รอยสลักใต้เงาจันทร์
กลิ่นดินชื้นลอยปะปนกับหมอกในยามเช้าของหมู่บ้านภูตะวันบนเชิงเขา ห่างไกลจากตัวเมืองข้ามหุบเหวและไร่นา องค์ษา นั่งเงียบอยู่ริมหน้าต่างกระท่อมไม้ เสียงนกร้องผะแผ่ว เส้นผมของเขาสีดำเข้มดูกระเซิงไม่เป็นทรง แววตาของเขาว่างเปล่าเหมือนหลับแต่อีกมุมหนึ่งเต็มไปด้วยบาดแผลในใจ เขาจ้องแขนข้างขวาซึ่งสวมรอยสักวนเป็นลวดลายโบราณ แสงแดดลอดผ่านร่องหน้าต่างทำให้เห็นลายสักขยับเล็กน้อยราวกับมีชีวิต
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงฝีเท้าแผ่วเบาจากด้านหลัง อิงดาว น้องสาววัยยี่สิบผู้มีนิสัยหุนหันกับดวงตาช่างตั้งคำถาม กอดอกยืนจ้องพี่ชาย “วันนี้จะออกไปอีกใช่ไหม พี่ษาก็เหมือนพ่อ—ถามอะไรไม่ตอบกันเลย”
องค์ษาหรี่ตานิด ๆ นิ่ง ไม่ละสายตาจากแสงแดดลอดไม้ “ออกไปดูงาน… เดี๋ยวกลับมา” เสียงห้วน สั้น แม้ในใจอยากเอื้อมมือปลอบ แต่กำแพงบางอย่างค้ำคอไว้
อิงดาวถอนหายใจ ในดวงตาแฝงความน้อยใจและโกรธ ไม่พูดอะไรอีก เดินกระแทกเท้าออกไป เสียงประตูปิดแกร่งทำให้ทั้งกระท่อมสั่นเล็กน้อย
องค์ษาหยิบเข็มสักประจำตัวขึ้น เท้าแข็งขยับเหมือนต้องฝืนใจ กระโดดลงจากหน้าต่าง ลงเดินในหมู่บ้านที่ดูเงียบเหงา ภายใต้ฟ้าเทาหม่นมีแต่เสียงลมหวีดวูบผสมเสียงไก่ขันห่าง ๆ
เขาเดินผ่านหน้าร้านขายของชำเก่า เจ้าของร้านคือป้าสายพิณ หญิงสูงวัยผู้ชอบสอดรู้สอดเห็น หน้าตาเปื้อนแป้งเย็น เหลือบมององค์ษาด้วยดวงตาระแวง “ไปหาปาลีที่วัดอีกหรือไง?”
องค์ษาไม่ตอบ เพียงก้มหน้า เดินผ่านไป ป้าสายพิณประชดเบา ๆ “พวกสักยันต์น่ะมันชวนเรื่องวุ่น—หายหัวไปสองคืน ใครจะเชื่อว่าไปทำบุญ?”
ปลายทางคือวัดเล็กชายน้ำ ปาลี สาวหน้าตาคมผมสั้นนั่งรออยู่ใต้ต้นโพธิ์ เธอสวมเสื้อลินินสีขาว ผ้าซิ่นตาหมากรุกขลิบเงิน มือสะกิดภาพถ่ายใบเล็กในมือ ดูกังวลและครุ่นคิด พอเห็นองค์ษา เธอยกคิ้วเรียว “เมื่อคืนนี้ฝันถึงแม่นะ ฝันว่าท่านร้องเรียก ฉันว่า… เหตุการณ์มันเริ่มประหลาดมากขึ้นทุกที”
องค์ษาเม้มปาก ริมฝีปากหุบสนิท ก่อนจะนั่งลงข้าง ๆ มือถือหลวม ๆ วางไว้กลางตัก “พี่เอง…ก็ฝันแปลก ๆ เหมือนกัน ที่แขนมันอุ่น… เหมือนรอยสักมัน…” เขาพูดไม่จบ เสียงเขาเหมือนกลืนอารมณ์ไว้ในอก
ปาลีจ้องสบตานิ่งขรึม ก่อนกระซิบเชื่องช้าราวกับกลัวไปกระทบอะไรบางอย่าง “ป้ายันต์เก่าในวัด… มันถูกฉีกขาด ใครบางคนเข้ามาคืนนี้แน่ ฉันได้ยินเสียงคนเดิน…”
องค์ษาสะกิดความทรงจำ รอยลาง ๆ ที่เขานั่งรอแม่ที่ศาลาเก่า แล้วแม่ก็ไม่เคยกลับมา รอยสักนี้… คือสิ่งสุดท้ายที่แม่ทำให้ และเขาไม่เคยบอกน้องสาวว่ามันคือยันต์ป้องกันภัยตามความเชื่อโบราณของหมู่บ้าน
ท่ามกลางสายลม ปาลีหยิบภาพถ่ายขึ้นอีกครั้ง เป็นภาพครอบครัวรุ่นเก่าที่แม่เขายืนอยู่ สิ่งหนึ่งที่เด่นคือลายยันต์เดียวกันบนแขนผู้หญิงในภาพนั้น
“ฉันจะช่วยหาคำตอบให้เอง” ปาลีพูดเบา ๆ แต่ดวงตาแน่วแน่ ก่อนทั้งสองจะเดินเข้าสู่ป่าไผ่หลังวัด เสียงไม้ไผ่เสียดสีดังกราว องค์ษายิ้มจางด้วยมุมปากที่ไม่ค่อยเผย “ขอบใจ… ถึงบางทีเธอจะดื้อเหมือนเด็กก็ตาม”
ปาลีหัวเราะเบา ๆ “แต่ถ้าฉันไม่ดื้อก็คงยังไม่รักพี่ษาอยู่ทุกวันนี้หรอก” ประโยคที่ทำให้บรรยากาศคลี่คลายก่อนจะตึงเครียดกว่าเดิม เมื่อพวกเขามาเจอกับร่องรอยรองเท้าเปื้อนดินใหม่ ๆ กับเศษผ้าแดงขาดวิ่นที่แนบกับตำราสักยันต์เก่าตกอยู่
องค์ษาหยิบตำราขึ้นมา เปิดดู มีเศษจดหมายบรรจงเขียนด้วยลายมือแม่ “ถ้าเกิดอะไรขึ้น จำไว้ว่าทุกอย่างมีเหตุผลของมัน องค์ษา อย่าทิ้งน้อง…”
มือองค์ษาสั่น เขาหันไปเจออิงดาวยืนหลบอยู่หลังต้นไผ่โดยไม่ทันสังเกต ดวงตาของน้องสาวแดงก่ำ
“อย่าโกหกฉันอีก! ฉันรู้ว่าแม่ไม่ได้หนีไปเมืองเหมือนที่พี่บอก!” อิงดาวโพล่งด้วยเสียงสั่น เธอพรั่งพรูความเจ็บปวดออกมาทั้งน้ำตา “ทุกคนในหมู่บ้านลือกัน… พี่เองก็เหมือนคนอื่น ๆ ใช่ไหม?”
องค์ษาจ้องน้องนิ่ง พยายามจะพูดแต่เสียงติดขัด “แม่… แม่ถูกอะไรบางอย่างพาไปจริง ๆ ฉันแค่ยังหาไม่เจอ…” เสียงแผ่วจนแทบได้ยินเพียงลมหายใจ ทั้งสามเงียบงัน มีแต่เสียงลมหวิวในป่าไผ่ยามสาย
ปาลีวางมือบนไหล่อิงดาวอย่างเบามือ “ทุกคนเจ็บ แต่จะพูดว่าจะลืมก็ไม่ได้…”
อิงดาวค่อย ๆ สะอื้นเบา ๆ ก่อนจะถามเสียงแข็ง “แล้วรอยสักพี่ล่ะ มันคืออะไร? แม่บอกฉันก่อนหายตัวไปว่าอย่าไว้ใจ ‘คำสัญญาภายใต้จันทร์’ มันมีความหมายอะไร?”
องค์ษามองไกล เหมือนอีกซีกโลกหนึ่ง “ถ้าจะหาคำตอบ เราต้องไปถึงศาลาเก่าบนยอดเขา…”
เหลือเพียงปรารถนาร่วมกันในสายตา ทั้งสามออกเดินขึ้นเขาด้วยกัน ความเหนื่อยล้าและความกลัวในใจแต่ละคนคืบคลานแต่ไร้คำพูดใดในช่วงระหว่างทาง
ทิวทัศน์เบื้องหน้า สีส้มของแดดยามสายสาดทาบไหล่เป็นเงายาว องค์ษารู้สึกรอยสักที่แขนเริ่มอุ่นขึ้นอีกครั้ง นัยน์ตาปาลีแปลกไป ในจังหวะหนึ่งเธอเหลือบเห็นเงาดำผาดผ่านหลังโขดหิน
ปาลีหยุดกะทันหัน “เห็นไหม?” เธอถาม
องค์ษาเบือนตามองภาพสลัว “เห็น… บางอย่างเคลื่อนไหวเร็วผิดธรรมชาติ”
อิงดาวผวาหลบมาเกาะแขนพี่ชาย “อย่าทิ้งฉันนะ” เสียงเธอสั่นพลิ้ว
“ไม่ไปไหนหรอก สัญญา” องค์ษากลืนน้ำลาย ไม่กล้าสบตาปาลี แต่กุมมืออิงดาวแน่นขึ้น ทั้งสามก้าวช้า ๆ สู่ศาลาเก่าบนยอดเนิน
ศาลายามนี้คือซากไม้ผุพัง แสงจันทร์ยังไม่สาดสว่าง แต่ในรอยเงาใต้หลังคา ผ้าผืนแดงหนึ่งผืนผูกเอาไว้กับเสาและมีหยดเลือดใหม่สีเข้มราดพื้น
องค์ษาจ้องสิ่งนั้น แววตาเครียดจัด ปาลีหลบตาลงแล้วพลันสังเกตบางสิ่งเล็ก ๆ “ดูนี่…” เธอก้มดูสัญลักษณ์โบราณ เขียนกำกับไว้ข้างเสา
“ยันต์กันวิญญาณ… ใครใส่มันลงมาใหม่ เหมือนรอยสักเรานี่” องค์ษาเอื้อมแตะสัญลักษณ์
เสียงหวีดแว่วมาแต่ไกล ราวเสียงผู้หญิงร้องเรียก อิงดาวตัวสั่น น้ำตาไหลพราก ปาลีขมวดคิ้ว “ต้องมีใครอยู่ไม่ไกล ไปกัน…” เธอนำ ทั้งสามฝ่าความมืดสู่ป่าผืนหลังศาลา ช่องทางเล็ก ๆ เต็มไปด้วยหนามและต้นหญ้าคำราม
กลางป่านั้น…พบทางลับนำสู่โขดหินที่มีแม่น้ำไหลผ่าน ท่ามกลางเสียงสายน้ำ โครงกระดูกหญิงคนหนึ่งปกคลุมด้วยผ้าลายแดง ถูกประดับด้วยรวงข้าวและดอกไม้ป่าเก่าแก่