา จากตรงนั้น เสียงรองเท้าผ้าใบลากพื้นดังเข้าหู เบา ๆ แต่กระชั้นใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“อยู่ตรงนี้เอง ทำไมไม่เข้าไปข้างในล่ะ” ฟ้าทองยิ้มเอียงคอมอง เธอในชุดเสื้อยืดกางเกงวอร์ม ผมเปียสองข้างดูแสนทะเล้นกับเสื้อกีฬามหาวิทยาลัย เล่นเอาคนเงียบตรงหน้าขยับปากไม่ออกไปเสี้ยววิหนึ่ง
“เปียกหมดแล้วเนี่ย” ฟ้าทองหัวเราะใส่ตนเอง แล้วคว้ากระเป๋าหนังสือของนาเดียขึ้นมาถือให้ วางแขนกันฝนให้เพื่อนสนิทเดินเบียดเข้ามาใกล้จนไหล่ชนกัน
“เก็บคะแนนกิจกรรมเหรอ ถึงมาช่วยงานวันนี้”
นาเดียส่ายหน้า เงียบ
“แล้ว…แค่คิดถึงเลยมาเหรอ” ฟ้าทองยิ้มกรุ้มกริ่ม
นาเดียหรี่ตา สะบัดหน้าไปทางอื่น “พูดมาก เดี๋ยวก็โดนไล่อีก”
เสียงหัวเราะแผ่ว ๆ ปลิวไปพร้อมกลิ่นฝนเก่า เป็นอีกควันที่ค่อย ๆ คืบคลานขึ้นกลางใจคนทั้งสอง พวกเขาเพิ่งกลับมาสนิทกันอีกครั้ง หลังห่างหายจากกันไปพักใหญ่ ความใกล้ชิดและความเงียบระหว่างกันกลับกลายเป็นแรงกดดันแปลก ๆ
เสียงบรรยายในห้องสีเหลืองอ่อนเริ่มก้องซ้อนเข้ามา ฟ้าทองกับนาเดียเลือกนั่งริมหน้าต่างคนละฝั่ง แต่มองสบตากันผ่านช่องว่างระหว่างแถว โต๊ะไม้เก่าส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด นาเดียหยิบปากกาขึ้นเขียนโน้ตแล้วแอบยื่นให้เพื่อนข้าง ๆ ส่งต่อถึงฟ้าทอง ด้านในเขียนว่า “วันนี้เลิกเรียนช้าหน่อยนะ”
ฟ้าทองยิ้มกว้าง ตั้งใจมองมือเล็ก ๆ ของนาเดียที่กำลังเขียนงาน วิชาเคมีอาจน่าเบื่อสำหรับใครหลายคน แต่ไม่ใช่สำหรับเธอ เพราะสิ่งเดียวที่ทำให้ติดใจคือตัวอักษรโย้ ๆ ที่อีกฝ่ายขีดเขียนบนกระดาษ
หลังเลิกเรียนในเย็นวันนั้น ทั้งสองเดินทอดน่องไปตามฟุตบาทในรั้วมหาวิทยาลัย แสงแดดยามเย็นทอดผ่านเรือนผมดำขลับของนาเดีย เธอเปิดปากแบบลังเล
“จำตอน ม.หก ได้ไหม ที่เราเคยสัญญากัน…”
“อื้ม…” ฟ้าทองเงียบไปเล็กน้อย รอยยิ้มจางลง “สัญญาอะไรเหรอ”
นาเดียชะงัก ไม่ตอบ ได้แต่เดินเงียบ เสียงรถเมล์สาย 26 ผ่านหน้า สายลมเย็นกระทบแก้ม
ฟ้าทองเดินนำหน้าไปหนึ่งก้าว แต่หยุดกะทันหัน หันหลังกลับมาเจอสายตาตื่น ๆ ของนาเดียจ้องอยู่
“เสียใจเหรอ ที่ฉันไม่ได้เขียนจดหมายถึงนายตอนจบ ม.ปลาย”
นาเดียเม้มปากแน่น “…เปล่า ไม่ใช่หรอก”
แต่ความเงียบยาวเหยียดเปลี่ยนบรรยากาศไปในทันที ฟ้าทองเปลี่ยนเรื่อง “เดี๋ยวเย็นนี้จะไปช่วยงานประกวดดาว-เดือนใช่ไหม”
นาเดียพยักหน้า “ก็…ต้องเก็บกิจกรรมให้ครบเทอมนี่”
“นายเปลี่ยนไปเยอะเลยนะ ยิ้มยากกว่าเดิมตั้งเยอะ”
“ฟ้าก็พูดมากขึ้นเหมือนกันแหละ”
ทั้งสองหลุดหัวเราะ นาเดียหันไปมองใบหน้าสดใสของเพื่อนสนิทยามฟ้าเริ่มสีเทา เมฆฝนครึ้มก่อตัวอีกครั้งที่ขอบฟ้า
สองสัปดาห์ผ่านไป งานประกวดดาว-เดือนมหาวิทยาลัยครึกครื้น นาเดียนั่งประจำจุดเช็คชื่ออาสาสมัคร จ้องมองฟ้าทองบนเวทีที่ถูกบังคับให้เป็นพิธีกรแทนเพื่อนที่ป่วยกระทันหัน
“ใครว่าเป็นดาวต้องมั่นใจ? ฉันน่ะ…กลัวกล้องจนขาสั่น” ฟ้าทองพูดติดตลกบนไมค์ ผู้ชมขำกันครืน แต่นาเดียรู้ดีว่านั่นคือคำสารภาพจริง ในแววตาระหว่างจับมือไมค์และเหล่มองที่นาเดียแอบขยิบตาติดกำลังใจมาให้
หลังเวที ฟ้าทองถอดรองเท้าแล้วยืนเท้าเปล่าอยู่ข้างนาเดีย ถอนใจ “ฉันว่าคงไม่เหมาะกับแสงไฟเท่าไหร่แล้วล่ะ”
นาเดียส่งผ้าเย็นมาให้ “นายไม่รู้หรอกว่าตัวเองเก่งแค่ไหน”
ฟ้าทองยิ้มเอียง “ถ้าฉันเก่งจริง นายจะไม่เลือกเดินออกจากฉันในวันนั้นหรอก”
นาเดียหลบสายตา จู่ ๆ ก็มีรุ่นพี่เดินเข้ามาแทรกบทสนทนา ชวนฟ้าทองไปช่วยงานต่อ ทิ้งให้คนทั้งคู่ยืนอึ้งกับคำค้างคาใจ
เทอมต่อมา ฝนตกหนักอีกครั้ง นาเดียยังคงปลีกวิเวกกับอาสาสมัครกลุ่มเล็ก ๆ ฟ้าทองวิ่งหลบฝนเข้ามานั่งหลบข้าง ๆ ถอดเสื้อทีมแล้วโยนให้นาเดียเอาไว้ให้ อุณหภูมิทั้งตัวลดลงอย่างเฉียบพลัน
“วันนี้โทรไปบ้านนายมา” ฟ้าทองเริ่ม เหมือนจะพูดอะไรมานานแล้วแต่เพิ่งตัดสินใจ
“…แล้วได้คุยกับแม่ฉันเหรอ?”
ฟ้าทองเงียบ ยิ้มเศร้า “แม่ไม่เปลี่ยนเลยนะ…ยังไม่ชอบให้เพื่อนผู้หญิงโทรเข้าบ้านอยู่ดี”
“ก็เขามีเหตุผลของเขา” นาเดียเบือนหน้าไปทางหน้าต่าง ดูเงาสะท้อนตัวเองกระพริบกลางแสงฟ้าแลบ
ฟ้าทองขยับเข้ามาใกล้ ท่าทางจะพูดอะไรต่อ แต่ติดค้างอยู่ตรงริมฝีปาก “ฉันเคยบอกนายไหม ว่า…เวลาฝนตกแบบนี้ ฉันนึกถึงเรื่องที่เราไปเดินลุยน้ำด้วยกัน ม.ต้น”
“แล้วแต่ฟ้าจะคิดเถอะ”
ฟ้าทองสบสายตา “นายกลัวอะไรฉันเหรอ?”
นาเดียเงียบไปนาน “บางทีฉันก็แค่…กลัวจะทำให้ตัวเองเสียใจอีก”
เสียงฝนยังคงตก นิ่งงันและหนักแน่นจนทั้งสองต้องนั่งฟังเสียงหัวใจตัวเองสลับกับเสียงธรรมชาติที่ดังคลอ
วันต่อมา ฟ้ายังครึ้มเมฆเหมือนเดิม นาเดียโดนแม่เรียกกลับบ้านเร็วกว่าปกติ ระหว่างกำลังเก็บของ ฟ้าทองเดินเข้ามาถามเสียงอ่อย “แม่อยากให้ช่วยงานที่บ้านเหรอ?”
นาเดียยิ้มจาง “ใช่ แม่ก็เหนื่อยน่ะ”
“ทุกทีพอเข้าเทอมใหม่ นายทำอย่างนี้ตลอด”
นาเดียหยุดมือที่กล่องข้าว หันมาสบตา “หมายความว่าไง…”
“ฉันก็ไม่รู้…แค่รู้สึกเหมือน…นายไม่อยากให้ฉันเข้ามาใกล้เกินไป”
นาเดียไม่ตอบ เสียงรองเท้านักศึกษากระทบพื้นเดินออกไปท่ามกลางสายฝน ฟ้าทองยืนนิ่งมองหลังเพื่อนสนิท ความอบอุ่นกลางใจค่อย ๆ เย็นลงอย่างช้า ๆ
วันหยุดสัปดาห์ต่อมา นาเดียได้ข้อความจากฟ้าทอง “ไปถ่ายรูปด้วยกันไหม” เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน เธอยืนลังเลหน้ากระจก มือถือสั่นในมือ สุดท้ายจึงตัดสินใจตอบรับ
กลางสวนสาธารณะใจกลางกรุงเทพฯ แสงแดดซ่อนหลังเมฆ เงาต้นไม้ทอดตัวเป็นลายบนพื้นหญ้า ฟ้าทองยิ้มสดใส กดชัตเตอร์ถ่ายรูปคู่แล้วถามกึ่งจริงจัง “ถ้าเราไม่ได้เป็นเพื่อนกัน โลกมันจะเป็นยังไงนะ?”
นาเดียผงกศีรษะ “นายกำลังคิดอะไรอยู่”
“ก็แค่กลัว ต่อให้อะไรเปลี่ยนไปแล้ว…จะกลับมาเหมือนเดิมไม่ได้อีก”
นาเดียจ้องกล้องนิ่ง “แล้วฟ้ากลัวอะไรที่สุดล่ะ”
ฟ้าทองหัวเราะ “อาจจะกลัวเสียเพื่อนดี ๆ คนเดียวไปนี่แหละ”
แววตาของนาเดียนิ่งขึ้นแต่มีรอยอ่อนโยนมากกว่าเดิม
วันหนึ่ง นาเดียได้ข่าวว่าฟ้าทองสอบโควต้าคณะสถาปัตย์ติดในต่างจังหวัด เป็นเป้าหมายที่เจ้าตัวตั้งใจมานาน ฟ้าทองเองก็มาบอกข่าวด้วยรอยยิ้มเหงา ๆ
“นายก็อยากไปกรุงเทพต่อใช่ไหม” ฟ้าทองถาม
นาเดียพยักหน้า “ที่บ้านอยากให้เรียนวิทยาศาสตร์…แต่ใจฉันชอบเขียนนิยาย”
“กล้าพอจะขัดใจแม่ไหม” ฟ้าทองขยับเข้าใกล้อีก เสียงหัวเราะแฝงความสั่นไหว
นาเดียเงียบไปนาน “ไม่รู้…นายล่ะ กล้าพอที่จะ…ห่างกันไปจริง ๆ ไหม”
“ก็แค่กลัวเหมือนกัน” ฟ้าทองตอบเบา ๆ เงียบไป แล้วพูดต่อ “เรา…ยังเป็นเพื่อนกันอยู่ใช่ไหม”
“ถ้าหมดใจคงไม่พูดขนาดนี้หรอก” คำพูดเหมือนเล่นด้วยแต่มีน้ำเสียงจริงจังบางอย่างเจืออยู่ในนั้น ฟ้าทองยิ้ม สบตาก่อนหันหนีเร็ว ๆ เธอค่อย ๆ ขยับออกห่างจากนาเดียมากขึ้น ไม่บ่อยนักที่จะนั่งด้วยกันในห้องเรียนเหมือนเก่า
ตลอดช่วงสอบและช่วงจัดงานรับปริญญาปลายปี สองคนห่างกันมากขึ้น นาเดียเริ่มหมกมุ่นกับกิจกรรมคณะ ฟ้าทองหายไปในกลุ่มสถาปัตย์ที่ห้อมล้อมไปด้วยเพื่อนใหม่ ระยะห่างเหมือนขยายกว้างขึ้นโดยไม่มีคำพูด
วันหนึ่งหลังสอบเสร็จ ฟ้าทองโทรหานาเดีย เสียงแผ่วผ่านปลายสาย “นายสบายดีไหม”
“ดี…นายล่ะ”
“ก็โอเค แค่เหงาไปหน่อย” ฝั่งตรงข้ามลังเล “อยากบอกว่าฉันคิดถึง…แต่ไม่กล้า…”
“กลัวอะไร”
“กลัวนายจะหายไปเหมือนตอนนั้น”
ความเงียบยาวนานแทรกซึมผ่านสายโทรศัพท์ ก่อนจะขยับคำพูดต่อกันอย่างระมัดระวัง
“นาย…โกรธเรื่องที่ฉันไม่ไปงานวันรับปริญญาเหรอ”
นาเดียนิ่งไปนาน “…นิดหน่อย แต่ไม่อยากพูด”
“ขอโทษจริง ๆ นะ” ฟ้าทองเสียงแผ่ว “ตอนนั้นแม่ฉันป่วย ต้องเฝ้าโรงพยาบาล”
นาเดียงึมงำ “…ขอโทษเหมือนกันที่ดื้อเกินไป”
ความเงียบเย็น ๆ กลับมาคลุมบทสนทนา ก่อนที่จะมีเพียงเสียงหายใจอ่อน ๆ เต้นสลับกันในอากาศ
อีกหลายเดือนต่อมา นาเดียได้รับข้อความจากฟ้าทองอีกครั้ง “ว่างไหม จะขอคำปรึกษาเรื่องโปรเจกต์” สองคนกลับมาเจอกันที่ร้านกาแฟเล็ก ๆ แห่งหนึ่งมุมเงียบในกรุงเทพฯ บรรยากาศเหมือนก้าวย้อนเวลาสมัยมัธยม ปลายนิ้วเกลี่ยจานขนมบนโต๊ะ นิ้วนางด้านซ้ายของฟ้าทองเต็มไปด้วยรอยดินสอ
“นายจะวาดยังไง เวลาคิดถึงบ้าน” ฟ้าทองเอ่ยขึ้น
นาเดียยิ้ม “ฉันเขียนเรื่องสั้น…บางทีก็มีนายเป็นตัวละคร”
ฟ้าทองหัวเราะเบา ๆ “หวังว่าจะเป็นตัวแสบในเรื่อง”
“แล้วแต่ตอน”
ทั้งสองมองหน้ากันนิ่ง แล้วยิ้มเหมือนเข้าใจกันด้วยสายตา มากกว่าคำอธิบายใด ๆ
ในค่ำคืนฝนพรำวันปีใหม่ ทั้งสองเดินกลับไปที่มหาวิทยาลัยด้วยกันอีกครั้ง เสียงฝีเท้าดังในความเงียบ ฟะทองหยุดกลางสะพานไม้ สบตา “นายจำความลับที่ฉันเคยบอกนายไม่ได้ใช่ไหม”
นาเดียพยักหน้าเงียบ “ใช่ ฉันจำอะไรไม่ได้เลย ไม่กล้าถามด้วย”
ฟ้าทองหัวเราะแผ่ว “ก็แค่…ตอนนั้นฉันชอบนาย”
นาเดียตะลึงงัน น้ำฝนหยดลงข้างแก้ม หัวใจเต้นแรง สองคนยืนเงียบเหมือนโลกหยุดนิ่ง แล้วฟ้าทองพูด “แต่ตอนนี้…ฉันไม่กลัวจะพูดแล้ว”
นาเดียยิ้ม “…ฉันก็เหมือนกัน ฟ้า ฉันก็กลัว แต่ตอนนี้ไม่กลัวอีกต่อไป”
เธอจับมือเพื่อนสนิทแน่นขึ้น น้ำตาคลอเคล้าเสียงหัวเราะเบา ๆ เพลงปีใหม่จากรถเข็นขายลูกโป่งในซอยข้าง ๆ ดังลอดมา
ความสัมพันธ์ที่ผ่านระยะห่าง ความค้างคาใจ และการเผชิญหน้ากับอดีต ทำให้คนทั้งสองเติบโตขึ้นอย่างละเอียดอ่อน
ในช่วงเวลานั้นเอง สองหัวใจที่กล้ากลับมายืนเคียงข้างกันอีกครั้ง ด้วยความมั่นใจว่ารักที่ค่อย ๆ ผลิบานผ่านบททดสอบทั้งหมดนี้ จะไม่มีวันต้องกลัวอีก