ในวันที่ฟ้าฟังเสียงเรา
เสียงฝนซัดกระจกดังเบาๆ ลินยืนเหม่อมองถนนเปียกฝนเบื้องล่าง จากชั้นสิบของอาคารสำนักพิมพ์ขนาดใหญ่ เธอปล่อยกาแฟเย็นจัดในมือจางกลิ่นลงเรื่อยๆ พลางถอนใจ นาฬิกาปลายสายหนังบนข้อมือขยับไปเรื่อยแต่เธอกลับติดอยู่ในเวลาเดิมๆ เสมอ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ประตูไม้บานใหญ่แง้มออกพร้อมเสียงเท้าเดินเข้ามา เทียน หัวหน้าบรรณาธิการชายที่ลินเงียบขรึมมาแอบลอบสังเกตเสมอ หยิบแฟ้มเอกสารแนบอกเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ “คุณลิน ต้นฉบับเล่มใหม่ คุณว่างไหม?”
ลินหันกลับอย่างติดขัด เธอมักหวาดระแวงกับเสียงทักขวัญผวา เพราะประสบการณ์ผิดพลาดเมื่อสองปีก่อน เรื่องที่ทำให้เธอไว้วางใจใครไม่ค่อยได้ “ได้ค่ะ หนึ่งชม. เดี๋ยวฉันส่งงานปัจจุบันให้คุณก่อน”
เทียนยิ้มแผ่วแต่ไม่ได้ตอบอะไร เพียงวางแฟ้มบนโต๊ะทำงานของเธออย่างนุ่มนวล ก่อนเดินกลับไปที่โต๊ะตนเอง มุมปากเทียนขยับเวลามองเธอโดยหลักเลี่ยงเสมอ ลินก็คาดเดาความคิดของชายหนุ่มไม่เคยออก
ในช่วงพักเที่ยง พิมเพื่อนสาวคนสนิทของลินเดินเข้ามาในห้องริมพร้อมข้าวกล่องสองชุด “เมื่อคืนมีคนฝากถาม ทำไมคุณลินถึงดูจริงจังกับงานขนาดนี้ ไม่สนใจคบใครบ้างเลยเหรอ”
ลินหัวเราะในลำคอ แววตาฝืน “ฉันโอเคนะพิม งานก็งานสิ คนมันยังไม่เจอคนที่…พิเศษพอมั้ง”
พิมเหลือบตาไปทางโต๊ะเทียน “แต่ฉันว่าเทียนก็ดูพิเศษดีนะ สายตามีอะไรลึกๆ อีก”
ลินชะงัก ก้มหน้ากินข้าว รับบทสนทนาอย่างไม่เต็มใจ เนื้อหานี้เธอมักหลีกเลี่ยง เพราะรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเอง “เธอคิดไปเองมั้ย ก็เขาน่ะ เขาเคร่งเครียดจะตาย คนแบบนั้นใครจะมาชอบเรา”
เสียงซุบซิบอยู่พักใหญ่ ก่อนที่ลินจะขยับลุกขึ้นแบกแฟ้มเอกสารกองใหญ่ไปที่ห้องประชุม ระหว่างเดินกลับ ทั้งสองสวนกับกลุ่มพนักงานชายที่หัวเราะเสียงดัง หญิงสาวรู้สึกเหมือนถูกจ้องมองและตีตรา เทียนเดินผ่านมาเห็น เลือกเดินเข้ามาช่วยรับเอกสารกองบนมือเธอ
“เดี๋ยว ผมช่วยเอง” เทียนรับแฟ้มไป ช่วยถือกระดาษหลายปึก เงียบอึ้งตามสไตล์ ลินสบตาด้วยความประหลาดใจ “ขอบคุณค่ะ…” แต่ยังอดกลั้นระวังตัว
หลายวันผ่านไป ลินต้องทำงานกับเทียนหลายครั้ง ลักษณะนิสัยระมัดระวัง การวิพากษ์ต้นฉบับโดยละเอียดแต่อ่อนโยน คำแนะนำที่เหมือนดึงให้เธอมองตัวเองในแง่มุมบวก ลินเริ่มใจอ่อนทีละนิด
ในคืนหนึ่งหลังเลิกงาน ฝนเทลงมาหนัก ลินลืมร่ม เทียนเดินมาอยู่ข้างๆ ยกบรรจุภัณฑ์หนังสือเล่มใหม่ยื่นให้ “เอานี่ถือไว้กันฝนนะ เดี๋ยวผมเดินไปส่งที่รถ”
ลินลังเล รับหนังสือแต่ปฏิเสธความใกล้ชิด “ขอบคุณค่ะ แต่ไม่เป็นไร ฉันแค่ข้ามถนนเอง”
เทียนยืนเงียบอยู่ข้างๆ คำพูดไม่ไหลลื่น “คุณกลัวฝน หรือกลัวผม?”
เธอหัวเราะขมขื่น ส่ายหน้า “ฉันแค่…ไม่อยากรบกวนใครอีก”
เพียงแค่คืนนั้นเอง ลินกลับบ้านแล้วใจยังเต้นแรง สีหน้าของเทียนไม่เคยหายไปจากสายตา เธอเขียนบันทึกเล็กๆ เก็บไว้ในสมุดเหมือนเดิม เรื่องราวจำเจประจำวันค่อยๆ แทรกคนใหม่เข้ามาช้าๆ อย่างที่เธอไม่รู้ตัว
วันถัดมา เทียนเดินเข้ามาพร้อมต้นฉบับเล่มที่มีประเด็นหนักหน่วงเรื่องการให้อภัยอดีต ปกติเขายิ้มยาก แต่อยู่ดีๆ กลับเอ่ยเสียงเบา “เคยให้อภัยตัวเองไหมครับ?”
ลินสบตาเงียบงัน นับครั้งไม่ถ้วนที่เธอตอบคำถามนี้ไม่ได้ “ฉัน…ยังเลยค่ะ บางทีคนเราต้องใช้เวลานานกว่าที่คิด”
เทียนเองมีแววสะท้อนบางอย่างในดวงตา เหมือนไม่ต่างจากกันนัก ชายหนุ่มถอนหายใจ “เคยอยากย้อนเวลากลับไปมั้ย”
ทั้งสองคนลงเอยด้วยความเงียบที่สื่อความหมายได้มากกว่าคำพูดใดๆ เขารู้ เธอรู้… การให้อภัยไม่ใช่เรื่องง่าย
เวลาเดินผ่าน ความใกล้ชิดแทรกซึม หลายเย็นที่สองคนต้องนั่งทำงานเพิ่มชั่วโมง อยู่ในห้องเดียวกัน จำต้องพูดคุย แบ่งปันกาแฟที่เธอเริ่มชื่นชอบมากขึ้นเพราะเทียนชงเก่ง
ในวันนึง ลินเจอเทียนอยู่ที่บาร์หนังสือหลังเลิกงาน เขานั่งเงียบ เปิดสมุดโน้ตจดอะไรบางอย่าง ลินกล้าเดินเข้าไปทัก “คุณเทียน… เขียนอะไรอยู่เหรอคะ”
เทียนเก็บสมุดรีบ “แค่ลิสต์สิ่งที่ถ้ามีโอกาสอยากทำ”
ลินยิ้มบาง ลังเลก่อนนั่งข้าง ๆ “ฉันยังไม่เคย… เขียนลิสต์แบบนั้นเลย คุณอยากทำอะไรบ้าง”
เทียนเงียบชั่วครู่ “แค่ลองไม่เป็นลูกชายอย่างที่พ่อแม่ต้องการสักวัน…ได้ไหม”
ลินหัวเราะจาง ๆ “ฉันเข้าใจนะ… บางทีฉันก็อยากเป็นแค่ ‘ลิน’ ไม่ใช่ ‘นักเขียนหน้าใหม่ที่เคยโดนล้มเหลว’ เหมือนกัน”
ทั้งคู่หัวเราะกับชีวิตที่เหมือนล้อกันเอง ความสัมพันธ์ที่ครั้งแรกดูเหมือนจะไม่โคจรมาเป็นเพื่อนกันได้ด้วยซ้ำ กลับค่อยๆ ผูกมากขึ้นทุกวัน
เมื่อเวลาผ่าน ลินรู้ว่าเทียนมีปัญหากับที่บ้าน พ่อแม่ของเขาไม่ชอบที่เขาเลือกงานบรรณาธิการแทนการเป็นทนายตามความหวังของตระกูล ทุกวันเทียนจึงเก็บความกังวลไว้ข้างใน
ทั้งสองมีความฝันที่แตกต่าง ลินอยากมีหนังสือเล่มแรกที่คนอ่านจำได้ ส่วนเทียนต้องการเป็นคนที่ครอบครัวภูมิใจ แต่ในโลกอุดมคตินั้นกลับไม่มีทางวิ่งคู่ขนานกันได้ง่าย ๆ
คืนหนึ่ง ขณะรอเมลตอบรับต้นฉบับสำคัญ เทียนโทรมาหาลินแบบไม่คาดคิด “พรุ่งนี้ขอคุยกันหน่อยได้ไหม ผมมีบางอย่างอยากบอก”
ลินร้อนรน กังวลใจ เธอกำแฟ้มบนโต๊ะแน่น เสียงสายฝนข้างนอกเหมือนเสียงหัวใจตัวเองเต้นแรง เธอใจสั่น กลัวคำสารภาพที่อาจเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง
รุ่งเช้า ลินก้าวเข้าไปในร้านกาแฟที่นัดพบ เทียนนั่งรอเงียบ ๆ เขาดูซีดเคร่งเครียดผิดปกติ สายตามีเรื่องราวมากมายที่ยังไม่พูด
“คุณลิน อย่าโกรธผมนะ แต่ผมเคย…ทำผิดกับคุณโดยที่คุณไม่รู้”
ลินนิ่งงัน เทียนล้วงจดหมายเก่าออกมายื่นให้ “สองปีก่อนผมเป็นหนึ่งในคณะกรรมการที่ต้องตัดสินต้นฉบับของคุณ ผมเลือกไม่ผ่านมัน… เพราะกลัวว่าคุณจะดังกว่ารุ่นพี่ผมอีกคน ทำให้คุณถูกตราหน้าว่าไม่ผ่านมาตรฐาน”
ลินน้ำตารื้น จำได้ถึงความเจ็บช้ำวันนั้น มันคือรอยแผลในใจที่ฝังแน่นมานาน เธอหายใจไม่ทั่วท้อง แม้จะผิดหวังแต่ก็ไม่โกรธ “ฉันว่าฉันเข้าใจ… ที่จริงฉันก็เคยอิจฉาเพื่อนร่วมรุ่นจนพูดอะไรไม่เข้าหูหลายอย่าง ต่อให้ไม่ได้ตั้งใจ”
ความลับที่เปิดเผย คล้ายปลดพันธนาการที่ต่างคนต่างกอดไว้ในใจ น้ำตาไหลช้า ๆ กับความรู้สึกเกินจะพูด
“ถ้าให้ผมหยุดดูแลคุณ ผมก็จะทำ” เทียนพูดช้า ๆ ลึกลงไปในน้ำเสียงมีทั้งสำนึกผิดและรัก
ลินส่ายหน้า เธอขำพร้อมน้ำตา “แต่ถ้าไม่ให้คุณดูแล แล้วใครจะชงกาแฟเก่ง ๆ ให้ฉันล่ะ คงไม่ไหวนะ”
เทียนยิ้ม ผ่านความลังเลอึดอัดหัวใจของตนแบบไม่ทันรู้ตัว “ขอบคุณที่ให้อภัยผมนะครับ”
วันเวลาล่วงผ่าน สองคนยังต้องตัดสินใจเรื่องอนาคต ลินเริ่มมีต้นฉบับที่ผ่านการพิจารณา เทียนกล้าพูดกับบ้านเรื่องเส้นทางของชีวิตตัวเอง แม้มันไม่สมบูรณ์แบบแต่เขาคือเจ้าของมันเองแล้ว
ฤดูฝนคืบคลานเข้ามาใหม่ เมื่อเสียงฝนตกที่กระทบกระจกเหมือนวันเก่า ลินยิ้มให้เทียนตรงห้องทำงาน ท่ามกลางกลิ่นกาแฟคุ้นเคยและเสียงหัวใจสองคนที่เติบโตขึ้นในที่สุด