ฤดูฝนของใจเรา
เสียงฟ้าร้องคำรามเหนือกรุงเทพฯ ในเย็นวันหนึ่ง ฤดูฝนเทลงมาไม่ปรานีแม้แต่นักเดินทางขาแข็งอย่างแยม หญิงสาวผมยาว ไหล่แคบแต่ท่าทีมั่นใจในชุดสูทเทา เธอพยายามฝ่าเส้นสายฝนเข้าสู่ตึกสำนักงานเทคโนโลยีแห่งหนึ่งอย่างทุลักทุเล ใบหน้าซ่อนรอยล้าทว่าดวงตากลับเต็มไปด้วยแรงขับอะไรบางอย่าง เธอกระชับแฟ้มเอกสารไว้แน่น เดินเข้าลิฟต์เพื่อลุยต่อในวันที่ไม่น่าจำ ทำเหมือนไม่มีอะไรเปียกปอนอยู่ในใจ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เกือบจะถึงประตูห้องขายแล้ว แยมเจอกับพีท ผู้ชายหน้านิ่ง สวมเสื้อฮู้ดเก่าๆ กับกางเกงยีนส์ที่เหมือนไม่สนใจโลก กำลังมองกระจกหน้าต่างที่ฝ้าเล็กน้อย พีทเหลือบตามองแยมแล้วก็หยิบแก้วกาแฟขึ้นจิบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นในโลกนี้ แยมถอนหายใจ เหนื่อยกับท่าทีซังกะตายแบบนี้ของฝ่ายโปรแกรมเมอร์ที่ต้องคุยงานด้วยทุกวัน
“วันนี้สายฝนดูเหมือนจะตกหนักกว่าปกติสินะคะ” แยมพูดพลางเช็ดน้ำฝนออกจากแฟ้มเอกสาร พีทไม่ตอบ แต่เหลือบตาไปทางนอกหน้าต่าง ฝ่าม่านฝนที่ตีเปียกกระจกใส ริมฝีปากเขาขยับเบา ๆ “ทุกปีมันก็ตกแบบนี้แหละ”
แยมสะอึกนิด ๆ กับความเฉยเมย พยายามเดินเข้าเรื่อง “งานที่ดิฉันขอให้ช่วย ทันส่งลูกค้าตามกำหนดมั้ยคะ?”
เสียงฝนยังคงตกกระหน่ำ พีทเว้นจังหวะช้า ๆ ก่อนตอบอย่างสั้น “ยัง ไม่รู้จะเสร็จทันไหม”
แยมเงียบราวกับกลืนคำถามไปพร้อมกับความกังวลที่ผุดขึ้นที่ใจ ความเงียบแทรกซึมระหว่างสองคนจนได้ยินเสียงสายน้ำไหลดังชัดกว่าคำพูดทั้งหมด
“ทำไมคุณถึงพูดอะไรตรงไปตรงมาแบบนี้ทุกทีเลยคะ?” แยมถามโดยไม่ได้ตั้งใจ เสียงเธอนุ่มแต่แฝงความหงุดหงิดที่อดกลั้นมาหลายสัปดาห์
พีทชะงักเล็กน้อย เหลียวมองแยมราวกับเพิ่งสังเกตว่ามีคนอยู่ข้างๆ “มันดีกว่าโกหก” เขาว่าเท่านั้น แล้วก้มศีรษะกลับไปจ้องหน้าจอโน้ตบุ๊กอีกครั้ง
แยมรู้สึกเหมือนพูดกับผนัง เธอไม่เข้าใจว่าทำไมถึงได้เย็นชา จึงเดินจากไป เหลือไว้แต่กลิ่นฝนกับอารมณ์ที่ปะปนฝุ่นกรุง
วันรุ่งขึ้น แยมยืนพิงราวบันไดหนีไฟระหว่างพักเที่ยง กระดาษสัญญาขายสินค้าถูกผูกมัดอยู่ในมือ เธอกำลังลังเลว่าจะเซ็นเอกสารที่มีเงื่อนไขไม่เป็นธรรมแฝงมาหรือไม่ ในห้องเงียบมีเสียงฝนซัดกระทบหลังคา ราวกับเป็นเพื่อนแท้หนึ่งเดียวตอนนี้
ท่ามกลางความคิดเกินจำเป็น พีทเดินเข้ามาพอดี เขายืนอยู่ตรงข้าม มือหนึ่งถือกาแฟที่เย็นชืดไปแล้ว “ยุ่งเหรอ” เขาถามเรียบ ๆ พิรุธเล็กน้อยในน้ำเสียง
แยมถอนหายใจแรง ๆ “ยุ่งสิคะ คุณคงไม่เข้าใจ แค่ปรับสเปคโปรแกรมให้ทันกำหนด นี่ยังต้องมาแก้สัญญาตลอดเวลาอีก พอเจอลูกค้าที่ไม่แฟร์ก็ซวยซ้ำซ้อน”
พีทไม่พูดอะไร แต่ยืนเฉย ๆ ปล่อยให้ความเงียบคั่นกลาง ก่อนจะพูดเบา ๆ “เราเองก็ไม่ได้อยากทำงานกับคนพวกนั้น”
“คุณเคยอยากทำอะไรจริงจังบ้างไหมคะ” แยมสบตา พีทชะงัก ดวงตาที่ยิ่งดูเศร้าในแสงไฟมัวตอบกลับเข้มข้นขึ้นกว่าทุกที “…ใช่ เคยฝันว่าจะเขียนเกมที่ทำให้คนมีความสุขจริง ๆ แต่…มีคนบอกว่าฝันมันไม่มีวันจริงหรอก”
คำพูดนั้นแทรกผ่านเสียงฝน แยมแตะข้อศอกตัวเอง ความลับหนึ่งผุดในใจแต่เธอไม่กล้าบอกออกมา เขากำลังแบกอดีตอะไรไว้?
เกมส์งานต่อไปของบริษัทต้องเร่งให้ทันเส้นตาย การคุยงานเข้มข้นขึ้น แยมกับพีทยิ่งได้พูดคุยกันมากขึ้น เธอเริ่มสังเกตว่าเบื้องหลังความนิ่งชา พีทมักช่วยงานเงียบ ๆ แก้โค้ดในช่วงที่ดูไม่มีใครสนใจอยู่บ่อยครั้ง
ระหว่างประชุมวันหนึ่ง ขณะที่ฝ่ายบริหารเสนอให้ตัดฟีเจอร์บางอย่างเพื่อเร่งงาน แยมลอบมองพีทที่นั่งข้าง ๆ ท่าทีของเขาดูอึดอัดแต่ไม่พูดอะไร จนเธอต้องเริ่มเอง “ทางฝ่ายขายคิดว่าถ้าตัดฟีเจอร์ส่วนนี้ จะกระทบประสบการณ์ผู้ใช้ได้ค่ะ” เสียงเธอแข็งแรง แต่ในใจเหมือนกำลังขอให้ใครเข้าใจเสียที
ฝ่ายบริหารโต้ว่าความล่าช้าจะทำให้เสียลูกค้า พีทเริ่มพูดเสียงเบา ๆ ว่า “ถ้ารีบจนพังหมด มันก็ไม่มีใครได้ประโยชน์” ตอนนั้นเอง แยมรับรู้ว่าพีทเองก็กลัวอะไรบางอย่าง แต่เขาเลือกจะปกป้องงานแม้จะโดนมองว่าเป็นตัวถ่วง
หลังประชุมจบ แยมเดินไปหาเขาที่โต๊ะทำงาน เธอพูดยืดยาวอย่างไม่คุ้นตัว “…ขอบคุณนะคะ ที่กล้าพูด เหมือนเราพยายามปกป้องบางอย่างมากกว่าตัวเองเสียอีก”
พีทไม่สบตา คำพูดหล่นแบบแผ่วเบา “มันน่าจะดีถ้าเคยปกป้องอะไรได้สักอย่าง…”
วันต่อมาฝนยังคงตกไม่หยุด แยมกับพีทติดอยู่ในห้องเก็บอุปกรณ์หลังออฟฟิศขาออก ไฟดับเพราะพายุ เสียงฝนกระหน่ำดังกลบทุกอย่าง เธอใจเต้นและลังเล ก่อนจะเปรยเรื่องส่วนตัวครั้งแรก “คุณเคยมีสิ่งที่อยากขอโทษแต่ไม่มีโอกาสไหม?”
พีทนิ่งไปนานจนฝนซาลง เขาตอบเสียงต่ำ “…เคย มีแฟนเก่าที่ผมเลือกงานมากกว่าจนเขาต้องจากไป ผมขอโทษไม่เป็น…”
สายตาของพีทเปลี่ยนจากเมินเฉยเป็นบางอย่างที่เปิดมากขึ้น แยมเองฝืนถามตัวเองว่าจะพูดความลับของตัวเองไหม แต่เธอกลัว…
แยมทั้งวันคิดถึงคำของเขา คืนนั้นเสียงสายฝนดังราวกับหลอกหลอน เธอกลับบ้านช้าไปหลายชั่วโมง มองโทรศัพท์นิ่ง ไม่กล้าโทรหาคนหนึ่งที่เธอเคยทำให้เจ็บ…แม่ของเธอ
หลังจากวันนั้น แยมกับพีทเริ่มทำงานด้วยกันมากขึ้น มีเรื่องตลกเล็กๆ แทรกในแต่ละวัน แยมสอนพีทออกไปกินข้าวนอกออฟฟิศครั้งแรกในรอบปี พีทเขิน แม้ปากแข็งแต่ในแววตาเริ่มมีประกายเล็ก ๆ ต่างจากเดิม
แต่ความสุขนี้อยู่ไม่นาน ความเข้าใจผิดเกิดขึ้น แยมได้ยินเพื่อนร่วมงานพูดถึงอดีตของพีท หาว่าเขา “เป็นภาระ” บริษัท เพราะเก็บงานละเอียดเกินไป ทำให้บางโปรเจคช้า แยมลังเลในใจว่าจะปกป้องเขาไหม หรือจะทำเหมือนไม่รู้ไม่เห็นตามที่หัวหน้าอยากให้เป็น
ในห้องประชุมแคบ ๆ แยมเผชิญหน้ากับพีทอีกครั้ง เธอพูดอย่างลังเล “ถ้า…ถ้ามีคนไม่เข้าใจคุณ”
พีทหัวเราะออกมาเบาๆ เป็นครั้งแรก “ก็ปกตินี่ คนมันต้องเข้าใจตัวเองมาก่อนมั้ง”
แยมไม่พูดอะไร แต่กลับรู้สึกผิดอย่างบอกไม่ถูก เธอลังเลจะปกป้องเขาต่อหน้าคนอื่นไหม หรือยอมปล่อยให้กลายเป็นแพะรับบาป
เวลาล่วงผ่านหลายสัปดาห์ ทีมต้องเร่งงานจนตึงเครียด พีทเริ่มถอยห่าง กินข้าวคนเดียว เหม่อลอยซึมลงแต่ไม่พูดกับใคร แยมรู้ตัวว่าหงุดหงิดที่เขาเปลี่ยนไป เธอพยายามเข้าหาแต่เขากลับปฏิเสธแม้แต่แววตา
ในคืนที่กรุงเทพฯ ฝนหนัก ฟ้าเปิดวูบ แยมโทรหาพีทเป็นครั้งแรกหลังเลิกงาน เธอลังเลช่วงนานก่อนพูดเบาๆ “…สบายดีไหม”
พีทเงียบอยู่พักยาว “…คิดถึงแฟนเก่า คิดถึงงานเก่าที่ไม่ต้องพิสูจน์ตัวเองกับใคร เสียใจที่พูดแรงกับคุณวันนั้น…คุณไม่ต้องสนใจหรอก”
แยมเงียบไป เธออยากสบถอะไรสักอย่างแต่ไม่กล้า “ฉัน…ก็กลัวเหมือนกัน กลัวว่าจะเป็นคนผิด แต่กลัวที่ต้องอยู่คนเดียวมากกว่า…”
วันถัดมา แยมเดินกอดแฟ้มเอกสารเข้ามาในออฟฟิศ เหลือบเห็นพีทกำลังยกเครื่องเซิร์ฟเวอร์ใหม่ เธอเดินเข้าไปหยุดแล้วยื่นมือให้ “ช่วยไหมคะ?”
พีทลอบมองเงียบ ๆ ก่อนพยักหน้า มุมปากเหยียดขึ้นบาง ๆ ไม่เอ่ยคำขอบคุณ เธอสังเกตได้ว่าเขาเริ่มเปิดใจ แม้จะยังไม่พูดอะไรมาก
ทีมงานต้องพรีเซนต์โปรเจคใหม่กับลูกค้าใหญ่ ท้องฟ้าวันนั้นครึ้มหนักจนไร้แสง แยมตื่นเต้นมือสั่น พีทเดินเข้ามายืนข้าง ๆ
ไม่สบตาแต่กระซิบ “เธอเก่งกว่าเธอคิดนะ” เสียงนั้นทำให้แยมกลัวน้อยลง แม้เพียงนาทีเดียว
หลังพรีเซนต์จบ ลูกค้าไม่ตัดสินใจทันที ทั้งแยมและพีทดูเหนื่อยล้า พวกเขากลับออกมายืนริมระเบียงฝนพรำ ไม่พูดกันนานจนกระทั่งแยมถามขึ้น “คุณคิดว่ามันจะสำเร็จไหม ถ้าเราเลือกอยู่ข้างกัน”
พีทนิ่งครู่หนึ่งก่อนตอบ “ไม่มีอะไรรับประกัน…แต่ได้ลองดีกว่าไม่ได้ลอง”
เสียงฝนเริ่มเบาบางลง แยมรวบรวมความกล้าถาม “…เราจะ…ไปกินข้าวด้วยกันได้ไหม แบบนอกงาน”
พีทหลุดยิ้มเขิน ๆ มองกระจกฝ้าที่มีหยดน้ำฝน “คุณจะทนความเอื่อยของผมไหวเหรอ”
“งั้นจะลองดูสักครั้ง” แยมพูดเสียงเบาด้วยรอยยิ้มจริงใจ
สองคนเดินออกจากตึก ปล่อยให้สายฝนเบาบางลงทีละน้อย เหมือนหัวใจที่เปิดให้กันทีละเล็กละน้อย ไม่มีคำสารภาพรัก ไม่มีจูบรวดเร็ว แต่บนทางเท้าชื้นฝน สองคนเดินเคียงกันเป็นครั้งแรก ด้วยหัวใจที่กล้าเปียกปอนแต่พร้อมจะเริ่มใหม่อีกครั้ง