ดาวเหนือ…ใต้เงาเดียวกัน
เสียงฝนฟาดลงกับหลังคาโรงอาหารเก่าแรงจนแทบกลบเสียงพูดคุยทั้งหมด มีคนไม่กี่คนที่ยังนั่งอยู่ในโรงอาหารเวลาบ่ายสาม—ดาวเหนือเป็นหนึ่งในนั้น เขานั่งจ้องคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค แต่ไม่ได้แตะปุ่มใด แค่ฟังเสียงฝนด้วยสายตาว่างเปล่า
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เหมยวิ่งตากฝนเข้ามาด้วยท่าทางตลก ผมเปียก โหนกแก้มแดงก่ำ รองเท้าเปียกโบกน้ำกระเซ็น เธอถลามานั่งโต๊ะข้างดาวเหนืออย่างอัตโนมัติ ชายหนุ่มเหลือบมองด้วยหางตา ก่อนจะหันกลับไปยังจอคอมเหมือนเดิม
“ซวยจริง…ลืมร่มอีกละ” เหมยบ่นเบา ๆ แล้วก็ยิ้มขำกับตัวเอง ดาวเหนือทำทีไม่ใส่ใจ
เหมยนั่งถอนใจ ใจอยากจะคุยด้วยแต่ไม่กล้าสายตาคมนั้น พอเห็นเขาใส่หูฟังอยู่ ก็พึมพำว่าคงไม่อยากมีเพื่อน เธอล้วงสมุดการบ้านมาทำ
เสียงฝนยังคงตกหนัก ไม่มีใครพูดคุย ทุกอย่างดูนิ่งเงียบไปหมดจนกระทั่งโต๊ะตัวถัดไปเริ่มพูดถึงข่าวลือเกี่ยวกับดาวเหนือ เหมยเงียบลง พยายามไม่ฟังแต่ก็ได้ยินชัด
“เฮ้ย…ไอ้เหนือมันบ้าเหรอวะ ไปมีเรื่องกับอาจารย์อีกและ” ใครบางคนกล่าวขึ้นขำ ๆ เหมยนึกสงสาร ไม่รู้ว่าข่าวลือจริงหรือไม่
ครู่หนึ่ง เหมยหยิบมือถือขึ้นมา ดูข้อความจากแม่ที่ถามไถ่ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย—แต่เธอเลือกจะไม่ตอบ ทั้งสองนั่งคู่กันอย่างนั้น ในความเงียบที่เปียกและเหงา
ฝนซาลง เหมยลุกขึ้นเตรียมไปหาหนังสือที่ห้องสมุดก่อนวิชาเสริม ดาวเหนือเก็บคอมโดยไม่หันมามอง แต่ระหว่างที่เธอเดินผ่าน เขาเอ่ยขึ้นเบา ๆ ว่า
“ขอให้วันนี้มีวันที่ดีนะ” ประโยคนั้นมาแบบไม่มีเหตุผล เหมยอึ้ง ก่อนจะยิ้มเจือเศร้าแล้วรีบเดินจากไป หัวใจเธอเหมือนเพิ่งโดนแตะเบา ๆ
ณ หอพักหญิงกลางคืนนั้น เหมยนอนมองเพดาน เมื่อนึกถึงสายตาของดาวเหนือก็รู้สึกหน่วง เธอเปิดไลน์เห็นกลุ่มเพื่อนคุยกันเรื่องละครมหา’ลัย แต่กลัวจะกลายเป็นบุคคลที่ไร้ตัวตน เธอพิมพ์ “ฝันดีนะ” ในกลุ่ม แต่ไม่มีใครตอบ
ใต้ต้นจามจุรีใหญ่ใจกลางมหาวิทยาลัยในเช้าวันใหม่ เหมยนั่งอ่านหนังสือคนเดียว ดาวเหนือเดินลากกระเป๋าผ่านมาก็หยุดยืนห่างออกไป สายตาทั้งคู่สบกันชั่วขณะ ดาวเหนือพูดอะไรแปลก ๆ อีกครั้ง
“เมื่อคืนดูฝนตกมั้ย ฟ้าแปลกดีนะ” เหมยยิ้มบาง เช่นทุกครั้ง เธอไม่ค่อยพูด เหมือนกลัวจะพูดในสิ่งที่ไม่ควรออกไป
ดาวเหนือแตะสายสะพายเป้ พลางมองซ้ายขวาเหมือนลังเลจะพูดต่อ แล้วก็เลือกเดินจากไป ปล่อยให้เหมยนั่งอยู่กับเงาใต้ต้นจามจุรีนั้น
บนบันไดตึกคณะ เหมยเดินสวนกับกลุ่มเพื่อนใหม่แต่รู้สึกเหมือนเป็นคนนอกบทสนทนาเสมอ เธอพยายามหัวเราะตามแต่ก็จับใจความแทบไม่ได้ อยู่ดี ๆ หนึ่งในนั้นชวนไปกินข้าวเย็น เธอปฏิเสธ พลางบอกว่าต้องทำรายงาน
เย็นวันเดียวกัน ดาวเหนือนั่งจิบกาแฟเย็นตรงสนามหญ้า ในมือถือสมุดวาดรูป โบกด้ามดินสอในมือพลางขีดเส้น ไม่มีใครอยู่รอบข้าง เครื่องดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ที่เปิดอยู่นั้นเบาเกินกว่าจะสร้างบรรยากาศสดชื่น
เสียงก้าวเท้าเบา ๆ ทำให้เขาเงยหน้าขึ้น เหมยมาพร้อมหนังสือ เธอยิ้มและโบกมือเล็กน้อย “นั่งด้วยได้มั้ย?” ดาวเหนือพยักหน้านิ่ง ๆ มอบที่ว่างข้าง ๆ โดยไม่พูดอะไร
เหมยหยิบสมุดจดและดินสอมาวาดต้นจามจุรี เขาเหลือบมอง เห็นฝีมือวาดยังไม่เก่งนักแต่ก็ยังดูมีชีวิตชีวา ช่วงเวลานั้นไร้คำพูด ไม่มีใครอยากทำลายความเงียบ
สองวันต่อมา เหมยปล่อยเวลาให้ไหลไปกับกิจกรรมชมรมวาดภาพ แม้เธอจะไม่ค่อยพูดมากในกลุ่ม แต่สังเกตว่าในมุมหนึ่งของห้อง ดาวเหนือนั่งทำงานเงียบ ๆ เหมือนเป็นอีกโลกหนึ่ง
จนกระทั่งครูผู้ดูแลทำกิจกรรมกลุ่ม “วาดรูปคู่กับคนที่นั่งใกล้สุด” มีการขยับย้ายที่นั่งไปมา สุดท้ายเหมยไปนั่งคู่กับดาวเหนือโดยไม่มีทางเลือก เขายิ้มจาง ๆ ให้เธอ เหมยหน้าแดงน้อย ๆ
“วาดเธอหรอ” ดาวเหนือถาม เหมยพยักหน้าแล้วขำ “วาดฉันก่อนเลย” เขาว่าเหมือนไม่ต้องการเอาชนะเหมย แต่เหมยสังเกตเห็นเส้นดินสอของเขาสั่นเล็กน้อย
ขณะนั้น ดาวเหนือมองเธอด้วยแววตาที่เหมือนซ่อนบางอย่างไว้ “ทำไมถึงไม่เข้าร่วมกลุ่มเพื่อน เขาเชิญไปกินข้าวเย็นไม่ใช่เหรอ” เสียงเขานุ่มนวล เหมยเม้มปาก “ไม่ชอบเสียงดัง ฉันกลัววุ่นวาย…กลัวไม่มีใครฟังฉันจริง ๆ มากกว่า” เธอสารภาพ
ดาวเหนือพยักหน้าเหมือนเข้าใจ สีหน้าเขากลายเป็นหดหู่ชั่วครู่ “ดีนะ ที่กล้าบอกออกมา” เขาว่าเบา ๆ ก่อนจะก้มลงวาดรูปต่อด้วยสีหน้าขรึม
เย็นวันนั้นหลังเลิกกิจกรรม เหมยเดินกลับหอพร้อมกับดาวเหนือเป็นครั้งแรก มันเป็นช่วงเวลาละมุนของสองคนที่ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรเยอะ เหมยมองฟ้าระบายสีส้มทอง พลางหยอกว่า “ถ้าวันนึงเราวาดรูปเก่ง ฉันจะวาดดาวเหนือขึ้นฝ้าเพดาน”
เขาหันมามองตา ยิ้มจาง “อยากเห็นเหมือนกัน” แล้วหันกลับไปเดินต่อ
เวลาในมหาวิทยาลัยผ่านไป ดาวเหนือและเหมยนั่งอ่านหนังสือด้วยกันบ้าง วาดภาพคู่กันในชมรม พูดคุยเรื่องดินฟ้าอากาศ เรื่องกลัวผิดหวัง เรื่องอนาคตที่ยังไม่แน่ใจ มีบ้างที่เหมยอยากถามอะไรลึกกว่านั้นแต่ก็หยุดไว้ กลัวว่าเขาจะปิดตัวเองอีก
วันหนึ่ง กลางงานแสดงผลงานศิลปะชมรม ดาวเหนือลากเหมยไปดูภาพวาดขนาดใหญ่ที่เขาเพิ่งเขียนเสร็จ ภาพนั้นเหมือนต้นจามจุรียามฝนตกใส อมทุกข์และสดใสในทีเดียวกัน เหมยเปรยว่า “มันเหมือนเราเลย…ฝนโปรยลงมาแต่ต้นไม้ก็ยังยืนอยู่” ดาวเหนือหลุบตาไม่พูดอะไร
แต่เมื่ออดีตคร่าเข้ามาอีกครั้ง คืนหนึ่งดาวเหนือนั่งอยู่ในโรงอาหารเก่า ทั้งที่ไม่มีใครอยู่แล้ว เขาหยิบข้อความในมือถืออ่าน มันมาจากผู้หญิงที่ชื่อว่า “พี่อ้อ” เธอเคยเป็นรุ่นพี่ที่เขาไว้ใจที่สุดแต่ครั้งหนึ่งก็ทำให้เขาผิดหวัง ซ้ำเติมด้วยประโยคที่ยังหลอนใจ “แกทำลายความเชื่อใจใครไม่ได้ตลอดชีวิตหรอก”
ดาวเหนือซ่อนมือถือในกระเป๋า ลมหายใจสั่น เหมยนั่งลงตรงข้าม มองผ่านใบหน้าเคร่งเครียดของเขา “เธอโอเคไหม?”
ดาวเหนือเงียบสักพัก มือกำแก้วน้ำพลาสติกจนยับ “บางทีฉันอาจไม่มีวันเชื่อใจใครได้อีก เหมือนเหตุการณ์เดิมมันจะเกิดซ้ำ ๆ” เขาว่า ไม่สบตา
เหมยวางมือบนโต๊ะใกล้มือเขา “ฉันเคยผิดพลาดกับคนที่รักฉัน ไม่เคยขอโทษเขา…กลัวกลับไปเจออีก…แต่ตอนนี้ก็ยังไม่กล้าขอโทษ ถ้าเธอเข้าใจความกลัวแบบนั้นบ้าง…”
สองคนนั่งนิ่ง ต่างคนต่างจมกับอดีต ฝนเทลงมาอีกครั้ง กระทบหลังคาดังทะลุใจ
หลายวัน ดาวเหนือกลายเป็นเหมือนเดิม เงียบขรึม ไม่พูดกับใคร ช่วงเวลาที่เหมยมาหา เขามักอ้างว่ายุ่ง แม้เห็นสายตาเศร้าของเธอแต่ก็ไม่พูดอะไร ปล่อยให้ช่องว่างขยาย
เหมยพยายามจะเข้าใจ โทรหาแม่บ่อยขึ้น แต่มักไม่ได้พูดประเด็นที่อยากร้องไห้ออกมาจริง ๆ แม้แต่กับกลุ่มเพื่อน เธอก็เลือกที่จะนิ่ง
ณ หอศิลป์ วันประกวดวาดภาพ เหมยส่งชื่องานว่า “ต้นไม้กลางฝน” เป็นรูปต้นจามจุรีเดียวกลางสายฝนและเงามืดข้างหลัง ครูตัดสินชมว่า ให้ความรู้สึกเดียวดายแต่ยังไม่สิ้นหวัง ดาวเหนือเดินผ่านมาให้กำลังใจ แม้ไม่พูดมาก แค่เอ่ยว่า “ดีที่สุดที่เคยเห็นจากเธอ” เธอก็ยิ้มกว้างเป็นครั้งแรกในรอบเดือน
เวลาผ่านไป ความห่างทำให้ใจเหมยกระวนกระวาย เธอเขียนจดหมายถึงดาวเหนือ เปิดเผยความกลัว ความฝัน และบอกว่าอยากให้อภัยตัวเอง รวมถึงอยากให้เขากล้าให้อภัยตัวเองเหมือนกัน เธอไม่กล้าส่งจดหมายนั้น
คืนหนึ่งก่อนฝนจะตก ดาวเหนือเดินกลับจากห้องสมุด เห็นเหมยนั่งร้องไห้เงียบ ๆ ใต้ต้นจามจุรี เหมือนจะรอสิ่งไร้จุดหมาย เขาเดินเข้าไปนั่งเงียบ ๆ ข้างเธอ ไม่แตะตัว แต่ต่างคนต่างรับรู้ถึงกัน
เขาเอ่ยขึ้นเบา ๆ “ฉันกลัว กลัวว่าถ้าเชื่อใจอีกครั้ง…ทุกอย่างจะพังเหมือนเดิม” เสียงเขาสั่น แต่ดวงตาจริงจัง เหมยมองดาวเหนือด้วยแววตาอบอุ่น แต่มีรอยเจ็บปวด
“ฉันเองก็ยังให้ความกล้ากับตัวเองได้ไม่สุด แต่ถ้าเราจะลอง ก็ลองไปด้วยกันได้มั้ย”
ดาวเหนือเงียบไป จับจ้องหยาดฝนที่สาดกระทบพื้นเบา ๆ “อาจจะเจ็บอีกแต่…บางทีต้นไม้จะไม่กลัวฝน ถ้ามีใครนั่งข้าง ๆ”
หลังจากคืนนั้นทั้งสองคนเริ่มเปิดใจกันมากขึ้น แม้ยังไม่กล้าผูกพันในฐานะคนรัก ต่างใช้เวลาศึกษากันและกันด้วยการพูดคุยและการให้พื้นที่ ไม่มีคำว่า “ขอคบ” หรือ “รัก” แบบตรง ๆ มีเพียงการพยายามเข้าใจและเติบโตด้วยกัน
ในวันจบการศึกษาของดาวเหนือ เหมยมอบภาพวาดฝีมือเธอ—ภาพต้นจามจุรีสองต้น ยืนข้างกันท่ามกลางฝนโปรยปราย เธอยิ้มและขอโทษที่ไม่เคยกล้าสารภาพอะไรเลย
ดาวเหนือลูบภาพวาดนั้น พลางหัวเราะ “ไม่ต้องพูดอะไรก็รู้สึกได้หมดแล้ว”
ใต้จามจุรีต้นเดิม ฟ้าหลังฝน เงาทั้งสองตกทาบ เกือบพอดี