เสียงกรีดร้องหลังประตูไม้เก่า
เสียงล้อรถบดผ่านถนนลูกรังดังก้องไปทั่วบริเวณป่ารกร้าง ก่อนจะหยุดนิ่งหน้าบ้านไม้สองชั้นสภาพทรุดโทรม ฝุ่นเกาะหนาแน่นบนประตูไม้เก่าที่พยายามยืนหยัดท่ามกลางกาลเวลา ทันทีที่เครื่องยนต์ดับ เสียงนกร้องกันแผ่วเบาในความมืดก็เหมือนหยุดชะงัก เหลือเพียงเสียงลมหายใจของผู้มาเยือนห้าคน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“นี่มันบ้านจริง ๆ เหรอวะ…” เสียงของธามดังขึ้นเบา ๆ เขาเดินตามหลังเพื่อนเข้ามาด้วยสีหน้ากระวนกระวาย ดวงตาไล่สำรวจตั้งแต่กรอบหน้าต่างแตกยันหลังคาไม้ผุ
“ก็…นี่แหละ บ้านของปิ่นน่ะ” อนงค์ตอบพร้อมรอยยิ้มจาง ๆ เธอคือคนเชิญทุกคนมารวมตัวกันที่นี่หลังจากไม่ได้พบกันนานหลายปี พวกเขาเคยเป็นกลุ่มเพื่อนสนิทสมัยมหาวิทยาลัย และบ้านหลังนี้คือบ้านเก่าของปิ่น…เพื่อนที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเมื่อ 8 ปีก่อน
“เรา…แน่ใจนะ ว่าควรมาที่นี่?” ชลกรเอ่ยขาด ๆ หาย ๆ ราวไม่อยากให้เสียงตัวเองก้องไปในความเงียบ ใบหน้าซีดของเขาฉายแววไม่ไว้ใจ
อนงค์หลบตา “เราต้องหาคำตอบ…ว่าปิ่นหายไปไหน”
เสียงฝีเท้าทั้งห้าคนดังสลับกับเสียงไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าดเมื่อประตูถูกผลักเปิด ภายในบ้านมืดสนิท มีเพียงแสงไฟฉายสาดส่องไปบนผนังเปื้อนฝุ่น เครื่องเรือนเก่า ๆ ถูกปกคลุมด้วยผ้าขาวซีด
“เหม็นอับว่ะ” เป้ พึมพำในลำคอ เขาแบกกระเป๋าเป้ใบใหญ่พลางเดินนำเข้าไปก่อน เห็นเค้าโครงของตู้ไม้และเปียโนเก่าเลือนรางใต้ผ้าคลุม
“ให้ตาย…นี่มันที่ที่ปิ่นเคยเล่นเปียโน” ศรณ์กระซิบ เขาเดินไปแตะผ้าคลุมแผ่วเบาเหมือนกลัวจะรบกวนอะไรบางอย่าง
“หยุด! ยังไม่ต้องยุ่งกับอะไรทั้งนั้น” อนงค์มองเพื่อน ๆ ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “คืนนี้เราค้างที่นี่เพื่อหาหลักฐานเท่านั้น ใครเจออะไรแปลก ๆ บอกกันด้วย”
เพื่อนทั้งสี่คนต่างแยกย้ายกันสำรวจบ้านท่ามกลางความเงียบงันที่กดดัน กลิ่นอับชื้นและเสียงไม้ลั่นขณะที่แต่ละคนเหยียบย่ำลงบนพื้นกระดานเหมือนเสียงร้องเบา ๆ ลอยตามสายลมมา
เป้เดินสำรวจไปจนถึงบันไดขึ้นชั้นบน ไฟฉายจับไปที่กรอบรูปครอบครัวเก่า ๆ บนผนัง ใบหน้าของปิ่นตอนเด็กจ้องมองเขาด้วยรอยยิ้มแปลกประหลาด เป้ยืนมองอยู่นานก่อนจะสะดุ้ง เมื่อเสียงขูดเบา ๆ ดังขึ้นจากทางเดินด้านบน
“ได้ยินมั้ย?” เป้กระซิบกลับไปทางเพื่อนด้านล่าง ชลกรกับธามเงยหน้าขึ้นมาอย่างระแวง “เสียงอะไร?”
จู่ ๆ ประตูห้องหนึ่งบนชั้นบนก็ขยับเองช้า ๆ ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดในความมืด ทุกคนหยุดนิ่ง เงียบงันจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นแรง ธามกลืนน้ำลาย ฝีเท้าเขาแทบไม่ขยับ
“อย่าขึ้นไปตอนนี้” อนงค์ออกคำสั่งเสียงเย็น เธอพยายามเก็บสีหน้าสงบแต่แววตาสั่นไหว
ทั้งกลุ่มรวมตัวกันในห้องนั่งเล่น พวกเขานั่งล้อมวงบนพื้นไม้ ปิดไฟฉายไว้ข้างตัว มีแค่แสงไฟจากเทียนไขส่องสว่างสลัว ๆ
บรรยากาศในห้องแน่นขนัดด้วยความหวาดระแวง อนงค์หยิบสมุดบันทึกเล่มเก่าของปิ่นออกมา “ฉัน…เก็บไว้ตั้งแต่วันที่ปิ่นหายไป มีบางอย่างในนี้ที่ฉันไม่เข้าใจ” เธอเปิดสมุดด้วยมือสั่น ๆ
“เราควรอ่านคืนนี้เลยเหรอ?” ชลกรถามเสียงแผ่ว
“หรือจะรอจนเช้า?” ศรณ์แทรกขึ้น น้ำเสียงประชดเล็กน้อยแต่แฝงความกลัว
เป้หัวเราะในลำคอ “กลัวผีกันเหรอพวกนาย” แต่แววตาเขาเองก็ไม่มั่นคงนัก
เสียงบางอย่างดังมาจากห้องครัว เหมือนของบางอย่างตกลงพื้น ทุกคนเงียบกริบ อนงค์มองไปรอบ ๆ อย่างระแวง “ใครอยู่ตรงนั้น?” ไม่มีเสียงตอบกลับ มีแค่ความเงียบและความมืดที่โอบล้อมทุกคนไว้
ศรณ์ตัดสินใจลุกขึ้นเดินไปห้องครัวโดยมีเป้เดินตาม เขาเปิดไฟฉายสาดเข้าไป เห็นขวดแก้วกลิ้งอยู่บนพื้น ไม่มีใครอยู่
“มันกลิ้งมาได้ยังไง?” เป้ถามเบา ๆ
“ลมมั้ง…” ศรณ์ตอบแต่สายตาไม่เชื่อในคำพูดของตัวเอง
ทั้งห้าคนกลับมารวมกลุ่มกันอีกครั้ง อนงค์อ่านบันทึกหน้าหนึ่งในแสงเทียน “…เสียงอะไรบางอย่างปลุกฉันทุกคืน เหมือนเสียงกรีดร้องหลังประตูไม้เก่า แต่ทุกครั้งที่เปิดประตู…ก็ไม่มีอะไรอยู่ข้างหลัง” เธออ่านจบแล้วเงียบไป ทุกคนสบตากันอย่างไม่สบายใจ
จู่ ๆ ลมแรงกระแทกประตูห้องนั่งเล่นจนปิดดังปัง ทุกคนสะดุ้ง ท่ามกลางความเงียบ มีเสียงร้องก้องแว่วมาจากชั้นบน เบาแต่แหลมสูงจนขนลุก
“มันมาแล้ว…” ธามกระซิบ ท่าทีหวาดกลัวชัดเจน
อนงค์พยายามควบคุมสติ “เราต้องหาต้นตอของเสียงนั้น” เธอมองไปที่บันได พยายามกลั้นความกลัวที่ก่อตัวอยู่ลึก ๆ
ทุกคนลุกขึ้นอย่างลังเล เดินตามกันขึ้นไปบนชั้นสอง ไฟฉายส่องไปตามทางเดินยาวที่ปกคลุมด้วยฝุ่นหนา กลิ่นไม้เก่าและอากาศเย็นชื้นทำให้ทุกฝีเท้าหนักอึ้ง
ประตูไม้เก่าบานหนึ่งอยู่สุดทางเดิน อนงค์วางมือบนลูกบิด ทุกคนเฝ้ามองอย่างตึงเครียด
“เดี๋ยว…ถ้าเปิดแล้วมันอยู่ข้างในล่ะ?” ชลกรถามเสียงสั่น
อนงค์นิ่งคิด “แต่ถ้าไม่เปิด…เราก็จะไม่มีวันรู้” เธอผลักประตูเบา ๆ มันเปิดออกช้า ๆ พร้อมเสียงเอี๊ยดอ๊าด ทุกสายตาจับจ้องไปในความมืด
ภายในห้องว่างเปล่า มีเพียงเปียโนเก่าและเก้าอี้ไม้ตัวหนึ่ง แสงไฟฉายจับไปเห็นรอยขีดเขียนเต็มผนัง คล้ายใครสักคนพยายามจะสื่อสารอะไรบางอย่าง
ศรณ์เดินเข้าไปใกล้ มองรอยขีดเหล่านั้น “เหมือน…ตัวหนังสือ แต่เขียนมั่วไปหมด” เขาเอามือลูบเบา ๆ “หรือมันคือรหัส?”
เป้เดินดูรอบห้อง สายตาเขาไปสะดุดกับกล่องไม้เล็ก ๆ ใต้เปียโน เขาก้มลงเก็บขึ้นมา เปิดฝากล่องอย่างลังเล ด้านในมีสร้อยคอเงินจี้รูปดอกบัวและจดหมายเก่า ๆ หลายฉบับ
อนงค์หยิบจดหมายขึ้นมาอ่าน แววตาเธอร้าวราน “จดหมายถึงแม่ของปิ่น…เธอบอกว่าได้ยินเสียงเรียกชื่อเธอทุกคืน เหมือนเสียงนั้นรอคอยให้เธอเปิดประตู”
“มันยังคอยอยู่รึเปล่า?” ธามถามเบา ๆ
ความเงียบปกคลุมอีกครั้ง ก่อนที่เสียงฝีเท้าหนัก ๆ จะดังขึ้นจากอีกฟากของห้อง ทุกคนหันขวับมองไปทางต้นเสียง ไฟฉายส่องไปเห็นเพียงเงาดำวูบหนึ่งวิ่งผ่านประตูไป
เป้กลืนน้ำลาย “เมื่อกี้…เห็นมั้ย?”
“ไม่มีอะไร…ใช่มั้ย?” ศรณ์พยายามปลอบใจตัวเอง
อนงค์กลับมาที่รอยขีดเขียนบนผนัง เธอสังเกตเห็นตัวอักษรสองสามตัวถูกขีดซ้ำ ๆ จนลึกกว่าอื่น “เหมือนมันจะเขียนซ้ำ…ตรงคำว่า ‘ขอโทษ’”
ชลกรเดินวนไปดูหน้าต่าง ปรากฏเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกแตก ใบหน้าเขาซีดเผือดเมื่อเห็นเงาอีกเงาหนึ่งยืนอยู่ข้างหลังแต่พอหันกลับก็ไม่พบอะไร
ทั้งห้องเต็มไปด้วยความอึดอัด เสียงร้องโหยหวนแผ่วเบาดังมาเป็นระยะ ๆ ทุกคนเริ่มสงสัยว่าเสียงนั้นคืออะไรและต้องการอะไร
อนงค์หยิบบันทึกของปิ่นมาอ่านอีกครั้ง “ถ้าฉันหายไป…ขอให้แม่อย่าเปิดประตูนั้น อย่าตอบรับเสียงเรียก ไม่ว่าจะได้ยินอะไรก็ตาม” เธออ่านจบแล้วน้ำตาคลอ
ศรณ์พึมพำ “หรือปิ่น…เคยได้ยินเสียงนั้นก่อนจะหายไป?”
เป้เดินออกไปหน้าห้อง สายตาเขาไปสะดุดกับรอยเลือดจาง ๆ บนพื้นเป็นทางยาวไปสู่บันไดหลังบ้าน ทุกคนมองตาม เขาหันมาทำท่าสับสน ก่อนกลบเกลื่อน “คง…สนิมน้ำที่รั่ว”
อนงค์หันไปมองหน้าต่างชั้นล่าง เห็นเงาดำลาง ๆ เดินวนอยู่นอกบ้าน เธอดึงเพื่อน ๆ ให้ถอยห่างจากหน้าต่าง
“เราควรออกไปไหม?” ธามถามเสียงแผ่วด้วยความหวาดกลัว
“แต่ถ้าออกไปตอนนี้…เราจะไม่มีวันรู้ว่าปิ่นหายไปไหน” อนงค์ตอบอย่างเด็ดขาด
คืนนั้นทั้งห้าคนนั่งรวมกลุ่มกันในห้องนั่งเล่น เสียงฝนเริ่มโปรยปรายกระทบกระเบื้องหลังคา เสียงประตูไม้ดังเอี๊ยดอ๊าดสลับกับเสียงกรีดร้องที่เริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ
เป้ทนไม่ไหว ลุกขึ้นเดินไปยังประตูหลังบ้าน เขาเปิดประตูออกไปช้า ๆ เจอเพียงป่ามืดกับความเงียบงัน แต่เสียงหายใจหนัก ๆ ดังตามหลังมาติด ๆ เขาหันกลับไปก็ไม่พบใคร
ศรณ์เดินตามออกมา “นายเห็นอะไรไหม?”
เป้ส่ายหน้า “ไม่…แต่รู้สึกเหมือนโดนจับตามองอยู่ตลอด”
ขณะนั้นเอง อนงค์เปิดบันทึกหน้าสุดท้าย พบข้อความเขียนด้วยลายมือสั่น “ขอโทษ…ฉันทำผิด ฉันไม่ควรเปิดประตูนั้น”
อนงค์เงยหน้ามองเพื่อน ๆ “ปิ่น…อาจจะเป็นคนปลดปล่อยบางอย่างออกมาในบ้านนี้”
เสียงกรีดร้องดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ใกล้มากจนน่าขนลุก ทุกคนหันขวับมองไปที่ประตูไม้เก่าที่ปิ่นเคยเขียนถึงในบันทึก
ประตูบานนั้นปิดสนิท อากาศรอบตัวเหมือนหนักขึ้น ทุกคนลุกขึ้นตั้งวงล้อมประตูไว้
“ถ้าสิ่งนั้นต้องการสื่อสาร…เราควรเปิดหรือเปล่า?” ศรณ์ถามเสียงอ่อน
“หรือควรปิดไว้ตลอดกาล?” เป้โต้
อนงค์ลังเล เธอยื่นมือไปจับลูกบิด หัวใจเต้นระรัว เพื่อน ๆ มองอย่างไม่มั่นใจ
ทันใดนั้น เสียงกระซิบแผ่วเบาดังขึ้น “ขอโทษ…ขอโทษ…ขอโทษ…” ซ้ำ ๆ วนเวียนรอบตัว
อนงค์สูดหายใจลึก แล้วเปิดประตูออกอย่างรวดเร็ว เบื้องหลังประตูคือห้องว่างเปล่า แต่ความเย็นเยียบและเงาดำวูบหนึ่งลอยผ่านออกมา ทุกคนรู้สึกเหมือนถูกกระชากวิญญาณ
เสียงร้องกรีดแหลมสูงปะทะโสตประสาทจนทุกคนล้มทรุดลงกับพื้น เมื่อลุกขึ้นมาอีกครั้ง เงาดำหายไป เหลือเพียงความเงียบงันและความเย็นเฉียบในอากาศ
อนงค์มองเพื่อน ๆ ด้วยน้ำตาไหลอาบแก้ม “ฉัน…ปลดปล่อยมันออกมาแล้ว”
เป้พึมพำเสียงสั่น “แล้วปิ่นล่ะ…เธออยู่ไหน?”
เสียงกระซิบแว่วมาเบา ๆ “ขอโทษ…” ก่อนจะจางหายไป เหลือเพียงความว่างเปล่าในใจผู้รอดและความลับที่ไม่มีวันได้รับคำตอบ
เช้าวันรุ่งขึ้น บ้านหลังนั้นถูกทิ้งร้างอีกครั้ง ทุกคนจากไปโดยไม่เอ่ยถึงเหตุการณ์คืนนั้นอีกเลย แต่เสียงกรีดร้องหลังประตูไม้เก่ายังคงหลอกหลอนในความทรงจำไปชั่วชีวิต